บทที่ 11 บทที่ 11.

ในขณะเดียวกันน้ำหวานรู้สึกพอใจมากเมื่อเด็กหญิงเห็นด้วยและพาเธอไปยังห้องนอนของดวงดาหวัน หญิงสาวถือกล่องที่ใส่งูจริงๆ ไว้อย่างกระหยิ่มใจ คราวนี้ดวงดาหวันจะต้องกรี๊ดลั่นบ้านแน่ๆ เธอรู้สึกหมั่นไส้ดวงดาหวันมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่แอบรักปราบครั้งเมื่อยังเป็นสาวน้อยแรกผลิ แต่ดวงดาหวันไม่รู้มาจากไหนก็คว้าปราบไปเป็นของตัวเองทำให้เธอผิดหวังช้ำใจ

เมื่อเธอทำใจได้เรื่องปราบก็หันมามองเปลวด้วยดวงใจที่เบิกบานขึ้นเมื่อเปลวเองก็ให้ความเอ็นดูเธอและเหมือนจะมีใจเพราะเขาไม่เคยปฏิเสธที่เธอมาที่ไร่ของเขาทุกวัน และยังไม่เคยปฏิเสธเมื่อเธอชวนเขาไปไหนมาไหนด้วยเสมอจนตอนนี้คนทั้งจังหวัดก็เข้าใจว่าเธอกับเปลวเป็นคู่หมายกัน แม้ว่าเปลวไม่เคยเอ่ยปากขอคบเธอไม่เคยขอหมั้นหมายหรือขอเธอแต่งงานก็ตาม แต่การที่เธอกับเขาไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ก็เป็นสัญญาณว่าเธอเป็นคนสำคัญของเปลว แต่ตอนนี้ดวงดาหวันที่เธอคิดว่าไม่ใช่คู่แข่งกลับมาทำให้เธอด้อยลงไปอย่างน่าโมโห คราวนี้ล่ะจะเป็นทีของเธอบ้าง น้ำหวานยิ้มย่องกับแผนการของตน..

ดวงยิหวาเดินกลับเข้าบ้านหลังจากจัดการงานในไร่เสร็จเรียบร้อยแล้วอย่างเหนื่อยแสนเหนื่อย ดีที่ว่าเธอเป็นคนแข็งแรงจึงสามารถทำงานหนักขนาดนี้ได้ ตอนนี้น้องปราณยังอยู่ดูม้าตัวใหม่กับเปลว เปลวจึงอนุญาตให้เธอกลับบ้านมาก่อนเพราะเห็นว่าทำงานมาทั้งวันแล้ว ก็นับว่าเขายังมีเมตตาบ้าง แต่ก่อนที่หญิงสาวจะก้าวขึ้นชั้นบนสายฝนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา ดวงยิหวามองใบหน้าที่เปิดทุกความรู้สึกของสายฝนอย่างขันๆ  

“มีอะไรรึฝน...”

“อ้าว ทำไมคุณรู้ล่ะคะว่าฝนมีอะไรจะพูด” สายฝนเกาหัวแกรกๆ ดูน่าขันดวงยิหวายิ้มบางๆ

“ก็มีจริงมั้ยล่ะ”

“เอ่อ มีค่ะมี คือว่า...” แล้วสายฝนก็เล่าให้นายสาวฟังด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นจนมองเห็นภาพราวเธออยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยเลยทีเดียว

“ขอบใจนะ” ดวงยิหวาพูดสั้นๆ แล้วทำท่าจะเดินขึ้นห้อง

“อ้าว.. แล้วคุณไม่สงสัยอะไรเลยเหรอคะ...” สายฝนเกาหัวท่าทางเหมือนงงกับท่าทางเฉยๆ ของเธอซึ่งดวงยิหวาพอจะเข้าใจดีว่าทำไมสายฝนจึงสงสัยว่าทำไมเธอจึงไม่แสดงอาการอะไรออกมาที่น้ำหวานมาที่นี่ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าระหว่างดวงดาหวันกับ น้ำหวานนั้นมีอะไรๆ ที่ไม่กินเส้นกันอยู่มากมาย การที่คู่ปรับมาถึงที่แบบนี้เธอกลับทำเฉยๆ เสียอย่างนั้นมันไม่น่าจะเป็นไปได้ในความคิดของสายฝนนั่นเอง  

“ฝนจะไปซื้อของกับแม่ไม่ใช่เหรอ”

“เอ่อ ค่ะ แล้วเอ่อ...”

“ก็ไปสิจ๊ะ...” ดวงยิหวาเลิกคิ้วมองสาวใช้ด้วยท่าทางที่บอกว่า ไปได้แล้ว สายฝนจึงเดินเกาหัวออกไป ดวงยิหวาละสายตาจากสายฝนแล้วมองขึ้นไปชั้นบนด้วยความรู้สึกอยากจะ ลองของ...

เมื่อมาถึงหน้าห้องเธอก็พบความผิดปกติเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมที่ไม่คุ้นจมูก เหมือนว่าคนใช้น้ำหอมคนนั้นเทน้ำหอมลงบนฝ่ามือประพรมน้ำหอมบนร่างกายด้วยหรือว่าเทอาบเลยรึเปล่าก็ไม่รู้กลิ่นมันถึงได้ฉุนจัดและติดมาขนาดนี้และกลิ่นคงจะติดมือมาเมื่อหยิบจับอะไรกลิ่นน้ำหอมก็ติดไปด้วย ซ้ำติดลูกบิดประตูห้องของเธอด้วย

ช่างไร้รสนิยมในการใช่น้ำหอมจริงเชียว.. ไม่วายที่ดวงยิหวาจะค่อนแคะคนคนนั้นอย่างอดไม่ได้ หญิงสาวลอบยิ้มแล้วค่อยๆ เปิดประตูห้องด้วยอาการปกติไม่แสดงพิรุธใดๆ เมื่อรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง อยากรู้นักว่าน้องเปรียวจะแกล้งอะไรเธออีก และเจ้าของน้ำหอมกลิ่นนี้เป็นใคร คงไม่ใช่คนที่คิดไว้หรอกนะ

“เฮ้อ เหนื่อยจังเลย ง่วงก็ง่วง ขออาบน้ำให้สบายสบายตัวทีเถอะ เหนียวตัวจะแย่...”

ดวงยิหวาจงใจปิดประตูไม่สนิท เพราะกลัวว่าคนที่แอบดูอยู่จะไม่รู้เห็นว่าเธอกำลังทำอะไร แล้วบทบาทการแสดงของเธอจะเริ่มขึ้น…

“กรี๊ดดดด ว้ายยยยย งูๆๆ กรี๊ดดดด... โอ๊ย...” เสียงกรีดร้องที่ดังลั่นแล้วก็เงียบไปนานของคนในห้องทำให้น้องเปรียวกับน้ำหวานออกมาจากที่ซ่อนด้วยความกระวนกระวายใจ ใบหน้าเด็กหญิงซีดขาวเพราะกลัวว่ามารดาจะถูกงูกัดจริงๆ ในขณะที่น้ำหวานทำหน้ายุ่งยากใจ

อะไรกันนี่ ก็งูนั่นมันไม่มีพิษและตายแล้วนี่นาจะกัดคนได้อย่างไรกัน...

“ไหนอาหวานบอกว่างูไม่มีพิษและมันตายแล้วไงคะแล้ว แล้ว... ทำไมคุณแม่เงียบไปล่ะคะ...” เด็กหญิงทำท่าเหมือนจะร้องไห้ มองประตูที่แง้มๆ อยู่อย่างชั่งใจ 

“เดี๋ยวเราเข้าไปดูกันนะคะ ถ้าเกิดอะไรร้ายแรงเราจะได้แก้ไขทันก่อนที่อาเปลวจะมา...” น้ำหวานบอกเด็กหญิงแล้วค่อยๆ เปิดประตูห้องของดวงยิหวาข้าไป แล้วน้ำหวานกับน้องเปรียวก็เบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างดวงยิหวาที่นอนนิ่งไม่ไหวอยู่กับพื้นตรงหน้าเตียง

“คุณแม่... แย่แล้ว อาหวานเราจะทำไงกันดีล่ะคะ คุณแม่จะเป็นอะไรรึเปล่าฮือๆๆ” เด็กหญิงเดินเข้าไปหาร่างที่นอนนิ่งของมารดาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะความผิดที่ตนเองทำและความเสียใจหากมารดาตายไปจริงๆ  

“คะ คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง อาจจะ จะ แค่ตกใจจนสลบไป”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป