บทที่ 7 บทที่ 7.

ดวงยิหวาที่แอบดูอยู่หน้าประตูเพราะน้องปราณแอบแง้มไว้ยิ้มอย่างยินดีที่เด็กหญิงรับประทานอย่างตั้งใจสีหน้าและแววตาของน้องเปรียวดูมีความสุขจนเธอเองก็น้ำจะไหล นี่แสดงว่าดวงดาหวันไม่เคยใส่ใจลูกๆ เลยสินะ ความรู้สึกรักและสงสารเด็กทั้งสองคนมีท่วมท้นจนเธอก็ยังตกใจในความรู้สึกของตนเอง ดวงยิหวาเดินกลับห้องของตนเองอย่างครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะให้เด็กๆ มีความสุข

ทางด้านน้องเปรียวนั้นกำลังยิ้มอย่างมีความสุขเด็กหญิงมองถ้วยข้าวต้มที่เธอไม่ยอมให้น้องชายเอาไปเก็บด้วยหัวใจพองโตน้ำตาแทบไหลเมื่อข้าวต้มถ้วยนี้มารดาเป็นคนลงมือปรุงเอง เธอไม่เคยได้รับประทานอาหารฝีมือของคุณแม่เลยสักครั้ง และตั้งแต่จำความได้ก็ไม่เคยเห็นมารดาเข้าครัวหรือทำงานอะไรนอกจากแต่งตัวสวยไปวันๆ ไม่เคยสนใจเลยว่าวันนี้เธอกับน้องจะอยู่กินกันอย่างไร มีเพียงอาเปลวเท่านั้นที่ดูแลพวกเธอมาอย่างดีแต่บางครั้งงานอาเปลวก็เยอะเสียจนไม่ค่อยมีเวลาดูแลพวกเธอ...

คุณแม่ดาหวันทำอาหารให้เธอกิน เธอจะได้กินอาหารฝีมือของคุณแม่อีกไหมนะ พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อจะดูว่าคุณแม่ทำอาหารให้จริงๆ รึเปล่า...

เช้าวันใหม่เด็กๆ ก็ยังคงไปเรียนตามปกติ แต่เช้านี้แม้น้องเปรียวจะไม่ได้เห็นหน้าพี่เลี้ยงของเธอแต่เด็กหญิงไม่ได้ใส่ใจนักเพราะตอนนี้เธอมีเรื่องที่น่าสนใจกว่า เด็กหญิงตื่นเต้นจนไม่อาจจะทนนอนตื่นสายได้วันนี้น้องเปรียวจึงตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพื่อจะได้อาบน้ำแต่งตัวไปดูคุณแม่ทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น แต่เมื่อออกมาจากห้องก็พบว่าน้องชายเปิดประตูออกมาพร้อมๆ กันพอดี 

“ว้าว วันนี้เปรียวตื่นเช้าจังแฮะ”

“ก็ทำไมละทีตัวยังตื่นเช้าเลย” เปรียวปรียาเมินหลบสายตาน้องชายเขินๆ แล้วเดินเชิดหน้าเดินนำไปก่อนน้องปราณยิ้มกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของแฝดผู้พี่

เปลวเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์มองหลานๆ ที่เดินลงมาพร้อมกันอย่างแปลกใจ วันนี้ดูน้องเปรียวสดใสกว่าทุกวัน ชายหนุ่มวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอาหารกล่าวทักทายหลานๆ ด้วยน้ำเสียงสดใส ที่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขาได้เห็นใบหน้าสดชื่นสดในของหลานทั้งสองมานานแล้ว

“วันนี้ดูสดใส ตื่นเช้ากันจังนะครับมีอะไรพิเศษรึเปล่าเอ่ย” น้ำเสียงอาหนุ่มอ่อนโยนเสมอเมื่อพูดกับหลานๆ

“เปล่านี่คะ ก็แค่น้องเปรียวอยากลองตื่นเช้าเหมือนปราณมั่งก็เท่านั้นเองค่ะ”

“อ้อ เหรอจ๊ะ อืม... ก็มีเหตุผลดีนะ” เปลวพยักหน้าเห็นด้วยพลางยกหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่านเพื่อปิดบังรอยยิ้มของตนไว้ เพราะกลัวว่าหากน้องเปรียวเห็นเขายิ้มหรือหัวเราะตอนนี้เธอจะโกรธเอาได้

“เอ่อ... อาเปลวคะแล้วพี่เอื้องไปไหนคะ”

“พี่เอื้องเขามาขอลาออกหลายวันแล้วจ้ะ เพราะต้องกลับไปดูแลพ่อแม่ที่กำลังป่วยหนักที่บ้าน น้องเปรียวดูแลตัวเองได้ใช่ไหม” เปลวให้เหตุผลที่ดีที่สุด

“ค่ะ เปรียวดูแลตัวเองได้ เปรียวโตแล้ว...” เด็กหญิงพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วนั่งรอมารดาอย่างใจจดจ่อ

“อาเปลวอ่านข่าวอะไรครับดูเหมือนจะสนุกจนยิ้มไม่หุบ” น้องปราณเองก็รู้ดีว่าเพราะเหตุใดเอื้องจึงลาออกจึงชวนคุยเปลี่ยนเรื่องเสีย

“สองคนนี้ไม่รู้คุยอะไรกันน้องเปรียวไปหานมอุ่นๆ ในครัวมาดื่มดีกว่า” เด็กหญิงว่าพลางเดินเข้าไปในครัวทั้งๆ ที่เหยือกนมพร้อมดื่มของเธออยู่บนโต๊ะแล้ว

ร่างสูงโปร่งของเด็กหญิงเดินเบาๆ เหมือนย่องไปยังห้องครัวด้วยใจเต้นตึกตักตื่นเต้นที่จะได้เห็นภาพมารดาทำอาหารเช้าให้พวกเธอรับประทาน มันก็เหมือนความฝันของเด็กๆ ทั่วไป ที่อยากเห็นคุณแม่ของตนทำอาหาร ถักเปียสวยๆ ให้ก่อนไปโรงเรียน เข้านอนก็มีคุณแม่อ่านนิทานให้ฟัง และเมื่อคืนนี้เธอก็ได้ฟังนิทานก่อนนอนแล้วยังฝันดีที่สุดอีกด้วย เด็กหญิงยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นคุณแม่สวมผ้ากันเปื้อนกำลังพูดคุยกันเบาๆ กับป้าสำลีเรื่องอาหาร

“ป้าว่าน้องเปรียวจะทานมั้ยคะ มันมีผักนิดหน่อย ไข่เจียวชะอมทอด และผัดรวมมิตรใส่กุ้งสด”

“ไม่แน่ใจนะคะ คุณน้องปราณน่ะทานง่าย แต่คุณน้องเปรียวค้อนข้างทานยากเพราะนางเอื้องมันสอนให้กินแต่อาหารฝรั่งที่มีแต่เนื้อสัตว์และอาหารที่หาเครื่องปรุงยากๆ บางทีเราก็หาของที่เธอต้องการจนเหนื่อยค่ะ สุดท้ายก็กินไม่กี่คำ”  

“อืม แต่ฉันว่าเธอน่าจะทานนะคะ อาหารทุกอย่างเราตั้งใจทำขนาดนี้ มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย ตอนเด็กๆ ฉันก็กินแต่อาหารพวกนี้และหัดทำเองด้วย มันสนุกและอร่อยที่สุด คุณแม่ของฉันน่ะทำอาหารเก่งมากเลยนะคะ อ้อ เอ่อ... เสร็จแล้วยกไปตั้งโต๊ะได้เลยค่ะ...” ดวงยิหวาคุยเรื่อยๆ จนลืมตัว แล้วก็รีบหันไปล้างมือหลบสายตาจับผิดของป้าสำลีในขณะเดียวกันน้องเปรียวกับน้องปราณซึ่งแอบตามมาดูทีหลังพี่สาวก็รีบวิ่งปรู้ดไปนั่งที่โต๊ะอาหารรอด้วยความดีใจ...

“ไอ้เบิ้ม ที่แกว่าแม่คุณดาหวันตายตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็ก็อยู่กับแม่น้าขี้เมา ก่อนจะมาเจอคุณปราบคุณดาหวันทำงานในบาร์ของเสี่ยเจียง มันจริงรึเปล่าวะ” อยู่ๆ ป้าสำลีก็ถามเบิ้มผู้เป็นลูกเขยอย่างสงสัยพลางขมวดคิ้วมุ่น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป