บทที่ 5 ตอน ยิ่งเกลียดกัน ยิ่งหวั่นไหว/1
“ฉันต้องรู้ให้ได้ว่ายายมัสอยู่ที่ไหน”
ลินินอดทนรอจนปรัชญ์เลิกงาน แล้วแอบขับรถตามเขาไป พบว่าชายหนุ่มไปแวะรับเด็กชายคนหนึ่งที่โรงเรียนอนุบาลไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย เขาขับรถพาเด็กน้อยไปยังห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ แล้วพาเจ้าหนูคนนั้นไปกินไอศกรีม ลินินสะกดรอยตามเข้าไปนั่งแอบดูอยู่ห่างๆ พลางหยิบโทรศัพท์มากดถ่ายรูปทั้งสองคนไว้ ท่าทางสนิทสนมของปรัชญ์กับเด็กชาย
“ลูกยายมัสกับนายเหรอ นายปอนด์”
ลินินพิศมองใบหน้าน่ารักของเด็กชาย เปรียบเทียบกับใบหน้าของปรัชญ์มองหาความเหมือน แล้วต้องนิ่วหน้าเมื่อพบว่าเจ้าหนูไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของใบหน้าเหมือนปรัชญ์สักนิด ปรัชญ์ตาเรียวยาวแบบหนุ่มตี๋ผมสีดำสนิท แต่เจ้าหนูน้อยกลับตาโตขนตายาวหนาและมีผมสีน้ำตาลอ่อน หน้าตาออกลูกครึ่งเห็นได้ชัด
“เอ... หรือจะหน้าเหมือนยายมัส”
มัสลินเป็นลูกครึ่งมีบิดาเป็นชาวต่างชาติ ลูกของมัสลินอาจจะได้เชื้อฝั่งแม่มากกว่าฝั่งพ่อ ลินินสรุปเอาเองว่าเด็กน้อยน่าจะเหมือนแม่มากกว่าพ่อ ความน่ารักของเด็กชายทำให้หญิงสาวอยากไปทำความรู้จักกับแก แต่ต้องอดใจไว้ ได้แต่แอบเก็บภาพของหลานชายไว้ จ้องมองทั้งสองพูคุยหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นปรัชญ์ยกโทรศัพท์ขึ้นโทรหาใครสักคน และเห็นมัสลินเดินเข้ามาในร้านไอศกรีมพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ชายคนนั้นลินินรู้จักดี เขาชื่อกริชเป็นลูกชายของนายโกมุทนักธุรกิจใหญ่ ทั้งสี่คุยอะไรกันสักพักก็พากันออกไปจากร้าน
ลินินรีบจ่ายเงินแล้วเดินตามไปห่างๆ เธอเคยรู้จักกับกริชมาก่อนสมัยอยู่ที่อเมริกา พ่อแม่ของเธอรู้จักกับนายโกมุท เคยไปรับประทานอาหารกับนายโกมุทหลายครั้ง อีกฝ่ายทาบทามเธอให้ลูกชาย แต่ลูกชายเหมือนยังไม่มีท่าทีตอบสนอง เธอเองก็ถูกมารดาเกลี้ยกล่อมให้ยอมรับการทาบทามนั้น
“คุณกริช รู้จักกับยายมัสกับนายปอนด์ด้วยหรือเนี่ย”
ลินินมองตามสี่คนที่พากันขึ้นรถขับออกไป ความอยากรู้ทำให้เธอแอบขับรถตามไปจนถึงร้านกาแฟต้นไม้ จอดรถมองอยู่จนทั้งสี่หายเข้าไปในร้าน ก่อนจะขับรถออกมา หยิบโทรศัพท์โทรหามารดา
“คุณแม่คะ วันเสาร์ป่านจะกลับไปหาที่บ้านนะคะ”
“อย่าลืมซื้อไส้อั่วกับแคบหมูน้ำพริกหนุ่มมาให้แม่ด้วยนะลูก แม่อยากกิน” เสียงของมารดาสั่งของชอบ ทำให้คนเป็นลูกยิ้มขำ หัวใจผ่อนคลายความเครียดลง
“ไม่ลืมค่ะ คุณแม่ทานยาครบทุกมื้อหรือเปล่าคะ ป่านกลับไปจะพาไปหาคุณหมอนะคะ”
ลินินต้องกลับไปพามารดาไปตรวจทุกเดือนตามนัดของแพทย์ อาการของท่านหากไม่ได้รับการรักษาและการดูแลที่ดี อาจจะทรุดหนักลงได้ทุกเมื่อ เธอไม่อยากสูญเสียท่านเร็วเกินไป
“แม่รู้น่า ป่านอยู่ทางโน้นก็ดูแลตัวเองนะลูก งานบ้านไม่ต้องทำเอง จ้างคนมาทำให้ ไม่ต้องประหยัด แม่ไม่อยากให้หนูเหนื่อย” แพรพรรณบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ค่ะคุณแม่ แค่นี้ก่อนนะคะ ป่านรักคุณแม่นะคะ”
ลินินกดวางสายไป ก่อนจะปาดน้ำตาที่ไหลออกมา ใครๆ อาจจะไม่ชอบแม่ของเธอ แต่ท่านคือคนที่เธอรักที่สุด ท่านเองก็รักเธอมากเช่นกัน ในฐานะลูกการกตัญญูต่อบุพการีคือสิ่งที่ลินินทำมาตลอด หญิงสาวหวังเพียงว่าเธอจะอดทนพอในการทำงานที่นี่ เธอยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษามารดา อย่างน้อยมีงานก็ดีกว่าต้องตกงาน เธอจะไม่ยอมให้ ปรัชญ์มาทำลายอนาคตของเธออีก
“นายปอนด์ ฉันไม่ยอมแพ้หรอกนะ ฉันคือด็อกเตอร์ ลินิน ไม่ใช่ยายผ้าป่านที่นายจะรังแกได้อีก!”
ตั้งแต่วันที่ถูกปรัชญ์สั่งสอน ลินินก็ไม่เคยเฉียดกรายเข้ามาใกล้ชายหนุ่มอีกเลย เวลาต้องพบกันก็หาทางเลี่ยงไปอยู่ห่างๆ ปรัชญ์เองน่าจะพอใจกับการกระทำแบบนั้น กลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ยิ่งลินินหลบหน้าเขาก็หาเรื่องไปเสนอหน้าให้เธอเห็น ยิ่งเธอถอยห่างเขาก็แกล้งไปอยู่ใกล้หรืออยู่แถวบริเวณที่เธอชอบไปนั่งเล่น หาเรื่องกวนใจเธอไม่ให้อยู่อย่างสงบ จนลินินเริ่มทนไม่ไหว เป็นฝ่ายมาหาเขาที่เรือนกระจก
“นี่นายปอนด์ นายจะก่อกวนจนฉันอยู่ไม่ได้เลยใช่ไหม อยากให้ฉันลาออกเลยไหม จะได้สมใจนาย”
ลินินตามเข้ามาต่อว่าชายหนุ่ม เมื่อเห็นเขาหลบมาหามุมสงบส่วนตัวที่นี่
“ได้อย่างนั้นก็ดี เอาใบลาออกมาให้ดูด้วยนะ เผื่อเธอเขียนไม่ถูกระเบียบ จะช่วยแก้ให้”
ปรัชญ์ตอบโต้กลับ เขายังคงนั่งเอนกายสบายอารมณ์ ไม่สนใจหญิงสาวที่ดูเป็นเดือดเป็นแค้นกับการถูกเขาปั่นป่วน
“นายมัน... หึ ด่าไปก็ไม่ซึมผ่านกะโหลกหนาๆ ของนายหรอก นายหาเรื่องแกล้งฉัน จะให้ฉันลาออกจากที่นี่ใช่ไหม นายทำไปเพื่ออะไร”
ลินินอยากด่าเขาให้เจ็บแสบ แต่ยังระแวงว่าเขาจะโมโหร้ายลงโทษเธอแบบวันก่อนอีก ปากของเธอบวมและช้ำแถมยังต้องนอนฝันร้ายถึงเขามาหลายคืน
“ก็ไม่อะไร พอใจจะทำมีอะไรไหม”
ปรัชญ์ยักไหล่ ท่าทางยียวนขัดกับภาพลักษณ์ของอาจารย์ที่เขาเป็น ต่อหน้าลูกศิษย์นักศึกษาเขาจะทำท่าทรงภูมิ ดูเคร่งขรึมน่านับถือ แต่ยามนี้มาดนั้นมันหายไป มีแต่ท่าทางเหมือนนายปอนด์ลูกชายแม่ค้าขายขนมที่ตลาดของคุณยายฝ้ายคำเมื่อหลายปีก่อน ลินินเกลียดท่าทางนั้นมาก เธอเรียกเขาว่าหมาตลาด เขาเรียกเธอว่ายายผ้าป่าน แล้วยังหาผ้าป่านมาทำผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะ เช็ดข้าวของในร้านให้เธอเห็นยามเธอเดินผ่าน เหมือนจงใจใช้มันเป็นตัวแทนของเธอในการย่ำยีเล่นให้เจ็บใจ
“นายมันอันธพาล ไม่รู้ยายมัสเห็นดีอะไรในตัวนาย ถึงเลือกแต่งงานกับคนไม่มีดีอย่างนาย” ลินินอดปากไม่ได้
