บทที่ 1 บทที่ 1.

เปลือกตาบางที่ประดับด้วยแพขนตาหนางามงอนค่อยๆ กระพือขึ้นช้าๆ ราวปีกผีเสื้อโบยบิน ก่อนที่ดวงตากลมโตดำขลับจะลืมขึ้นมองเพดานสีขาวสะอาดตาแล้วหลับลงไปใหม่เพราะยังไม่ชินกับแสงสว่าง ซึ่งในความคิดของเธอมันน่าจะเป็นช่วงเวลาบ่ายๆ อากาศที่มีสายลมอ่อนๆ พัดผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบผิวและกลิ่นหอมสดชื่นราวอยู่ในขุนเขาเขียวขจี... ดวงยิหวา เลิศรัตนาไพศาล ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง. ..

เธอยังไม่ตายใช่ไหม แล้วที่นี่ที่ไหน... ดวงยิหวาถามตัวเองเธอจำได้ว่าก่อนหน้านี้เธอกำลังขับรถไปหาเพื่อนซึ่งอยู่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของไทยเพื่อหนีการหมั้นหมายที่บิดามารดาพยายามจะให้เธอมีคู่ครอง ระหว่างทางขึ้นเขามีรถบรรทุกขับมาด้วยความเร็วสูงมากพุ่งมาหารถของเธอแล้วเธอก็หักพวกมาลัยรถหลบ แต่กลับเจอแรงกระแทกมหาศาล เสียงโลหะกระทบกับของแข็งๆ ดังสนั่นหวั่นไหวเธอรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งตัวแล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดดับ... หญิงสาวค่อยๆ กลอกตาไปมามองรอบกาย พลันดวงตางามเบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อพบกับบางสิ่งที่น่าพรั่นพรึง...

“กรี๊ดดด ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยด้วย อุ๊บส์...” เสียงกรีดร้องด้วยความตระหนกตกใจดังลั่น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นก็ปรี่เข้ามาประชิดตัวแล้วใช้มือหนาสีเข้มคร้ามปิดปากเธอไว้แน่นร่างใหญ่โตของเขาคร่อมทับร่างเล็กๆ ไว้ใต้ร่างหนา ดวงยิหวามองสบตาคนที่คร่อมทับตนไว้อย่างหวาดหวั่นพรั่งพรึง ไม่รู้ว่าความกลัวมาจากมุมไหนของโลกวิ่งชนหัวใจน้อยๆ อย่างจัง ร่างบางสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวน้ำตาคลอๆ หน่วยตางามจนน่าอาย เป็นครั้งแรกที่ดวงยิหวารู้สึกกลัวและกำลังจะร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายหน้าโหดคนนี้...

“หยุดแหกปากเดี๋ยวนี้หากไม่อยากถูกฉันหักคอ...”

เสียงนั้นคุกคามนักน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถก็ไหลออกมาช้าๆ อย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าที่รกครึ้มด้วยหนวดเครายาวดูดุดันน่ากลัวราวมหาโจร ดวงยิหวาสบดวงตาสีเทาเข้มขุ่นมัวด้วยความโกรธของเขาซึ่งมองเธออย่างเคืองแค้นอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่คนตัวโตก็มองเธอไม่วางตาเช่นกัน

“ดีมาก เป็นครั้งแรกนะที่ผู้หญิงแพศยาอย่างเธอกลัวฉันจนตัวสั่น ซ้ำยังร้องไห้เหมือนเด็กๆ ไม่สมกับที่เป็นดวงดาหวันผู้เย่อหยิ่งเลยนะ...” เปลว อาทิตยกุลวงษ์ ค่อยๆ ปล่อยมือหนาออกช้าๆ คอยดูปฏิกิริยาของคนตัวเล็กกว่า

ดวงดาหวัน เหรอ... ดวงดาหวันเป็นใคร.... ความมึนงงในคราแรกได้คลายไปเล็กน้อยเมื่อเธอพอจะจับใจความได้ว่าเขาอาจจับตัวเธอมาผิดเพราะเมื่อครู่เขาเอ่ยถึงชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งออกมา แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครล่ะ แต่ทำไมเธอรู้สึกปวดหัวและเจ็บแปลบไปทั้งตัวนะซึ่งเธอเพิ่งจะรู้สึกตอนนี้เอง...   

“โอ๊ย... ปวดหัวจัง หัวฉันแตกหรือนี่”

“ใช่เธอหัวแตกและมีแผลถลอกเล็กน้อย ถือว่าเธอยังดวงแข็งนะ รถตกเขาขนาดนั้นยังรอด หนังเหนียวจริงๆ ทั้งๆ ที่เธอน่าจะตายๆ ไปซะ...” เขาพูดใส่หน้าเธอด้วยน้ำเสียงห้วนจัด ซึ่งดวงยิหวาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ต้องพูดจาหยาบคายกับเธอขนาดนี้ด้วย

“นี่คุณ อย่าพูดมากได้มั้ย ฉันปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว ช่วยเรียกหมอให้หน่อยสิ”

“เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉันนะ ดี... ปวดหัวให้หัวระเบิดตายไปเลยยิ่งดี”

“คิดว่าฉันตายแล้วนายจะลอยนวลเหรอ คอยดูนะถ้าฉันตายฉันจะเป็นผีมาบีบคอนายคนแรกเลยไอ้คนเถื่อน ไอ้คนไร้เมตตาไอ้คนใจร้าย...” แม้จะปวดหัวแทบระเบิด แต่ดวงยิหวาก็เถียงเขาอย่างไม่เกรงกลัว ก็เธอเคยกลัวใครที่ไหนกันล่ะ...

“จะตายแล้วยังปากดี”

“อยู่เฉยๆ เดี๋ยวฉันจะดูแผลให้เอง อ๊ะๆ อย่าพูดมาก หากพูดไม่เข้าหูฉันแม้แต่คำเดียวเธอโดนดีแน่...” เขาพูดพลางค่อยๆ เปลี่ยนผ้าพันแผลและตรวจอาการของเธออย่างคล่องแคล่วเบามือ ดวงยิหวาได้แน่นอนหลับตานิ่งด้วยความมึนงงปวดแปลบๆ อยู่ในหัว นี่เธอกำลังฝันใช่ไหม แม้ในตอนนี้เธอก็ยังแอบคาดหวังว่าทุกอย่างมันคือ ความฝัน...

เช้าวันใหม่ดวงยิหวาเดินลงมาชั้นล่างของบ้านหลังใหญ่ด้วยคราบของ ดวงดาหวัน ผู้หญิงที่เธอรู้จักเพียงชื่อและเดาเอาว่าเธอกับผู้หญิงคนนั้นคงจะเหมือนกันราวกับแกะอย่างแน่นอน

ดวงยิหวาสังเกตว่ามันมีห้องอยู่หลายห้อง ตรงข้ามกับห้องที่เธอพักอยู่มีสองห้องซึ่งป้ายหน้าห้องติดรูปน่ารักเก๋ไก๋ ป้ายห้องแรกเป็นสีชมพูหวานน่ารักประดับดอกไม้พลาสติกสีสวยงดงามราวดอกไม้จริงๆ ว่า น้องเปรียว อีกห้องมีป้ายที่ดูเป็นแบบเด็กผู้ชายสีน้ำเงินลายซุปเปอร์ฮีโร่เขียนว่า น้องปราณ ซึ่ง ป้าสำลี แม่บ้านวัยกลางคนร่างอวบอ้วนผิวขาวที่นำทางเธอมาบอกว่านั่นคือห้องลูกๆ ของเธอ

เธอมีลูก ยิหวามีลูก โอ... นี่พระเจ้าเล่นตลกอะไรกับยิหวากันแน่ ดวงยิหวากลอกตาไปมาไม่นึกอยากจะพูดอะไรเพราะพูดไปก็ไม่มีใครสนใจซ้ำยังมองด้วยสายตาแปลกๆ ไม่เป็นมิตรนัก ดูเหมือนว่าคนที่ชื่อดวงดาหวันจะเป็นคนร้ายกาจและทำไม่ดีกับคนพวกนี้ไว้เยอะทีเดียวพวกเขาถึงได้มองเธออย่างรังเกียจและไม่เป็นมิตรแบบนี้

บทถัดไป