บทที่ 3 บทที่ 3.
“อ๋อเหรอ ไม่นี่ ไม่มี้ ใครจะกล้ามีปัญหากับพ่อเลี้ยงเปลวผู้ยิ่งใหญ่ แต่แหม... ฉันนี่ทำอะไรก็ผิดทุกอย่างสินะ ไม่กินแล้วข้าวเนี่ย กินไม่ลง...” หญิงสาวทำท่าจะลุกเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารซึ่งทำให้ชายหนุ่มตะคอกเสียงดัง
“นั่งลงเดี๋ยวนี้ แล้วก็กินข้าวซะ”
“ไม่กิน เห็นหน้าคุณแล้วฉันกินไม่ลง”
“ฉันบอกให้นั่งลง เดี๋ยวนี้...” เสียงที่แผดกร้าวนั้นทำให้ดวงยิหวารู้ตัวว่าเธอเผลอแสดงกิริยาโดยแท้ของตนออกมา ตอนนี้ต้องแสร้งทำเป็นดวงดาหวันไปก่อน...
“เอ่อ ก็ได้ ฉันกินข้าวก็ได้...” หญิงสาวนั่งลงแล้วตักข้าวเข้าปากในขณะที่เปลวลอบมองเธออย่างสำรวจ…
เมื่อกลับเข้ามาในห้องทำงานเปลวหยิบรูปถ่ายของดวงดาหวันเท่าที่มีออกมาดูอย่างพินิจพิจารณาแล้วคิ้วเข้มก็ขมวดอย่างครุ่นคิดและเริ่มนึกถึงกิริยาท่าทางของเจ้าหล่อนอย่างละเอียดถี่ถ้วนชายหนุ่มหลับตาลงแต่ในใจก็คิดถึงความเปลี่ยนไปของดวงดาหวันไปด้วย
ปกติดวงดาหวันถนัดขวาแต่วันนี้เขาเห็นว่าเธอใช้ช้อนมือซ้ายตักอาหารอย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งท่าทางที่แก่นกร้าวดูไม่กลัวใครนั่นก็สะกิดใจเขาไม่น้อย ใบหน้าเรียวไข่สวยโดดเด่นด้วยดวงตากลมโตพราวระยับภายใต้คิ้วเรียวโค้งดังคันศรก็ยังคงเหมือนเดิม จมูกโด่งเล็กๆ เชิดรั้นก็เหมือนเดิมผิดไปแต่แววตาไม่ได้พราวพรายอย่างมีจริตยั่วยวนให้ผู้ชายหลงใหล ริมฝีปากรูปกระจับระเรื่อด้วยวัยสาวก็เหมือนเดิม เป็นไปได้หรือว่าคนที่สูญเสียความทรงจำชั่วคราวจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดใช้มือข้างที่ไม่ถนัดของตนได้คล่องแคล่วปานนี้... เปลวลืมตาขึ้นก่อนจะโทรศัพท์หาใครบางคน
ดวงยิหวาปาดเหงื่อด้วยความเมื่อยล้าเพราะพรวนดินกุหลาบแปลงนี้มาตั้งแต่บ่ายโมงนี่มันก็บ่ายสามโมงเย็นแล้วคนใจร้ายยังไม่ให้เธอพัก ดวงยิหวามองมือที่เปื้อนดินของตนอย่างไม่ชอบใจ เธอไม่เคยจับดินดำๆ แบบนี้เลยสักครั้งและเพิ่งรู้ว่าดอกกุหลาบสวยๆ ที่เธอมักได้เป็นของขวัญจากชายหนุ่มมากหน้าหลายตานั้นทำให้เธอเหนื่อยมากมายได้ขนาดนี้ แปลงกุหลาบยาวเหยียดหลากสีสันและหลากพันธ์กำลังออกดอกให้เก็บเกี่ยวผลผลิต แม้มันจะสวยมากเพียงใดแต่ตอนนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะชื่นชมมันเสียแล้ว
มือบางที่กำลังพรวนดินอยู่ชะงักเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยสนุกสนานของเปลวกับเด็กๆ ใกล้เข้ามา นั่นคงจะเป็นเสียง ลูกๆ ของเธอ ดวงยิหวาใจเต้นกระหน่ำลุ้นระทึกตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หญิงสาวค่อยๆ หันมาทางเสียงแล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นหน้า ลูกๆ ของตน
“สวัสดีคุณแม่เราสิน้องเปรียว น้องปราณ คุณแม่ของพวกเรากลับมาแล้ว” เปลวบอกหลานๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงยิหวายิ้มบางๆ ให้เด็กๆ แล้วสำรวจเด็กทั้งสองอย่างพิจารณา
แววตาของเด็กหญิงที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังจนดวงยิหวาใจหาย แววตาเช่นนี้ไม่ควรจะมีในเด็กๆ ที่เสมือนผ้าขาว แล้วหญิงสาวกวาดตามามองเด็กชายปราณชนกซึ่งก็กำลังมองเธอไม่วางตาอยู่เช่นกัน แต่แววตาของเด็กชายไม่มีแววโกรธเกลียดชิงชัง แต่มันเป็นแววตาที่ดูเหมือนเสียใจและดีใจพร้อมๆ กัน ทำไมเธอถึงรับรู้ถึงความรู้สึกของเด็กๆ ได้ขนาดนี้นะ ทำไม...
เด็กทั้งสองคนมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายเธอจนเหมือนกระจกที่สะท้อนเงาของตัวเธอออกมาแทบไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะเด็กชายที่มีใบหน้าออกไปทางแววหวานคมสันดวงตาเรียวใหญ่สีดำสนิทรับกับคิ้วเข้มหนา ผิวสีแทนสวยสม่ำเสมอซึ่งแน่นนอนเลยว่าโตเป็นหนุ่มต้องเป็นหนุ่มหล่อและเจ้าเสน่ห์แน่ๆ ส่วนเด็กหญิงก็มีสีผิวเช่นเดียวกับน้องชายฝาแฝดแต่ใบหน้าเรียวของเด็กหญิงเปรียวปรียานั้นดูเหมือนจะคล้ายไปทางบิดาหรือไม่ก็ผู้เป็นอามากกว่าแต่ก็เหมือนเธออยู่บ้างโดยเฉพาะจมูกโด่งรั้นนั้น ใบหน้าเรียวยาวจมูกโด่งเป็นสันริมฝีปากหยักสวยสีเรื่อตามวัยที่เริ่มเป็นสาวน้อย แต่เด็กหญิงมีดวงตาสีเทาเข้มเหมือนคนที่มีสายเลือดผสมเพราะยายทวดของคนตระกูลนี้เป็นชาวอังกฤษ ซึ่งหากเดาไม่ผิดก็คงเป็นผู้ดีอังกฤษเสียด้วยกระมัง และดวงตาคมสวยคู่นี้ก็ดุดันและแสดงอารมณ์ของเจ้าตัวออกมาทั้งหมดไม่ว่า รัก หรือ เกลียด...
“นี่ไม่ใช่คุณแม่ของน้องเปรียว....” เด็กหญิงเปิดฉากขึ้นร่างสูงเก้งก้างแขนขายาวเรียวเสลาเดินวนรอบๆ ดวงยิหวาแล้วมองอย่างเหยียดๆ แก่แดดแก่ลมจนดวงยิหวาแทบเก็บอาการหมั่นไส้เด็กก้าวร้าวคนนี้ไม่ไหว...
ที่เด็กหญิงเป็นแบบนี้ก็มีแค่สองอย่าง คืออาของเธอสอน กับแม่ดวงดาหวันของน้องเปรียวเป็นคนไม่ดี...
ดวงยิหวาพยายามเก็บอารมณ์และให้เหตุผลตัวเอง ซึ่งมันเป็นข้อดีของเธอที่เป็นคนเก็บอารมณ์ค่อนข้างเก่งไม่อย่างนั้นเธอคงสติแตกไปแล้วหากเจอคนแบบสองอาหลานนี่...
“ไม่เอาน่าเปรียว ไหนๆ คุณแม่ก็กลับมาแล้ว เราควรดีใจ สวัสดีครับคุณแม่...” ปราณชนกไหว้อย่างน่ารักแล้วยิ้มกว้างแววตาสดใส ดวงยิหวาสบตาเปลวเป็นเชิงขอความเห็นว่าเธอควรทำอย่างไรเขาก็เพียงพยักหน้าเฉยๆ โธ่ แล้วพยักหน้าเฉยๆ ของเขานี่มันคืออะไรล่ะ ดวงยิหวารู้สึกมึนงงในหัว...
“ไม่ใช่... เราไม่มีแม่เป็นผู้หญิงแพศยา หนีตามชู้ไปคนแล้วคนเล่าสุดท้ายก็ไปไม่รอดกลับมาตายรัง เป็นภาระให้คุณอาเปลวเหมือนเดิม...” เด็กหญิงขัดขึ้นด้วยคำพูดที่ฟังดูไม่รื่นหูเอาเสียเลย
“เอาล่ะน้องเปรียว อาว่าเราขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนเถอะไป แล้วตอนเย็นเราค่อยมาคุยกันใหม่”
“แต่อาเปลวคะ...”
