บทที่ 8 บทที่ 8.
“จริงสิครับคุณแม่ยาย ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งบางว่าคุณดาหวันเธอเหลวแหลกมาตั้งแต่เป็นสาวรุ่นเรียนไม่จบเพราะมีเรื่องชู้สาวกับครูผู้ชายในโรงเรียน เธอเลยเรียนไม่จบ ม. ปลาย ออกมาทำงานหาเงินให้น้าซื้อเหล้า แรกๆ ก็ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านข้าวต้มแล้วก็ไปแอบมีอะไรกับลูกค้าเมียเขาก็มาโวยวายที่ร้าน คุณดาหวันเธอก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เพราะมีปัญหาแบบเดียวกัน จนสุดท้ายก็ทำงานในบาร์เสี่ยเจียงแว่วว่าเป็นเมียน้อยเสี่ยเจียงด้วยสิ แล้วเมียแกมาอาละวาดที่บาร์เป็นเรื่องราวใหญ่โตจนเสี่ยงเจียงต้องให้เธอออกจากงาน แล้วคุณดาหวันก็มาเจอคุณปราบไงแม่...”
“เออ... เรื่องนั้นน่ะข้ารู้แล้วเว้ย แค่อยากรู้ว่าแม่คุณดาหวันตายตั้งแต่เด็กๆ จริงมั้ย แล้วคุณดาหวันแกมีพี่น้องรึเปล่า แค่นั้นล่ะ ไอ้นี่ถามนิดเดียวตอบยาวเป็นหางว่าว...” ป้าสำลีบ่นลูกเขยแล้วเดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อทำงานที่ค้างไว้ปล่อยให้เบิ้มยืนเกาหัวแกรกๆ อย่างสงสัยที่วันนี้แม่ยายมาถามเรื่องดวงดาหวันในสิ่งที่รู้อยู่แล้วทำไม...
ส่วนทางด้านดวงยิหวาก็กำลังถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อมื้ออาหารในเช้าวันนี้ผ่านไปด้วยดีอีกวัน หญิงสาวมองตามหลังรถรับส่งนักเรียน ตามด้วยรถกระบะคันใหญ่ของเปลวที่วิ่งออกไป แม้วันนี้ไม่มีเหตุการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างวันก่อน แต่ก็รู้ดีว่าน้องเปรียวยังไม่เปิดใจยอมรับเธอเต็มที่เท่าไหร่นัก แต่เธอจะพยายามให้เด็กหญิงเปิดใจรับตนให้ได้ เพราะเธอเห็นแววตาของน้องเปรียวแล้วก็พลอยทำให้กังวลไปด้วย หากเด็กหญิงไม่ได้รับการขัดเกลาตอนนี้น้องเปรียวจะกลายเป็นเด็กร้ายกาจมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน...
ดวงยิหวาค่อยๆ ปิดประตูห้องนอนของน้องเปรียวอย่างเบามือเมื่อเด็กทั้งสองหลับไปแล้ว หลังจากที่เธออ่านนิทานก่อนนอนให้น้องเปรียวกับน้องปราณฟัง ด้วยอุบายของน้องปราณที่บอกว่าอยากนอนกับพี่สาวแล้วให้เธอเข้าไปอ่านนิทานให้ฟัง แม้แรกๆ เด็กหญิงจะมีท่าทีไม่ค่อยเต็มใจนักแต่เธอรู้ว่าน้องเปรียวนั้นดีใจจนเนื้อเต้นเลยทีเดียว
“เฮ้อ ผ่านไปได้ด้วยดีอีกวันแล้วสินะเนี่ย” หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันกลับมาพบว่าคนตัวโตร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ข้างหลัง
“อุ๊ย... นี่คุณจะมาแบบคนปกติได้มั้ย มาแบบนี้ฉันตกใจนะ”
“ขวัญอ่อนจริงนะ ปกติเธอเห็นผู้ชายแล้ววิ่งเข้าใส่นี่นา ตอนนี้มาทำตกใจ” เปลวยิ้มหยันดวงยิหวาหน้าร้อนด้วยความโมโหที่ถูกเขาสบประมาท
“นี่คุณกรุณาให้เกียรติกันด้วยนะ หากไม่มีอะไรฉันขอตัวไปนอนก่อนนะ” สะบัดหน้าจะเดินหนีแต่ไม่สามารถเดินไปไหนได้เมื่อเขาคว้าข้อมือเรียวไว้
“มานี่ก่อนสิฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ แล้วไม่ต้องมาทำดัดจริตสะบัดสะบิ้งหรอก เพราะฉันไม่เคยคิดพิศวาสผู้หญิงอย่างเธอ”
“คุณ... จะมากไปแล้วนะ ทำไมผู้หญิงอย่างฉันทำไม
“ไม่ต้องมาทำตาขวางใส่ฉัน ฉันมีเรื่องจะบอกเธอนิดหน่อย เรื่องที่เธอจะต้องทำไมใช่แค่จะมาอยู่เฉยๆ เป็นคุณนายไปวันๆ”
“นี่ทุกวันนี้ฉันยังทำไม่พออีกเหรอ” ดวงยิหวาขึ้นเสียงใส่เขาใบหน้าสวยงอง้ำอย่างน่าขัน
“เธอต้องตื่นแต่เช้ามืดทุกเช้าพร้อมป้าสำลี หลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จแล้วเธอก็ต้องไปทำความสะอาดคอกม้า บ่ายเข้าไร่ทำงานเหมือนกับคนงานคนอื่นๆ” เปลวพูดเรื่อยๆ เหมือนมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาสำหรับเธอนี่นา ดวงยิหวานี่นะจะต้องไปทำความสะอาดคอกม้า ทำไร่... ไม่จริง ดวงยิหวาอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ ให้สมกับความเจ็บใจ ดูก็รู้ว่าเขาต้องการแกล้งเธอ มีอย่างที่ไหนที่คุณผู้หญิงของบ้านจะต้องไปทำไร่ล้างคอกม้า...
“แต่ฉันเป็นคุณผู้หญิงของที่นี่นะ จะให้ฉันไปทำงานอย่างนั้นได้ยังไงกัน”
“ก็เพราะเธอเป็นคุณผู้หญิงของที่นี่ไงล่ะเธอถึงยิ่งต้องทำ ฉันเองเป็นเจ้าของไร่ยังทำงานทุกอย่างในไร่เลย คนเรานะหากคิดว่าตัวเองรวยแล้วก็ปล่อยให้คนอื่นทำ หรือว่าตัวเองเที่ยวใช้เงินพ่อแม่ที่หามาอย่างสุขสบายอารมณ์จึงไม่เข้าใจคุณค่าของเงิน...” เปลวหรี่ตาลงมองเธอด้วยแววที่ดวงยิหวาอ่านไม่ออก แต่คำพูดเหน็บแนมกรายๆ ของเขาทำให้ดวงยิหวาอยากตะกุยหน้าเข้มๆ นั่นนัก ก็ที่เขาพูดมานั่นมันคือเธอเลยล่ะ
“ก็ได้ๆ ฉันทำได้อยู่แล้ว...” ในที่สุดดวงยิหวาก็ยักไหล่ตอบเขาอย่างไม่ยี่หระ ไม่มีอะไรที่ดวงยิหวาทำไม่ได้ ลองดูสักตั้งน่า หญิงสาวมองเขาอย่างท้าทาย
“ตกลงตามนั้น พรุ่งนี้เริ่มงานเจ็ดโมงเช้านะ หึหึ” เปลวยิ้มอย่างพอใจแล้วเดินจากไป ดวงยิหวามองตามไปอย่างฉุนเฉียว
“หึ หากไม่ติดที่ว่าฉันอยากรู้ว่าดวงดาหวันคือใครแล้วก็ไม่อยากกลับไปถูกคลุมถุงชนนะ ฉันไม่มีทางยอมให้นายมาข่มกันหรอก อีตาเปลวปากเปราะเอ๊ย...”
ว่าแล้วก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแล้วตะกุยตะกายทุบที่นอนปุบๆ เพื่อระบายความฉุนเฉียวในใจที่ต้องมาตกเป็นรองเปลวในตอนนี้ แล้วยังตั้งฉายาใหม่ให้กับเปลวอีกด้วย อีตาเปลวปากเปราะ...
เปลวมองเอกสารในมืออีกครั้งก่อนจะเก็บมันไว้ในลิ้นชักของโต๊ะทำงานตัวใหญ่แล้วใส่กุญแจล็อกไว้ ร่างสูงเอนกายพิงพนักของเก้าอี้ตัวใหญ่พลางยิ้มจางๆ ในหน้า เธอไม่ใช่ดวงดาหวันจริงๆ ทำไมนะเขาถึงรู้สึกปลอดโปร่งอย่างนี้ เขารู้ดีว่าดวงยิหวายอมสวมสวมรอยดวงดาหวันเพราะอะไร จากประวัติที่ละเอียดยิบที่นักสืบฝีมือดีของเขา
