บทที่ 5 บทที่ 5.

“อุ้ย สวัสดีค่ะ คุณดาหวันกลับมานานแล้วหรือคะ ว่าแล้วเชียวต้องไปกับชู้คนใหม่ไม่รอด...” น้ำหวาน หญิงสาวไร่ข้างเคียงใบหน้าสวยหวานแต่แต่งหน้าจัดไปนิดจนเหมือนงิ้วโพล่งขึ้นอย่างไม่รักษามารยาท คิ้วที่เขียนแบบหางเชิดขึ้นจนแทบจะจรดไรผมดูตลกเหลือเกินดวงยิหวาแทบจะหัวเราะก๊ากออกมาเมื่อเห็นท่าทางกรีดมือของเจ้าหล่อน

อืม... เย็นมีนี้งิ้วหลงโรงมาให้ดู... คนแถวนี้แต่งตัวไร้รสนิยมกันจริงๆ เลย..

ดวงยิหวาค่อนแคะน้ำหวานในใจ แม้อยากจะเชือดเฉือนคนปากเปราะอย่างน้ำหวานแค่ไหนแต่เธอก็ต้องบอกตัวเองว่ายังก่อน ใจเย็นๆ ไว้ก่อน...

“เธอไม่ควรพูดแบบนี้ต่อหน้าหลานๆ ของฉันนะน้ำหวาน...”

เปลวมองน้ำหวานอย่างไม่พอใจทั้งนึกระอาในความไม่มีมารยาทของเจ้าหล่อนที่นับวันจะ เยอะ มากขึ้นทุกที แม้ก่อนหน้านี้น้ำหวานกับดาหวันไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว แต่น้ำหวานไม่ควรพูดแบบนี้ต่อหน้าเด็กๆ ในขณะที่ดวงยิหวาแอบเลิกคิ้วและยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างเยาะหยันให้น้ำหวาน ซึ่งมันทำให้น้ำหวานที่พยายามรักษาภาพลักษณ์หญิงสาวผู้อ่อนหวานแสนดีแทบอยากจะลุกขึ้นกรี๊ดเสียให้ได้... สองสาวแอบเขม่นกันเงียบๆ  

“เอาล่ะจ้ะน้องปราณทานข้าวนะคะ อันนี้มั้ยแกงเลียงของโปรดลูก นี่ค่ะคุณแม่ตักให้”

“ขอบคุณครับคุณแม่” เด็กชายขอบคุณมารดาหน้าตาแช่มชื่นตักข้าวใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยๆ ซึ่งดวงยิหวาเองก็ตักอาหารรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยด้วยเช่นกันต่างจากคนทั้งสามที่มองดวงยิหวากับน้องปราณนิ่ง...

“น้องเปรียวไม่กินแล้ว กินไม่ลง...” เด็กหญิงลุกขึ้นหน้าตางอง้ำ

“นั่งลงเดี๋ยวนี้น้องเปรียว” เปลวเสียงเข้มเมื่อหลานสาวทำท่าจะวิ่งขึ้นห้องไป

“แต่น้องเปรียวไม่อยากกินแล้ว...” เด็กหญิงงอแง

“น้องเปรียวบ่นเองว่าหิว หิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวไม่ใช่เหรอ”

“ก็น้องเปรียวไม่หิวแล้วนี่คะคุณอา...” เด็กหญิงยังคงตั้งแง่ดื้อดึง

“อุ้ย น้องเปรียวขาไม่เป็นไรค่ะ ไม่อยากกินก็ไม่เป็นไร ไปเถอะค่ะอาน้ำหวานเองก็กินไม่ลงแล้วเหมือนกัน เราไปหาอะไรกินในเมืองกันดีกว่ามั้ยคะ” น้ำหวานได้ทีเอาใจสาวน้อยที่เธอมองว่าเป็นคนที่เปลวแคร์ เธอคิดว่าหากเอาใจและสนิทกับน้องเปรียว โอกาสที่จะได้เป็นแม่เลี้ยงแห่งบ้านไร่ตะวันงามก็มีมากขึ้น

“เธอไม่ต้องให้ท้ายหลานฉันหรอกนะน้ำหวาน เธอเองก็ควรนั่งลงแล้วกินข้าวให้อิ่มจะได้กลับบ้านเสียทีฉันจะให้ไอ้เบิ้มไปส่ง”

“แต่ว่าน้ำหวาน...”

“หรือเธออิ่มแล้ว โอเค... ฉันจะเรียกไอ้เบิ้มให้...” เปลวตัดบทอย่างรำคาญเมื่อน้ำหวานเริ่มจะเข้ามาจุ้นจ้านในบ้านของเขามากเกินไป เขาไม่ชอบผู้หญิงแบบนี้เลย ขนาดว่ายังไม่ได้เป็นอะไรกันยังเข้ามาวุ่นวายขนาดนี้ หากเป็นแฟนหรือเป็นสามีภรรยากัน เขาคงปวดหัวมากแน่ๆ

ดวงยิหวากลอกตามองคนทั้งสามอย่างขบขันรับประทานอาหารได้คล่องคอและอร่อยเสียด้วย เธอหันมายิ้มให้น้องปราณแล้วตักอาหารรับประทานกันอย่างมีความสุขซึ่งทำให้น้องเปรียวมองอย่างน้อยใจ เด็กหญิงถือโอกาสที่อาเปลวของเธอลุกออกไปวิ่งตึงๆ ขึ้นห้องของตนทันที ส่วนน้ำหวานก็ได้แต่มองตามเด็กหญิงอย่างไม่พอใจที่ไม่อยู่ช่วยตน แล้วหันมามองดวงยิหวาในคราบของดวงดาหวันอย่างเจ็บใจก่อนจะกระแทกเท้าออกไปด้วยความขุ่นเคือง...

เปลวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายและสับสนว่าจะทำอย่างไรกับดวงยิหวาและหลานสาวตัวแสบดี เขารู้ว่าน้องเปรียวแอบมองมารดากับน้องชายด้วยความอิจฉา แต่ทิฐิและความรู้สึกด้านลบที่มีต่อดวงดาหวันซึ่งน้ำหวานพยายามเสี้ยมสอนใส่ไปในหัวของเด็กหญิง ไหนจะมีเอื้องสาวใช้ผู้ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงน้องเปรียวมาตั้งแต่เล็กๆ คอยเอาใจตามใจและพยายามกันน้องเปรียวออกห่างจากผู้เป็นแม่อย่างเห็นได้ชัดอีกคน ทำให้น้องเปรียวแสดงออกมาแต่ความก้าวร้าวต่อมารดาซึ่งเขาจะต้องจัดการให้เด็ดขาดเพราะเขาไม่อยากให้หลานๆ เป็นเด็กที่ปมปัญหาเมื่อโตขึ้น หากเขาปล่อยไปนานกว่านี้อาจจะแก้ไขหรือสอนไม่ได้ ไม้อ่อนย่อมดัดง่ายกว่าไม้แก่และไม้แก่ก็ย่อมถูกตัดทิ้งเมื่อมันสร้างปัญหา ร่างสูงใหญ่ด้วยความสูงร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตรลุกขึ้นเดินไปหยุดที่หน้าต่างบานกว้างมองทิวเขาเขียวขจีเบื้องหน้าด้วยความหนักอกหนักใจอยู่ไม่น้อย  

“พ่อเลี้ยงเรียกเอื้องหรือคะ”

“ใช่... นั่งสิ” เขาบอกเรียบๆ แล้วพูดต่อ

“เธอทำงานที่นี่มานานเท่าไหร่แล้วเอื้อง”

“ก็ตั้งแต่คุณหนูทั้งสองเกิดค่ะ”

“ใช่สินะเธอเลี้ยงพวกเขามาตั้งแต่แบเบาะก็ว่าได้”

“ค่ะ” เอื้องรับคำค่อนข้างแปลกใจที่พ่อเลี้ยงหนุ่มถามเช่นนี้

“แล้วเธอรู้รักน้องเปรียวเหมือนลูกของตัวเองมั้ย” เปลวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาเข้มขุ่นบ่งบอกอารมณ์ของคนพูดได้ดี ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทุกคนในไร่รู้ดีว่าเปลวกำลังโกรธ

“ค่ะเอื้อง รักคุณหนูทั้งสองเหมือนลูกแท้ๆ ทำไมพ่อเลี้ยงถามแบบนี้ล่ะคะ”

“ที่ฉันถามก็เพราะอยากรู้ว่าถ้าเธอเป็นแม่ของน้องเปรียวกับน้องปราณเธอจะเลี้ยงพวกเขาแบบไหน จะให้ความรักความหวังดีกับเขามั้ย หรือจะใส่ความชิงชังในหัวของเขา จะสอนเขาให้เกลียดชังแม่ของเขามั้ย ถ้าเธอเป็นแม่ของน้องเปรียวจริงๆ เธอจะสอนให้น้องเปรียวเกลียดเธอรึเล่าเอื้อง...”

“พ่อเลี้ยงคะ คือว่าเอื้อง...” เอื้องอึ้งไปพูดไม่ออกเมื่อเจอคำถามแบบนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป