บทที่ 4 บทที่ 4.

“น้องเปรียว...” อาหนุ่มทำเสียงเข้มมองหลานสาวนิ่งเป็นสัญญาณว่าเธอควรทำตามคำพูดของเขา เด็กหญิงหน้าง้ำเดินกระแทกเท้าเข้าบ้านไปพร้อมกับที่สาวใช้ที่ชื่อ เอื้อง ซึ่งเดินมารับหน้าพลางพูดเอาอกเอาใจเด็กหญิงสารพัด แต่แววตาที่เอื้องมองเธอนั้นทำให้ดวงยิหวารู้ดีว่ามันเป็นแววตาของคนขี้อิจฉาริษยาชัดๆ เธอไม่โง่จนไม่รู้ว่า สาวใช้หน้าตาน่ารักผิวขาวลออนั้นแอบรักเจ้านายหนุ่มอยู่... เสน่ห์แรงจริงพ่อคู้นนน... ดวงยิหวาค่อนแคะเปลวในใจ...

“แล้วเราล่ะปราณ”

“ปราณอยากคุยกับคุณแม่ครับ...” เด็กชายบอกเสียงใสผู้เป็นอาพยักหน้าช้าๆ เชิงอนุญาต

“หวังว่าเธอคงคุยกับลูกรู้เรื่องนะดาหวัน”

“ก็ เอ่อ ค่ะ... แน่นอน...” หญิงสาวตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักเมื่อเขาเดินออกไปเธอก็มองสบตาของเด็กชายด้วยความรักที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“คุณไม่ใช่คุณแม่ของผมใช่มั้ยครับ...” เด็กชายถามน้ำเสียงจริงจังท่าทางขึงขังราวกับผู้ใหญ่ ดวงยิหวายิ้มให้น้องปราณอย่างเอ็นดู เธอไม่ค่อยชอบเด็กนัก เพราะเด็กๆ ทั้งงอแงงี่เง่าเอาใจยากดูอย่างน้องเปรียวนั่นประไร ยายเด็กนั่นล่ะ ตัวร้ายชัดๆ แต่กับเด็กชายตรงหน้าทำให้เธอลืมความไม่ชอบนั้นไปสิ้น...

“ทำไมถามแบบนั้นล่ะจ๊ะ...”

“แล้วใช่มั้ยล่ะ” เด็กชายขมวดคิ้วยุ่ง 

“ถ้าจริงแล้วยังไงล่ะ หรือถ้าไม่จริงลูกจะทำยังไง...” หญิงสาวถามกลับด้วยน้ำสียงเอ็นดูไม่มีแววโกรธขึ้ง มองใบหน้าเล็กๆ นั้นอย่างรอคำตอบ เด็กชายอึ้งไปเล็กน้อย น้ำเสียงหวานใสของคนตรงหน้านั้นช่างฟังดูอบอุ่นและทำให้ดวงใจน้อยๆ ที่โหยหาความรักจากมารดาชุ่มชื้นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

“ก็ไม่ทำไมครับ แค่อยากรู้”

“น้องปราณ ใช่มั้ยคุณแม่จำไม่ได้นัก หมอบอกว่าคุณแม่ความจำเสื่อมชั่วคราวจากอุบัติเหตุ...” เธอตอบเลี่ยงๆ ด้วยเหตุผลจริงๆ ของหมอเลยนะเนี่ย...

“ใช่ครับ ปราณรู้แล้วว่าคุณแม่หนีตามชายชู้ไปจนเกิดอุบัติเหตุรถตกเขา...” น้ำเสียงน้องปราณเศร้าลงเล็กน้อยแต่ก็แค่เพียงครู่เดียว ดูเหมือนพวกเขาชินชากระนั้น ดวงยิหวานึกโทษคนเป็นแม่ว่าทำไมถึงได้ทำตัวน่าเกลียดแบบนั้น ทำให้เด็กๆ ต้องจดจำแต่สิ่งที่เลวร้ายแบบนี้

“เอาล่ะ เรามานั่งคุยกันดีกว่า ช่วยเล่าให้คุณแม่ฟังหน่อยได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง...” ดวงยิหวาได้ทีแอบสอบถามเรื่องราวจากเด็กชาย พลางจูงมือน้องปราณไปนั่งที่ม้านั่งใต้ต้นชมพู่ม่าเหมี่ยวที่ยังไม่ออกผล

น้องปราณมองแผ่นหลังของมารดาที่เดินนำหน้าไปแล้วก้มมองมือเรียวขาวสะอาดของมารดาที่กุมมือตนอย่างตื้นตันใจ

นานแค่ไหนนะที่คุณแม่ดาหวันไม่เคยจับมือเขาแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วคุณแม่ไม่เคยจับจูงมือเขาแบบนี้เลยต่างหาก.. เด็กชายมองมารดาด้วยความรักล้นใจ

และในระหว่างที่สองแม่ลูกคุยกันอยู่ใต้ต้นชมพู่เปลวก็เฝ้ามองทั้งสองอยู่เงียบๆ ใบหน้าคมเข้มที่เต็มไปด้วยหนวดเคราจนไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงเครียดจัด ดวงตาสีเทาเข้มขุ่นเคืองเมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้รับรู้มา...

หลายวันผ่านไปดวงยิหวายังคงอยู่ที่บ้านไร่ตะวันงามในฐานะ คุณแม่ ของน้องเปรียวกับน้องปราณ แต่เธอก็ต้องทำงานเหมือนลูกจ้างคนหนึ่งของเปลว

หญิงสาวปาดเหงื่อบนใบหน้างามอย่างเจ็บใจแกมโล่งอกที่งานของตนเสร็จสิ้นเสียที ทั้งท้องก็ร้องจ๊อกๆ เรียกหาอาหารเย็น ซึ่งอีกไม่กี่นาทีก็จะหนึ่งทุ่มตรง เปลวใช้งานเธอหนักมากเหมือนจะกลั่นแกล้ง หลังจากพรวนดินเสร็จเธอก็ต้องมาทำความสะอาดห้องน้ำทุกห้องในบ้านจนสะอาดเอี่ยมทั้งๆ ที่มีคนงานหลายคนในบ้านแต่ตอนนี้เธอกลับรับหน้าที่ทำความสะอาดบ้านทั้งหมด เรียกได้ว่าต้องทำงานแลกข้าวก็ไม่ผิดนัก แต่แม้งานจะหนักหรือเหนื่อยแค่ไหน และแม้ว่าอยากจะหนีไปจากที่นี่หลายรอบต่อวันแต่เพราะไม่คุ้นชินทั้งไม่รู้จะหนีอย่างไรจึงต้องทนให้เขาโขลกสับ อีกใจก็กลัวว่าหากเธอบอกเขาและยืนยันว่าเธอไม่ใช่ดวงดาหวันแล้วเขาจะฆ่าเธอหมกป่าเขาแถวนี้เสียและอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ...

“คุณแม่ครับเราไปทานข้าวกันเถอะ..” แววตาของเด็กชายที่ทอดมองเธอนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและชื่นชม น้องปราณชื่นชมเธอมากจนเธอรู้สึกละอายใจที่หลอกถามน้องปราณเรื่องดวงดาหวัน

ดวงยิหวารู้ว่าเหตุใดเด็กชายจึงชื่นชมเธอก็เพราะที่ผ่านคุณแม่ดาหวันของเขาไม่เคยหยิบจับงานในบ้านไม่เคยอยู่รับประทานอาหารพร้อมหน้า ไม่เคยพาเขาเข้านอนไม่เคยอ่านนิทานให้ฟังก่อนนอนด้วย และเรื่องเล่านิทานนี่เองทำให้ดวงยิหวารู้สึกสงสารเด็กชายจับใจ เธอไม่อยากเชื่อว่าเด็กชายวัยย่างสิบขวบนั้นยังติดฟังนิทานก่อนนอนอยู่ ส่วนน้องเปรียวนั้นก็เช่นกันแต่จะให้เปลวอ่านให้ฟังมากกว่าเพราะเด็กหญิงยังคงตั้งแง่ไม่ยอมรับว่าเธอเป็นแม่ และบางครั้งก็แอบกลั่นแกล้งเธอเพื่อเรียกร้องความสนใจอีกด้วย

เมื่อคืนก่อนน้องเปรียวก็แอบเอาตุ๊กแกตัวเป็นๆ ไปใส่ไว้ในผ้าห่มเพื่อให้เธอตกใจ เอางูปลอมมาไว้ในห้องน้ำบ้าง บ้างก็เอากาวเหนียวๆ มาใส่ไว้ในครีมบำรุงผิวของเธอ แต่เด็กหญิงคงไม่รู้ว่าคนที่ตนเองกลั่นแกล้งนั้นซ่อนเขี้ยวเล็บและความแสบสันไว้เพื่อรอวันง้างกรงเล็บคมกริบของตัวเองอยู่ ดวงยิหวาได้แต่แอบขันระคนเอ็นดูเด็กหญิง ดูก็รู้ว่าน้องเปรียวกำลังเรียกร้องความสนใจจึงพยายามหาทางกลั่นแกล้งเธอต่างๆ นานา แต่เธอก็ทำเฉยไม่แสดงอาการอะไรออกมา หญิงสาวอมยิ้มขณะเดินไปห้องอาหารกับน้องปราณและเมื่อไปถึงก็พบว่ามี แขก ร่วมโต๊ะอาหารด้วยในเย็นวันนี้

“จะกินข้าวก็ยังให้คนอื่นลำบากไปตาม...” น้องเปรียวปรายตามองน้องชายที่เกาะแขน คุณแม่ อย่างไม่พอใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป