บทที่ 10 บทที่ 10.
“แม่ๆ ฉันว่านะยายคุณน้ำหวานมานี่ก็คงมาเสี้ยมสอนให้คุณหนูน้องเปรียวเราเกลียดคุณแม่อีกแน่ๆ เลย เผลอๆ นะ ยุให้น้องเปรียวแกล้งคุณแม่ด้วย” สายฝน ลูกสาวของป้าสำลีสะกิดผู้เป็นแม่เบาๆ แล้วยื่นหน้ามาพูดกระซิบกระซาบ
“นี่นังฝน เอ็งอย่ายุ่งเรื่องของเจ้านายให้มันมากนักได้มั้ยวะ”
“โธ่แม่ แม่เองก็คิดเหมือนฉันล่ะน่า รึไม่จริง”
“เอ๊ะ นังลูกคนนี้นี่แม่สอนยังจะมาย้อน เดี๋ยวแม่ตบกบาลแยก...” ป้าสำลีเงื้อมือขึ้นหมายจะตบกบาลแยกตามที่พูดจริงๆ แต่สายฝนก็ไวกว่าหลบมือนางได้ทันแล้วหันมายิ้มแหยๆ
“โอยๆ แม่ละก็ลองคิดดีๆ สิ นี่นะ หากเราไม่ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้คุณๆ เขา คุณหนูเราอาจจะเป็นเด็กเกเรไม่มีสัมมาคารวะเหมือนกับหลานสาวของคุณน้ำหวานก็ได้นาแม่นา...” สายฝนทำท่าขึงขังจริงจังทำให้ผู้เป็นแม่ลดมือลงแล้วครุ่นคิดตามที่ลูกสาวพูด
“เออ มันก็จริงของเอ็งนะ แล้วเราจะทำไงกันดีวะ”
“เดี๋ยวฉันจัดการเอง เพียงแต่แม่บอกว่าให้ฉันเสือกเรื่องของเจ้านายได้เท่านั้นล่ะ” สายฝนยิ้มเจ้าเล่ห์
“แล้วเอ็งจะทำไงวะ ข้าถามหน่อยสิ”
“แม่ก็อนุญาตให้ฉันเสือกเรื่องของเจ้านายได้ก่อนสิ เร็วๆ สิแม่” ป้าสำลีมองหน้าลูกสาวแล้วพยักหน้าช้าๆ อย่างเสียไม่ได้
ทางด้านคุณดิเรกกับคุณดาริกาซึ่งได้รับกล่องพัสดุจากชายนิรนามคนหนึ่งกำลังเปิดดูสิ่งที่ถูกส่งมาให้ทุกๆ สัปดาห์ด้วยความตื่นเต้นเมื่อมันคือโปสการ์ดสวยๆ ซึ่งมีรูปของบุตรสาวของตนในอิริยาบถต่างๆ พร้อมข้อความสั้นๆ ว่าเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง บางรูปดวงยิหวากำลังทำงานอยู่ในไร่หรือฟาร์มแห่งหนึ่งอย่างขะมักเขม้นแต่ดูแล้วดวงยิหวามีความสุขกับมันมากซึ่งมันทำให้คนเป็นพ่อแม่เบาใจ ว่าอย่างน้อยดวงยิหวาก็ปลอดภัยและมีความสุขดีแม้จะยังไม่รู้ว่าดวงยิหวาอยู่ที่ไหนแต่เธอก็ระบุสั้นๆ มาหลังโปสการ์ดว่าเมื่อเธอพร้อมแล้วเธอจะบอกว่าเธออยู่ที่ไหนกับใครอย่างไรและให้เวลาเธอได้คิดบ้าง...
“คุณว่าเราบังคับจิตใจแกเกินไปไหมคะ”
“ผมเองก็กำลังคิดอยู่”
“เฮ้อ คนเรา เลี้ยงกันได้แค่ตัวจริงๆ นั่นล่ะ เราให้เวลาแกหน่อยดีไหมคะ อีกอย่าง ดูๆ ไป ยิหวาดูมีความสุขดี แบบนี้น้องก็พอหายห่วง...” คุณดาริกายิ้มกับรูปที่ส่งมา
“นั่นสินะ เราค่อยๆ คิด เมื่อพร้อม ลูกก็คงบอกความจริงกับเราเอง ปล่อยแกไปสักพักก่อนดีกว่า...”
“ดูก็รู้ว่าคนถ่ายภาพนี้เป็นผู้ชายและหลงรักลูกสาวเรา” ไม่วายที่คุณดาริกาจะพูดตามความรู้สึกเมื่อมองรูปในมือ คุณดิเรกหยิบภาพเหล่านั้นมาดูบ้างแล้วยิ้มตาม
“นั่นสินะ ผมละโกรธไม่ลงเลย...” สองสามีภรรยายิ้มให้กันรู้สึกเบาในอกอย่างประหลาด จากที่ห่วงหาและวุ่นวายใจเรื่องการหายตัวไปของดวงยิหวากลับกลายเป็นโล่งอกอย่างไม่น่าเชื่อ ความรู้สึกคนเรามันส่งผ่านทางรูปถ่ายได้จริงๆ
เปลวมองหญิงสาวที่กำลังฉีดน้ำล้างคอกม้าอย่างตั้งใจโดยมีน้องปราณคอยช่วยอยู่ห่างๆ อย่างนึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย เขามองใบหน้าสวยหาตัวจับอยากนั้นมันเยิ้มไร้เครื่องสำอางใดๆ นั้นแดงก่ำเพราอากาศที่ร้อนและท่าทางเหนื่อยๆ ของดวงยิหวาอย่างพอใจ เขายอมรับแล้วว่าคุณหนูไฮโซอย่างเธอทำได้ทุกอย่างจริงๆ ร่างบางระหงอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตลาย สก็อตสีครีมเขียวกับกางยีนสีเข้มสวมรองเท้าบู้ทและหมวกปีกกว้างท่าทางทะมัดทะแมงซึ่งเสื้อผ้าพวกนี้เขาซื้อมาให้เธอไว้ใส่ตอนมาทำงานและดวงยิหวาก็สวมใส่ได้ดูดีน่ารักแบบสาวชาวไร่อีกด้วย เอ๊ะ นี่เขามองว่าเธอน่ารักเหรอ... เปลวตกใจกับคามคิดของตัวเอง...
“พ่อเลี้ยงทำไมให้แม่เลี้ยงมาล้างคอกม้าล่ะครับ” เบิ้มลูกน้องคนสนิทที่เป็นตั้งแต่คนขับรถ คนสวน เด็กเลี้ยงม้า นักสืบจำเป็นหรืออะไรก็ตามแต่ที่เปลวจะสั่งเขาสามารถทำได้อย่างไม่มีที่ติ เปลวจึงไว้ใจเบิ้มให้ติดตามไปไหนมาด้วยกันตลอดเวลา
“ก็เพราว่าเจ้าหล่อนเป็นแม่เลี้ยงแห่งไร่ตะวันงามน่ะสิถึงต้องทำแบบนี้ สุขสบายมานานแล้วให้ทำประโยชน์บ้างก็ดี”
“อ้อ ครับ...” เบิ้มพยักหน้าแล้วหันไปมองแม่เลี้ยงดาหวันซึ่งกำลังขัดคอกม้าอย่างขะมักเขม้น
“แล้วแกล่ะมายืนอยู่ตรงนี้คิดจะอู้งานรึไง ไปทำงานไป๊”
เบิ้มเหวอเมื่อเปลวหันมาทำเสียงดุๆ ใส่ก็เกาหัวแกรกๆ เดินคอตกไปทำงานของตนแต่ไม่วายหันไปมองแม่เลี้ยงคนงามอย่างข้องใจไม่หาย
แต่ตอนนี้คนทั้งไร่ต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่าการที่แม่เลี้ยงดาหวันประสบอุบัติเหตุจะทำให้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนขนาดนี้เชียวหรือและในอีกมุมหนึ่งของคอกม้าก็มีดวงตาคมกร้าวคู่หนึ่งจ้องมองไปยังแม่เลี้ยงสาวแห่งไร่ตะวันงามด้วยความสงสัยไม่ต่างกัน
“จะดีหรือคะอาหวาน ทำแบบนั้นหากอาเปลวรู้คงแย่แน่ๆ เลย” น้องเปรียวรู้สึกลำบากใจเมื่อน้ำหวานบอกแผนการกลั่นแกล้งมารดาของตนซึ่งน้องเปรียวรู้สึกว่ามันจะเกินไปหน่อยอีกอย่างก็กลัวว่าอาเปลวจะรู้ว่าตนแกล้งมารดาอีก
“ดีสิคะ น้องเปรียวไม่ต้องกลัวนะคะอาหวานรับรองได้ว่าอาเปลวไม่รู้แน่ๆ อีกอย่างโดนแกล้งหนักๆ อย่างนี้คุณแม่ของน้องเปรียวคงไม่กล้าขัดใจน้องเปรียวอีก”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องห่วงคะ เดี๋ยวอาหวานจัดการเอง น้องเปรียวก็แค่รอดูผลเท่านั้นเรื่องงูนั้นอาหวานจัดการเองค่ะ” น้ำหวานรีบยุยงเกลี้ยกล่อมให้เด็กหญิงเห็นดีเห็นงามด้วย
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ...” น้องเปรียวจำใจรับคำด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เธอไม่อยากแกล้งคุณแม่อีกเพราะเธอเคยแกล้งคุณแม่หลายครั้งแต่คุณแม่ก็เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังทำเฉยเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวทั้งที่รู้ว่าโดนเธอกลั่นแกล้งซึ่งมันทำให้น้องเปรียวรู้สึกผิดมาตลอด..
