บทที่ 6 บทที่ 6.
“ฉันไม่อยากให้หลานของฉันซึมซับเอาความเกลียดชังหรือความก้าวร้าวจากการสั่งสอนของใคร พวกขาเป็นเหมือนผ้าขาว ฉันที่ไว้ใจให้เธอเลี้ยงพวกขาก็เพราะคิดว่าเธอเป็นคนดี และเธอก็ช่วยเลี้ยงพวกเขามาตั้งแต่เล็กๆ แต่ไม่นึกเลยว่าเธอจะเอาความเกลียดชังที่เธอมีต่อดาหวันมาใส่หัวของหลานฉันแบบนี้ น้องเปรียวต้องการแม่ ต้องการความรักที่บริสุทธิ์จากใครสักคน ไม่ใช่คนที่บอกรักแต่เป็นความรักแบบหวังดีประสงค์ร้ายอย่างที่เธอกำลังทำอยู่ หวังว่าเธอคงเข้าใจที่ฉันพูดนะ...” ชายหนุ่มถอนใจหนักๆ มองเอื้องด้วยแววตาเรียบเฉย เขารู้ว่าเอื้องแอบคิดเกินเลยกับเขา แต่เขาไม่ใช่พวกสมภารกินไก่วัดและเขาไม่ยอมเสียการปกครองด้วยการเอาแม่บ้านมาเป็นเมียแน่นอน
“พ่อเลี้ยงคะ เอื้องขอโทษ ขอโอกาสเองอีกสักครั้งนะคะ เอื้องรักคุณหนูทั้งสองจริงๆ ไม่ได้คิดร้ายกับคุณหนูเลยนะคะ”
“ไม่มีโอกาสนั้นแล้วเอื้อง ฉันให้โอกาสเธอมาตลอด พรุ่งนี้ฉันหวังว่าจะไม่เห็นเธออยู่ที่นี่ เสร็จธุระของฉันแล้ว ออกไปได้...” คำพูดของเขาไม่ต้องพูดซ้ำหรือคัดค้านเพราะคนอย่างเปลวพูดคำไหนคำนั้น หญิงสาวน้ำตาไหลพรากเดินออกจากห้องทำงานของเปลวไป เปลวถอนหายใจหนักๆ รู้สึกสงสารเอื้องอยู่ไม่น้อยแต่เขาก็ต้องทำแบบนี้ เพราะมันจะดีกับทุกๆ ฝ่าย เปลวทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่แล้วหลับตาลงครุ่นคิดถึงอีกเรื่องที่จะต้องจัดการ
ดวงยิหวาเดินสวนกับเอื้องที่เดินร้องไห้ออกมาจากห้องทำงานของเปลวก็ตกใจเล็กน้อยที่เห็นแม่สาวใช้หน้าใสร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา แม้ปกติเธอไม่เคยพูดคุยกับเอื้องเป็นการส่วนตัวและมองออกว่าเอื้องไม่ชอบหน้าตนนักแต่ก็อดสงสารไม่ได้ที่เห็นเอื้องร้องไห้เหมือนจะเป็นจะตาย เปลวทำอะไรเอื้องหรือว่าเขาข่มเหงรังแกเอื้อง ไวเท่าความคิดดวงยิหวารีบเข้าไปในห้องทำงานของเปลวทันที
“นี่คุณ เอื้องเป็นอะไร คุณทำอะไรเธอถึงได้ร้องไห้อออกไปแบบนั้น รังแกเขารึเปล่า”
“อย่ามาทำเป็นรู้มาก แล้วคราวหน้าคราวหลังหัดเคาะบ้างนะประตูน่ะ ให้สมกับการศึกษาที่ร่ำเรียนมาหน่อย”
“นี่คุณ ฉันเข้ามาไม่ได้เข้ามาให้คุณด่านะ” ดวงยิหวาเท้าเอวมองเขาอย่างขุ่นเคืองและแอบสันหลังหวะเล็กน้อยเมื่อเขาพูดถึงการศึกษา คนการศึกษาระดับว่าที่ดอกเตอร์เริ่มร้อนรนใจ
“แล้วเข้ามานี่มีธุระอะไร”
“คือ ฉันจะถามว่าฉันเข้าไปในห้องน้องเปรียวได้ไหม เห็นว่าเมื่อเย็นไม่ได้ทานข้าวฉันจะเอาข้าวต้มไปให้แก”
“เธอน่ะเหรอ รู้จักห่วงใยลูก”
“ถ้าฉันรู้ว่าคุณจะกวนประสาทขนาดนี้ฉันไม่เข้ามาถามให้เมื่อยปากหรอกเข้านอนดีกว่าเป็นไหนๆ”
“โอเคๆ เธออยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่อย่าให้เดือดร้อนวุ่นวายล่ะ หมดธุระแล้วก็ไปสิ” เขาพูดเหมือนอนุญาตและไล่เธอกรายๆ ดวงยิหวาหน้างอเดินออกมาจากห้องทำงานของเขาด้วยความขุ่นเคือง
เด็กหญิงเปรียวปรียานอนร้องไห้ท้องร้องจ๊อกๆ อยู่บนเตียงสีหวานของตนด้วยความน้อยใจ เธอกำลังคิดถึงภาพมารดากำลังตักข้าวให้น้องปราณ ก่อนนอนคุณแม่ก็อ่านนิทานให้น้องปราณฟัง ทุกอย่างที่น้องชายได้รับเธอกลับเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ไม่มีใครสนใจเธอเลย แต่น้องเปรียวลืมคิดไปว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะตัวเธอเองนั่นล่ะ...
ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้เด็กหญิงปาดน้ำตาออกจากใบหน้าที่มีแววสวยคมโดดเด่นในอนาคตอันใกล้ แล้วมองประตูอย่างฉุนเฉียวตอนนี้เธอยังไม่มีแก่ใจจะคุยกับใครทั้งนั้น แม้แต่น้ำหวานหรือเอื้อง
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ออกไป๊ ฉันอยากอยู่คนเดียว” เด็กหญิงแผดเสียงก้องโดยไม่กลัวว่าอาเปลวจะโกรธ เพราะตอนนี้กำลังอยากเรียกร้องความสนใจจากทุกคนโดยเฉพาะ คุณแม่
“โอเค เปรียวไม่อยากทานข้าวต้มฝีมือคุณแม่ปราณก็ไม่ว่าอะไร...” เสียงน้องชายเอ่ยมาจากปลังประตูทำให้น้องเปรียวตาโตด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ได้ยินว่า คุณแม่ทำข้าวต้มให้เธอ เด็กหญิงเก็บอาการไว้ด้วยหัวใจพองโตแต่ก็แกล้งพูดเสียงแข็ง
“ไม่เห็นจะอยากกิน กินได้รึเปล่าก็ไม่รู้”
“ถ้าเปรียวไม่กินแล้วจะเสียใจปราณลองแล้วอร่อยเหาะไปเล้ย ใช่มั้ยครับคุณแม่”
“ใช่ที่สุดจ้ะลูกรัก” เสียงมารดาที่คุยอยู่กับน้องชายทำให้ เด็กหญิงตาโตด้วยความตื่นเต้นแนบหูกับบานประตูใจเต้นระทึกด้วยความดีใจลึกๆ ที่มารดาสนใจตนบ้าง
ประตูห้องนอนสีหวานค่อยๆ แง้มออกมาน้อยๆ ใบหน้าของเด็กหญิงโผล่มาอย่างไว้เชิงเรือนผมยาวสลายถึงกลางหลังที่ถักเปียไว้อย่างงดงามไหวตามการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวราวเจ้าหญิงตัวน้อยแสนซน หน้าตามอมแมมด้วยคราบน้ำตาเกรอะกรังก็ยิ่งทำให้ดวงยิหวารู้สึกเอ็นดูน้องเปรียวอยู่ไม่น้อย นี่มันตัวเธอสมัยเด็กๆ เลยล่ะ คุณแม่ของเธอเคยบอกไว้อย่างนั้น
“เข้ามาสิ แต่แค่ปราณคนเดียวนะ”
“ก็ได้ แต่หากปราณเข้าไปแล้วเปรียวทานข้าวต้มให้หมดนะ เพราะปราณจะรีบกลับห้องไปฟังคุณแม่เล่านิทาน” น้องปราณพูดเชิงเชิญชวนตามที่ดวงยิหวาบอกไว้
“นี่คิดจะชิ่งเปรียวเหรอปราณ ตัวไม่อยู่ข้างเปรียวแล้วใช่มั้ย”
“เปล่า แต่ปราณก็อยากได้คุณแม่ อยากให้คุณแม่อยู่ข้างๆ เรา เอาเถอะเปรียวทานข้าวเถอะ ปราณจะอยู่เป็นเพื่อน รู้มั้ยอาเปลวโกรธมากนะ”
“ช่างอาเปลวสิ ก็เปรียวกินข้าวไม่ลงจริงๆ นี่นาตอนนั้น”
“แล้วตอนนี้ล่ะ...”
“หิวมากจนปวดท้องไปหมดไงล่ะ...” ว่าแล้วเด็กหญิงก็ตักข้าวต้มหอมกรุ่นยั่วน้ำลายเข้าปากเคี้ยวอยางเอร็ดอร่อย
