บทที่ 12 บทที่ 12.

น้ำหวานพูดเสียงสั่นแล้วทำท่าจะเดินกลับออกไปด้วยความกลัวว่าตนจะโดนข้อหาทำร้ายคนในบ้านของเปลวจนเสียชีวิต งูนั่นมันไม่มีพิษและมันก็เหมือนจะตายแล้วตอนเอามา มันนอนนิ่งไม่ไหวติงไม่หายใจ แล้วงูมันจะกัดคนได้อย่างไร ยิ่งเห็นร่างที่นอนนิ่งของแม่เลี้ยงดาหวันน้ำหวานก็ยิ่งกังวล

“อาหวานคะ คุณแม่ยังหายใจอยู่ค่ะ มานี่สิคะ มาช่วยกัน...” แล้วหญิงสาวก็ชะงักกึกเมื่อเด็กหญิงร้องเรียก

“ตะ แต่ อาว่าจะไปตามคนมาช่วย..”

“แต่อาหวานเป็นคนเอางูมาแกล้งคุณแม่นะคะ อาหวานต้องมาดูคุณแม่ของน้องเปรียวสิคะ เร็วเข้าค่ะ แล้วน้องเปรียวจะโทร. หาอาหมอวิทย์”  

“จ้ะๆ” เมื่อเด็กหญิงพูดอย่างนี้น้ำหวานจึงเดินกลับมา ส่วนเด็กหญิงก็รีบวิ่งออกไปเพื่อโทรศัพท์แต่ไม่ทันที่น้องเปรียวจะก้าวพ้นห้องก็ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงกรีดร้องโหยหวนของน้ำหวาน

“กรี๊ดดดด อ้ายยย งูๆ ช่วยด้วยยยย...” น้ำหวานกรีดร้องเสียงหลงเมื่อในขณะที่กำลังจะก้มมองดูว่าคนที่นอนนิ่งนั้นตายหรือยังมีชีวิตอยู่ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับเอางูที่ตนเองนำมาตวัดพันรอบคอของเธอ

“ฮะๆ ฮ่าๆ เป็นไงล่ะ เต้นเหมือนงิ้วออกโรงเลยใช่มั้ย ให้มันรู้ซะบ้างว่าอย่าบังอาจมาทำแบบนี้กับฉัน...” ดวงยิหวาในครบดวงดาหวันลุกขึ้นหัวเราะมองคนที่เต้นเป็นเจ้าเข้าด้วยแววตาสะใจ 

“คุณแม่ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ...” เด็กหญิงเดินเข้ามาถามมารดาด้วยแววตาสงสัยและไม่เข้าใจ

“ไม่จ้ะลูกรัก แต่หากงูนั้นเป็นงูมีพิษจริงๆ คุณแม่คงตายไปแล้วเพราะลูกร่วมมือกับคนอื่นมาทำร้ายคุณแม่ หนูเกลียดคุณแม่จนอยากจะทำร้ายคุณแม่ขนาดนี้เลยหรือคะน้องเปรียว...”

“น้องเปรียว...” เด็กหญิงก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกผิด น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจเก็บกักไว้ได้ เมื่อคิดว่าหากมารดาเสียชีวิตไปจริงๆ จะเป็นอย่างไร

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะลูก ตอนนี้คุณแม่ปลอดภัยแล้วอย่าร้องไห้นะจ๊ะ...” ดวงยิหวาโอบกอดร่างเล็กๆ ของน้องเปรียวไว้และเด็กหญิงก็โอบเธอแน่นเหมือนกลัวว่าเธอจะหายไป ตอนนี้น้องเปรียวเพิ่งค้นพบว่าตนกลัวว่าจะเสียมารดาไปจริงๆ

“กรี๊ดๆ นังบ้า แกมาเอางูออกไปที นังดาหวัน นังบ้า กรี๊ดดด ฉันจะฟ้องพี่เปลว...”

เสียงแปดหลอดของอาน้ำหวานคนสวยที่ฟังไม่ไพเราะเหมือนเดิมเลยสักนิดดังขึ้นขัดความซาบซึ้งของสองแม่ลูกดวงยิหวาหันไปมองอย่างไม่พอใจแล้วเดินไปคว้างูออกมาจากคอน้ำหวานแล้วถือไว้เหมือนมันเป็นของเล่นซ้ำยังแกว่งไปมาใกล้ๆ ใบหน้าของน้ำหวานที่ถอยร่นไปอย่างหวาดกลัวขยะแขยง

“ตามสบายค่ะ อย่าลืมบอกคุณเปลวด้วยล่ะว่าเธอเป็นคนเอางูมาไว้ในห้องฉัน แล้วฉันเองก็จะบอกคุณเปลวด้วยว่าเธอมาเสี้ยมสอนให้ลูกฉันทำแบบนี้...”

“อย่านะคะคุณแม่ น้องเปรียวกลัวอาเปลวดุเอา น้องเปรียวขอโทษ..” เด็กหญิงร้องบอกแววตาของน้องเปรียวดูหวาดหวั่นน่าสงสาร

“แกกล้าเหรอ...” น้ำหวานแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นน้องเปรียวเหมือนจะแปรพรรคและตนก็จะโดนเล่นงานอยู่คนเดียว

“แน่นอนฉันกล้า... หรือว่าเธอจะลองดูก็ได้ว่าฉันจะกล้ามั้ย” ดวงยิหวามองน้ำหวานอย่างท้าทาย...   

“กรี๊ดดด... นังบ้า นังดาหวัน นางมารร้าย...” น้ำหวานกรีดร้องอยู่ในรถของตัวเองเมื่อเธอออกมาจากบ้านไร่ตะวันงามด้วยสารรูปที่เรียกได้ว่ายับเยิน เธอไม่เคยรู้สึกเสียเหลี่ยมและเสียหน้ามากขนาดนี้มาก่อน คุณน้ำหวานคนสวยไม่เคยถูกใครมองด้วยแววตาเหยียดหยันท้าทายเหมือนกับที่ดวงดาหวันมอง ก่อนหน้าที่ดวงดาหวันจะประสบอุบัติเหตุว่าร้ายแล้วแต่ตอนนี้ดูดวงดาหวันจะร้ายกาจมากกว่าเดิมและเอาคืนเธอชนิดว่าถึงลูกถึงคนเลยทีเดียว

“เป็นไปได้ยังไง นังดาหวันมันไม่กลัวงู... หึ แต่ฉันจะไม่ยอมให้แกเอาชนะฉันได้อีกหรอก...” น้ำหวานพูดกับตัวเองด้วยความฉุนเฉียวและเกลียดชังคนที่พูดถึง

ทางด้านดวงยิหวาหลังจากที่น้ำหวานกลับไปแล้วผก็พาน้องเปรียวกลับไปที่ห้องและดูแลเด็กหญิงจนน้องเปรียวหลับไป หญิงสาวมองใบหน้าเล็กๆ ที่หลับพริ้มไปพร้อมสะอื้นเบาๆ จากที่ร้องไห้ไปอย่างหนักเมื่อตอนเย็นแล้วก็ถอนใจ น้ำหวานทำเกินไปจริงๆ แม้ว่าจะโกรธจะเกลียดดวงดาหวันมากแค่ไหน แต่น้ำหวานไม่ควรจะดึงน้องเปรียวมาเกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งเธอเช่นนี้

หากว่างูนั้นยังไม่ตายและเป็นงูที่มีพิษแน่นอนว่าเธอคงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้และน้องเปรียวก็คงมีมลทินติดตัวว่าฆ่าแม่ของตนเอง แม้เธอจะสวมรอยเป็นดวงดาหวันแต่เธอก็รู้สึกรักเด็กๆ เสมือนหนึ่งลูกของตนเอง แม้เวลาที่อยู่ที่นี่ไม่นานแต่เธอรู้สึกได้ถึงสายใยความผูกพันที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งสอง เธอจะไม่ยอมให้น้ำหวานได้มีโอกาสชักจูงน้องเปรียวไปในทางผิดๆ อีกอย่างแน่นอน...

ดวงยิหวาปิดประตูห้องของเด็กๆ เบาๆ หลังจากที่เล่านิทานก่อนนอนให้น้องเปรียวกับน้องปราณฟัง เด็กทั้งสองหลับไปอย่างง่ายดาย ดวงยิหวาจึงเดินมายังห้องทำงานของเปลวเมื่อเขาให้คนมาบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย หญิงสาวเคาะประตูเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงเอ่ยอนุญาตจึงเปิดประตูเข้าไปพร้อมทั้งปิดให้เรียบร้อย เขาเงยหน้ามองเธอนิ่งดวงยิหวาปรายตามองชายหนุ่มคอแข็งอย่างไว้ตัว  

“เธอทำอะไรหลานฉันรึเปล่าทำไมน้องเปรียวถึงได้ดูแปลกๆ ไป” คำถามแรกของเขาก็ทำให้เคืองใจทันที

“นี่คุณ พูดอย่างกับว่าน้องเปรียวไม่ใช่ลูกฉันอย่างนั้นล่ะ ฉันถึงจะได้ไปทำอะไรน้องเปรียว”

“อย่ามายอกย้อนนะ ฉันถามก็ตอบมาดีๆ” ชายหนุ่มเสียงเข้มใบหน้าบึ้งตึงจนเหมือนว่าหนวดรกๆ นั่นจะกระดิกเลยทีเดียวแต่ดวงยิหวาทำลอยหน้าลอยตาไม่ใส่ใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป