บทที่ 13 บทที่ 13.
“ก็นี่ล่ะตอบดีๆ แล้วคุณจะให้ฉันตอบยังไงล่ะ”
“แน่ใจเหรอ”
“แน่สิ คุณคิดว่าฉันจะทำร้ายลูกตัวเองรึไง แค่นี้ใช่มั้ยที่จะถาม” หญิงสาวเชิดหน้าตอบแล้วทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง
“เดี๋ยว ฉันยังพูดไม่จบห้ามเดินหนีฉัน” ร่างสูงเดินมาดึงเขียนเธอไว้อย่างรวดเร็ว
“อุ้ย นี่คุณปล่อยนะ จะมาจับแขนฉันไว้ทำไม” หญิงสาวหันมาตามแรงดึง ร่างบางหันมาเผชิญหน้ากับเปลวใจเต้นตึกๆ เธอไม่ชอบความใกล้ชิดแบบนี้เลยแล้วที่นี่ก็มีแค่เขากับเธอและเขาก็เคลื่อนไหวได้เร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ
“กลัวฉันเหรอ ปกติเธอไม่มีทีท่ารังเกียจฉันเลยนี่ มีแต่จะนอนรอให้ฉันทำอะไรต่อมิอะไร”
“อย่ามาลามปามฉันนะ ฉันเป็นพี่สะใภ้คุณ คุณควรให้เกียรติฉันบ้าง” ดวงยิหวาพูดไปก็พยายามบิดข้อมือจากออกจากการเกาะกุมของอุ้งมือหนา แต่ก็ดูมันจะไร้ผลเพราะยิ่งบิดออกมันยิ่งแน่นเข้าจนรู้สึกระบมไปทั้งข้อมือบาง
“เกียรติของเธอหมดไปตั้งแต่นอกใจพี่ชายฉันแล้วดาหวัน”
“แต่ฉันไม่ใช่ อุ้ย ปล่อยนะคนบ้า..” คราวนี้หญิงสาวเริ่มโกรธจัดเหวี่ยงขามาเพื่อจะเตะเปลวให้ล้มคว่ำด้วยทักษะที่เรียนมาและใช้ได้ผลมาเสมอ แต่เปลวกลับหลบหลีกได้อย่างว่องไวซ้ำยังดึงเธอเข้าไปใกล้แล้วกอดรัดร่างบางไว้โอยโอบรัดจากด้านหลัง แล้วใช้ขาแกร่งแยกเรียวขาของดวงยิหวาไว้ทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้เธอทำร้ายจุดยุทธศาสตร์อันสำคัญของลูกผู้ชายได้
“หึหึ นึกว่าจะเก่งที่ไหนได้ อ่อนหัดจริงๆ” เปลวพูดเหมือนเยาะดวงยิหวามากกว่าไม่ใช่ดาหวันอย่างที่ดวงยิหวาเข้าใจ แต่มันก็สร้างความไม่พอใจให้เธอมากขึ้น หญิงสาวพยายามสะบัดกายออกแต่ยิ่งเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งก็ยิ่งทำให้ร่างของทั้งสองเสียดสีกันอย่างไม่ตั้งใจมากขึ้นและเปลวเองเริ่มจะยืนไม่อยู่เพราะแรงของดวงยิหวามากกว่าที่คิด สุดท้ายเขาก็เซถลาไปนั่งแหมะบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ของตนโดยมีเธอนั่งซ้อนตักกว้างอยู่
“อุ้ย ปละ ปล่อย คุณจะทำอะไร นี่ฉันเป็นพี่สะใภ้คุณนะ” หญิงสาวพยายามแกะมือหนาออกจากเอวบาง ความหวาดหวั่นหวามไหววิ่งเข้าจู่โจมหัวใจน้อยๆ ของเธออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยมีความรู้สึกนี้ให้ใครแล้วทำไมจะต้องมาหวั่นไหวกับคนปากร้ายหน้ารกๆ ด้วยหนวดเคราอย่างอีตาเปลวปากเปราะนี่ด้วยนะ อี๊ ไม่ได้การแล้วยิหวา อย่าหลงเสน่ห์เขานะ.. หญิงสาวร้องบอกตัวเองในใจพยายามแกะมือหนาอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล
“นี่คุณ ฉันบอกให้ปล่อย ตาบ้าเอ๊ยปล่อยนะโว้ย”
“พูดไม่เพราะเลยนะ หากลูกๆ มาได้ยินจะทำไงนี่”
“เรื่องของฉัน ปล่อยฉันนะ คนบ้า” หญิงสาวร้องขัดขึ้นทั้งพยายามดิ้นรนออกจากตักแกร่งโดยไม่รู้ว่ายิ่งดิ้นสะโพกงามก็ยิ่งขยับเสียดสีตักกว้างพลอยทำให้อะไรๆ ของเปลวตื่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จนเธอรู้สึกได้ หญิงสาวหน้าเสียในขณะที่เปลวกัดกรามแน่นพยายามควบคุมอารมณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถ
“นี่เธอ หยุดดิ้นก่อนได้มั้ย”
“ไม่หยุด จนกว่าคุณจะปล่อยฉัน”
“แล้วถ้าหากฉันไม่ปล่อยล่ะ” คำตอบแบบกวนๆ ทำให้ดวงยิหวากัดฟันแน่นด้วยความโมโห เธอไม่เคยเสียท่าให้ผู้ชายลามกที่พยายามลวนลามเธอสักครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน...
“ได้ ไม่ปล่อยใช่มั้ย นี่แน่ะๆๆ” หญิงสาวกระทืบเท้าเล็กๆ ลงบนหลังเท้าแกร่งแรงๆ แล้วใช้ความว่องไวเอี้ยวตัวมากัดใบหูของเขาอย่างแม่นยำเมื่อเปลวคลายวงแขนเล็กน้อยเพราะเจ็บเท้า
“โอ๊ยๆ นี่เธอ ยัยเด็กบ้า” เปลวร้องลั่นปล่อยร่างบางทันที เมื่อวงแขนแข็งแรงคลายออกหญิงสาวก็เตรียมจะวิ่งออกไปให้พ้นร่างสูง แต่แล้วก็ต้องหวีดร้องออกมาอย่างตระหนกเมื่อเปลวคว้าเอวบางไว้ได้อีกครั้งและคราวนี้เขากับเธอก็ล้มกลิ้งอยู่บนพื้นพรมนุ่มโดยที่เปลวเปลวคร่อมร่างงามไว้จนดวงยิหวาไม่อาจจะขยับไปไหนได้เลย
“ปล่อยนะคุณจะรังแกพี่สะใภ้เลยเหรอ ทุเรศที่สุด” ตวาดเสียงเขียวในใจก็เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
“แต่เธอไม่ใช่...” เปลวหลุดปากพูดไปแค่นั้นแล้วก้มลงปิดปาก ระเรื่อที่จะขยับต่อว่าเขาก่อนที่เธอจะแหกปากร้องลั่นบ้าน
โลกทั้งโลกของดวงยิหวาเหมือนจะสะเทือนหวั่นไหวราวจะถล่มทลายเมื่อริมฝีปากร้อนผะผ่าวของเปลวทาบลงมายังกลีบปากของตน ลิ้นร้ายสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากสาวลิ้นร้อนระอุราวนาบด้วยไฟกวาดต้อนเสาะหาความหวานปากโพรงปากนุ่มอย่างย่ามใจ รสจุมพิตจะร้อนแรงทำให้ดวงยิหวาอ่อนเปลี้ยไปทั้งกาย สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกได้แต่ก็ยอมเผยอปากให้เขาจูบเท่าที่อยากจะจูบโดยไม่อิดออดซ้ำยังเผลอไผลไปกับเรียวลิ้นร้อนตอบสนองอย่างลืมตัวมือเรียวดึงทึ้งเรือนผมนุ่มกดใบหน้าคมเข้มให้ชิดเข้ามาหาตนอีกด้วย
“หวานเหลือเกินยิหวา...” แว่วๆ เสียงครางของเปลวทำให้หญิงสาวที่กำลับเผลอไผลได้ยินเสียงที่เหมือนจะเตือนสติที่เตลิดลอยให้กลับมา เปลวเรียกเธอว่ายิหวาใช่ไหม...
