บทที่ 2 ตอนที่ 1

"ไม่ไปจริงดิ" เสียงติดจริตเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกุมมือเขาเอาไว้ทั้งสองข้าง ดวงตากะพริบปริบ ๆ คล้ายต้องการคำตอบที่น่าพอใจทำเอาเจ้าตัวอึกอักเพราะไม่รู้ว่าจะตอบรับคำเชิญชวนนั้นดีไหม 

"แต่เราไม่เคยไปอะ" เฟิร์สพูดออกไปตามจริง เขาเป็นเด็กบ้านนอกเพิ่งเข้ากรุง ครั้นจะให้เข้าผับเข้าบาร์ตามเพื่อนพานจะทำให้อึดอัดไม่สนุกกันมากกว่า 

"ไม่เคยก็ต้องเคยซะตอนนี้ดิ" นิคกี้กล่าวจบถึงได้ปล่อยมือเขาลงแล้วทำหน้าเหนื่อยอกเหนื่อยใจ

"งั้นเดี๋ยวคิดอีกทีนะ"

"ให้เวลาถึงพรุ่งนี้" คนชวนกำชับอีกรอบ

ถ้าถามว่าอยากไปหรือเปล่า เฟิร์สยอมรับว่าเขาเองสนใจอยู่เหมือนกัน แต่เป้าหมายที่เข้ามาเรียนกรุงเทพเพราะคำดูถูกจากคนรอบข้าง หากใจแตกไปเที่ยวในที่แบบนั้นเขาอาจจะถูกตำหนิจากคุณพ่อเอาได้ ทำอวดดีมาเรียนกรุงเทพเพื่อพิสูจน์ตนเองกลับออกนอกลู่นอกทาง

เฟิร์สเก็บหนังสือลงกระเป๋าเป็นเวลาเดียวกันกับที่เพื่อนอีกสองคนเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม

"มากดดันเฟิร์สอีกแล้วเหรอนิคกี้" จิ๊บเข้ามาถามอย่างอารมณ์ดีพลางวางกระเป๋าลงด้านข้าง 

"ถ้ายอมไปแต่แรกจะตามตื๊อทำไม" นิคกี้กระเง้ากระงอดรู้สึกอยากพาเพื่อนคนนี้ไปเปิดหูเปิดตาเหมือนคนอื่นบ้าง หากเฟิร์สมันไม่เล่าความเครียดออกมาให้เขาฟังนิคกี้จะไม่พยายามชวนขนาดนี้หรอก

"เออน่ะ อย่าไปบังคับมากเลย" ทิมพูดตัดบททุกคนพลางส่ายหน้า มันจะอะไรกันนักหนาเรื่องเที่ยว นิคกี้พอได้ยินอย่างนั้นก็บุ้ยปากแล้วสะบัดหน้าหนีพร้อมกอดอก ทำเอาเฟิร์สที่นั่งมองเพื่อนสามคนกำลังเถียงกันถึงกับยิ้มเฝื่อนๆ

"สรุปอาจารย์อรอนงค์เขาให้ทำงานเกี่ยวกับอะไร" จิ๊บหันมาถามเรียบ ๆ ใครตอบก็ได้เพราะเธอเองไม่ค่อยอยากสนใจวิชานี้นัก ค่อนข้างปวดหัว ยังดีที่เป็นวิชาเน้นชิ้นงาน

"น่าจะเป็นเรื่อง--"

"ว้ายยยย!" เสียงร้องประหนึ่งระเบิดลงทำเอาทุกคนบนโต๊ะตระหนกตกใจไปพร้อมกัน ทิมเตรียมจะยกหนังสือตีหัวนิคกี้แล้วหากอีกฝ่ายไม่รีบบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงร้องเสียงดังเช่นนั้น

"พี่ศาสตราลงรูป!" 

"จริงเหรอ!" จิ๊บพอได้ยินชื่อคนที่ตนชื่นชอบก็รีบกระวีกระวาดแย่งโทรศัพท์มาจากนิคกี้ทันที

"ฉันยังดูไม่จบเลยนะยะ!" นิคกี้แผดเสียงดังลั่นพร้อมเท้าสะเอว ก่อนจะรีบเดินไปฝั่งตรงกันข้ามเพื่อร่วมดูรูปหนุ่มหล่อประจำมหาลัย มันสร้างความงุนงงให้เฟิร์สไม่น้อย ดวงตากลมเลยทอดมองไปยังทิมที่นั่งนิ่งเหมือนชินแล้ว

"ใครเหรอ?" เฟิร์สรีบหันไปถามทิมที่ดูไม่ค่อยสนใจทันที

"ผู้ชายนั่นแหละ อยู่ปีสี่คณะบริหาร" 

"หล่อมากเลยเหรอ" เฟิร์สเอียงคอถาม ทิมพยักหน้า สำหรับผู้ชายทั้งแท่งอย่างเขายอมรับว่าหล่อมาก แต่ใช่ว่าจะคลั่งไคล้เท่ากับสองคนนั้นที่นั่งกรี๊ดกร๊าดไม่หยุด เฟิร์สหันไปย่นคิ้วเหมือนอยากดู นิคกี้เลยส่งโทรศัพท์มาให้เขาดูบ้าง

"ดูแล้วห้ามชอบนะ ของฉันจ้าาา" นิคกี้ลากเสียงยาวแสดงความเป็นเจ้าของเต็มที่ 

"...." เฟิร์สลดสายตาลงมองรูปในโทรศัพท์ เห็นเป็นผู้ชายคนหนึ่งยืนถ่ายรูปหน้ากระจก โดยมีโทรศัพท์บังไปครึ่งใบหน้า เขาเห็นเพียงเท่านี้ก็ไม่แปลกใจเลยหากทั้งสองคนจะชื่นชมชอบ ส่วนสูงคาดว่าน่าจะต้องสูงมากแน่ ๆ ไหนจะหุ่นที่อยู่ภายใต้เสื้อยืดและรอยสักตรงลำคอรวมไปถึงแขนข้างขวา เฟิร์สไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังสำรวจผู้ชายคนนี้อยู่

"ทำไมคุ้นจัง.." พึมพำเสียงแผ่ว แต่ก็พยายามละเลิกความสนใจไปแล้วส่งโทรศัพท์คืนเพื่อน..เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกจะไปคุ้นได้ยังไง 

"ลุก ๆ อีกสิบนาทีถึงเวลาเข้าโรงเชือด" ทิมเก็บหนังสือลงกระเป๋าแล้วเอ่ยบอกเพื่อนให้เลิกบ้าผู้ชายก่อนที่จะขึ้นเรียนสาย เฟิร์สถอนลมหายใจ..เขายอมรับว่ารู้สึกแปลก ๆ อย่างไรชอบกล

ตกเย็น

หลังจากติวกับเพื่อนเสร็จเรียบร้อยแล้วเฟิร์สเลยขอตัวกลับก่อนเนื่องจากเขาต้องขึ้นรถเมล์ประจำทางกลับบ้าน 

"ไม่ให้ไปส่งเหรอ"

"ไปรับน้องเถอะเดี๋ยวช้า" เฟิร์สรีบบอกทิมที่จะอาสาไปส่งเขา ตอนเย็นกรุงเทพรถค่อนข้างติด กว่าจะไปส่งเขาหรือกว่าจะวนกลับมาอีก เฟิร์สโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินออกมารอรถเมล์ที่ป้าย ซึ่งห่างจากมหาวิทยาลัยไม่ไกลมากนัก 

รอราวสิบนาทีเห็นจะได้ ตัวรถเมล์ถึงเคลื่อนเข้าจอดพร้อมหมู่คนมากมายที่แย่งกันขึ้น เฟิร์สเองเป็นหนึ่งในนั้น..

"อึก.." เขามาหยุดยืนระหว่างกลาง มือเล็กเหมือนจะยกขึ้นโหนที่จับ ทว่าสวนสูงของเขาไม่ค่อยเอื้ออำนวยนัก ครั้นจะขอเกาะเบาะก็ต้องแทรกแขนเข้าไป พ่อเขาสูงร้อยหกสิบ แม่ร้อยห้าสิบสามไม่แปลกนักที่เขาจะแคระแกร็นจนใช้ชีวิตยากลำบากขนาดนี้ สูงร้อยห้าสิบเก้าตอนอายุยี่สิบเอ็ดคงไม่มีหวังสูงมากกว่านี้แล้ว คิดแล้วน้อยอกน้อยใจตนเองจนเผลอลืมทรงตัวเมื่อรถเมล์จอดที่ข้างทางกะทันหัน

"เอ๊อะ!"

หมับ 

คนที่กำลังจะล้มคะมำไปชนคุณป้าด้านหน้ากลับถูกคว้าเข้าที่เอวบางจากฝ่ามือใหญ่ของใครบางคน ก่อนเขาจะถูกรั้งกลับมาจนแผ่นหลังเล็กปะทะเข้ากับอกแข็ง ๆ

"ขะ..ขอบคุณครับ" เฟิร์สรีบเอ่ยขอบคุณทันที เกือบไปแล้วเชียว 

"ไม่เป็นไร.." เป็นเพียงเสียงทุ้มที่ตอบรับกลับมา เฟิร์สจะหันไปขอบคุณก็ไม่ได้เพราะถูกรวบเอวเอาไว้อยู่..เหมือนเด็กคนหนึ่ง เขาเพียงเหลือบมองท่อนแขนที่อุดมไปด้วยเส้นเลือดและมีรอยสักโผล่พ้นเสื้อนักศึกษาซึ่งพับไปถึงข้อศอก 

เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนด้านหลัง เพราะหมดหนทางแล้วจริง ๆ อีกอย่างผู้ชายคนนี้ตัวสูงมากจนเขาเองอยู่เพียงอก แถมกลิ่นหอมที่เหมือนกลิ่นประจำกายนั่นอีก 

 เฟิร์สที่จู่ ๆ ใจเต้นถึงได้เม้มริมฝีปาก เขาไม่ค่อยแปลกใจนักเพราะชอบผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก พอมีคนตัวสูง ๆ อกกว้างขวางมายืนซ้อนด้านหลังมันอดไม่ได้ที่จะเขิน 

"ฮัลโหล.."

'มึงอยู่ไหนเนี่ย กูขับรถวนหาสามรอบ'

"รถเมล์" 

'อ้าวไอ้เหี้ย แล้วทำไมไม่รอกูก่อนวะ'

เฟิร์สนิ่งเงียบฟังคนทั้งสองคุยกันผ่านทางโทรศัพท์

"กูขี้เกียจรอ อีกอย่างรถเมล์สายนี้ผ่านคอนโดกูพอดี"

'แล้วมึงเอารถไปซ่อมที่ไหน'

"อู่เฮีย" ตอบเสียงเรียบ ทำให้เฟิร์สรู้ว่าคนด้านหลังเขาคงรถพังเลยต้องมาขึ้นรถเมล์ที่แออัดแบบนี้ 

'เออ ๆ มึงนี่มันเดาใจยากฉิบหาย' 

 เฟิร์สยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่กล้าที่จะขยับตัว พอมาถึงป้ายรถเมล์หน้าหอที่เขาต้องลงเลยค่อย ๆ ผละออก

"ขอบคุณนะครับ.." ด้วยชั่วโมงที่เร่งรีบทำให้เฟิร์สรีบหันไปขอบคุณคนที่ช่วยเขาเอาไว้ เป็นเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้นที่เฟิร์สได้มองคนตรงข้าม ก่อนจะถูกเบียดให้ลงจากรถ

'ไอ้สาส ไอ้สาสโว้ย!'

"...."

'ไอ้ศาสตรา!' สิ้นเสียงตะโกนโหวกเหวกของเพื่อน ศาสตราถึงคืนสติ 

"เออ จะตะโกนหาพ่อมึงเหรอ" ศาสตราตอกกลับเสียงขุ่น เพราะเมื่อครู่เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์บางอย่างทันทีที่ได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้ม ศาสตราส่ายหน้าไล่ความคิดแปลกประหลาดก่อนจะด่าเพื่อนสนิทด้วยถ้อยคำหยาบไปหนึ่งคำแล้วกดวางสาย แต่กระนั้นเรียวคิ้วคมก็ยังขมวดเป็นปม เขากวาดสายตาออกไปมองด้านนอกกลับพบเพียงความว่างเปล่า..

วันต่อมา

"สรุปไปใช่ไหมเฟิร์ส"

"อือ แต่ไปแป๊บเดียวนะ" เฟิร์สรีบออกตัวก่อนเพราะกลัวเพื่อนของตนเองจะบังคับให้เขาอยู่นาน ๆ อีกอย่างถ้าหากพ่อโทรมาเขาต้องรีบรับสายด้วย หากท่านรู้ว่าไปเที่ยวในสถานบันเทิงแบบนั้น มีหวังถูกดุแล้วเรียกกลับบ้านแน่ 

"แล้วจะติดใจ" นิคกี้หัวเราะคิกคักชอบใจมากจนทิมที่นั่งมองอยู่จำต้องส่ายหน้า 

"...."

"งั้นไปแต่งตัวกันเลยดีกว่าเนอะ เย็นละ" นิคกี้จับมือเฟิร์สให้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้หินอ่อนแล้วหันไปบอกเพื่อนอีกสองคนถึงที่นัดแนะและเวลา

เขาถูกนิคกี้ลากตัวมาที่หอแล้วจัดการนำเสื้อผ้ามาแต่งตัวให้ใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เขายอมรับว่าไม่เคยแต่งแบบนี้ พอเสร็จแล้วออกจะเขินอยู่เหมือนกัน แม้จะเป็นเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาวสีครีม เซตทรงผมจนเป็นทรงที่ดูดี เฟิร์สมองตนเองในกระจกด้วยความประหม่าเล็กน้อย ก่อนที่นิคกี้ซึ่งแต่งตัวจัดเต็มกว่ามากจะรีบลากเขาออกจากห้องแล้วตรงดิ่งไปยังบาร์ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่

ตัวรถมอเตอร์ไซค์เคลื่อนเข้าจอด ดวงตากลมกวาดมองโดยรอบอย่างสำรวจ 

"ไปได้แล้ว เดี๋ยวโดนวีนที่มาสาย" คนที่แต่งตัวนานรีบดึงข้อมือเฟิร์สให้เดินตามเข้าไป แสงสีรวมไปถึงเสียงไม่ได้ดังกระหึ่มเหมือนในหนังหรือซีรี่ส์ที่เขาดู เฟิร์สรู้สึกว่าคนที่นี่ค่อนข้างเยอะพอสมควร มีบ้างที่เขาหันไปสบตากับคนอื่นที่มองมาทางเขาอยู่แล้ว

"ใช้เวลากะเทยอีกละ" จิ๊บพอเห็นร่างของเพื่อนสาวถึงกับเท้าสะเอวด้วยความหมั่นไส้ นิคกี้เบ้ปากอย่างไม่สำนึกผิดเพราะเขาชอบล่วงเวลาเป็นประจำอยู่แล้ว 

"มาเฟิร์ส นั่งตรงนี้เลย" นิคกี้จับไหล่เล็กให้นั่งลงบนเก้าอี้เนื้อดี เฟิร์สมองรอบร้านอย่างสำรวจ ก่อนที่เพื่อนสนิทจะรีบผสมเหล้าให้เขาลองดื่ม 

"หมดแก้วนะลูก"

"...." เฟิร์สมองหน้าเพื่อนก่อนจะรับแก้วเหล้ามาดื่ม สัมผัสแรกเขารู้สึกว่ารสชาติมันไม่ค่อยดีแต่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่จนเผลอดื่มเข้าไปแทบหมดแก้ว

"เดี๋ยวลองกินที่จิ๊บแนะนำดีกว่า" จิ๊บเริ่มแนะนำบ้างก่อนจะยกมือขึ้นเรียกพนักงานประจำร้าน 

"รับเป็นอะไรดีครับคุณผู้หญิง"

"วิสกี้ให้เพื่อนพี่หน่อยค่ะสุดหล่อ" เมื่อสั่งแล้วพนักงานหนุ่มถึงหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มมุมปาก

"รอสักครู่นะครับ" 

ผ่านไปเพียงครู่เดียวพนักงานคนเดิมก็กลับมาพร้อมแก้วในมือแล้วส่งให้เฟิร์สด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

"ขอบคุณครับ" เอ่ยตอบเสียงแผ่วเพราะสายตาที่มองเขามาเหมือนสื่อความหมายบางอย่าง เฟิร์สยกแก้วขึ้นดื่มทีเดียว..เขาอยากลองอะไรสีสวย ๆ แบบนี้มานานแล้ว และหลายแก้วต่อหลายแก้วก็ถูกส่งมาให้เขา ครั้นจะปฏิเสธเพื่อนก็กลัวจะเสียน้ำใจเลยดื่มทุกแก้วที่ส่งมาทั้งหมดจนหนังตาเริ่มปรือและเหม่อลอยขึ้นเรื่อย ๆ

"พอ ๆ เริ่มเมาแล้ว" ทิมที่นั่งมองมานานยกมือขึ้นปรามเพื่อนทั้งสอง 

"ทำไม"

"เฟิร์สมันไม่ไหวแล้ว คออ่อนขนาดนี้ พอ ๆ " ทิมปัดมือนิคกี้ออก แล้วหันมาดื่มในส่วนของตน หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นจนโต๊ะของเขาต้องหันไปมอง เฟิร์สที่ดวงตาพร่าเบลออยากมองบ้างแต่ก็ไม่ชัดพอ เห็นเพียงว่าเป็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งเท่านั้นซึ่งเข้ามานั่งโต๊ะตรงกันข้าม เฟิร์สที่เริ่มติดใจเหล้ารสหวานก็เริ่มดื่มเรื่อย ๆ จนแก้มขาวนวลแดงซ่านราวมะเขือเทศ

"หล่อทั้งแก๊ง วาสนาฉันสักคนเถอะ" 

"...." เฟิร์สนั่งหลับตาอยู่นานก่อนจะถูกคนข้างกายสะกิด เขาถึงได้หันไปมองแล้วเลิกคิ้วขึ้น

"ถ้ากล้าเข้าไปอ่อยผู้ชายแก๊งนั้น...นิคกี้ให้สามพัน" 

"อย่าไปแกล้ง" ทิมรีบค้าน หากเดินเข้าไปในกลุ่มที่มีผู้ชายเกือบสิบจะกลายเป็นตัวตลกเอาเปล่า ๆ

"สามพันเลยเหรอ" เฟิร์สหันมาถามเสียงยานคาง ตั้งแต่ดื่มเหล้าเข้าไปมันทำให้เขาร้อนจนต้องปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนสองเม็ด เผยให้เห็นไหปลาร้าและผิวขาวเนียน ทิมเห็นอย่างนั้นถึงกับอึกอัก

"กล้าหรือเปล่า กล้ามากรุงเทพก็ต้องกล้าดิ..แต่ต้องเป็นคนหล่อที่สุดในกลุ่มนะ" จิ๊บเอ่ยเสริมเพราะเริ่มเมากรึ่ม ๆ แล้วเหมือนกัน 

"มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องยุ ฟะ--" ทิมกำลังหันไปปราม ทว่าเพื่อนของเขากลับลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินหน้าแดงก่ำไปที่กลุ่มนั้น สร้างความตกใจให้กับทุกคนเพราะไม่คิดว่าคนอย่างเฟิร์สจะกล้าทำ 

"เชี่ย มันเอาจริง" นิคกี้อ้าปากค้าง ทำท่าจะเข้าไปดึงแขนเพื่อนให้กลับมา แต่เหมือนจะสายไปแล้วเพราะไอ้เฟิร์สดันเดินไปถึงกลุ่มนั้นเรียบร้อย

คนเมายืนไล่สายตาไปทีละคน แถมคนทั้งกลุ่มยังนั่งมองมาทางเขาราวกับมึนงงว่ามายืนทำไมตรงนี้ ก่อนดวงตากลมจะสะดุดเข้าที่คนตรงหน้า ริมฝีปากอิ่มแดงธรรมชาติเม้มเข้าหากันพร้อมพรูลมหายใจออกมาทางปาก ด้วยความเมาหรือฤทธิ์อะไรก็ไม่รู้ทำให้เขาใจกล้าบ้าบิ่นมากขนาดนี้ แม้ภายนอกจะดูแตกต่างจากการกระทำตอนนี้ แต่เฟิร์สเองมีเรื่องที่อยากลองเหมือนคนอื่น และตอนนี้กำลังถูกเหล้าเข้าครอบงำพร้อมทำตามความต้องการ

ตุบ..

เสียงก้นตกกระทบลงบนตักของคนที่เฟิร์สหมายปองเอาไว้ 

"ทำอะไร.." เสียงทุ้มเอ่ยถาม เฟิร์สไม่ได้ตอบแต่วางฝ่ามือลงบนแผ่นอก

"ชื่ออะไรเหรอครับ"

"...." 

เมื่ออีกคนไม่ตอบกลับมาเฟิร์สทำได้เพียงบึนปาก แล้วค่อย ๆ ยกแขนขึ้นกอดรอบลำคอ 

"ผมชื่อเฟิร์สนะ" เขาแนะนำตัวไปก่อนแถมยังส่งสายตายั่วยวนที่ตัวเองชอบลองทำตอนอยู่คนเดียวบ่อยๆ ใครจะไปรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงเขาเองก็มีความต้องการทางเรื่องแบบนี้เหมือนกัน เฟิร์สเลียริมฝีปากก่อนจะบดคลึงก้นตนเองไปกับหน้าตักแผ่วเบา เขาได้ยินเสียงลมหายใจทุ้มต่ำที่ข้างหูนั่นยิ่งทำให้เฟิร์ส กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ

"รู้หรือเปล่าว่ากำลังทำอะไร" เป็นคำแรกที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากพินิจมองเด็กตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว เฟิร์สเลยจ้องหน้าและรับรู้ถึงสายตาคาดโทษ เหมือนกับจะจับเขามาฟาดก้นอย่างนั้นแหละ

"รู้ครับ ไม่อย่างนั้นผมจะทำเหรอ" เฟิร์สบดก้นลงมากกว่าเดิมแถมยังกัดริมฝีปากล่างยั่วยวนไม่เลิกจนเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังผงาดขึ้นมา พอรู้ว่าตนเองกำลังจะทำสำเร็จถึงได้จ้องหน้าคนที่เขานั่งอยู่บนตัก 

"อ๊ะ!" เฟิร์สสะดุ้งเฮือกเมื่อเอวทั้งสองข้างถูกบีบแล้วขยำเบา ๆ เขาเลยเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะนิ่งไปเมื่อเห็นว่ากำลังถูกจ้องมาแบบไหน มือที่ใหญ่กว่ายกขึ้นเกลี่ยเส้นผมข้างใบหู 

"อยากขนาดนั้นเลยหรือไง..อองตอง" 

"...." เฟิร์สนิ่งเงียบคล้ายตกใจที่ตนถูกเรียกชื่อจริงสมัยยังเด็ก เขาเพ่งมองใบหน้าคมคายอย่างไม่เข้าใจ

"โตมาดื้อขนาดนี้ได้ยังไงกัน"

"...." เฟิร์สกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนร่างของเขาจะลอยหวือเมื่อจู่ ๆ คนที่เฟิร์สนั่งตักดันลุกขึ้นเต็มความสูง คนตัวน้อยเลยรีบใช้แขนคล้องลำคอแกร่งเอาไว้แน่น

"กูกลับก่อนนะ มีเรื่องต้องสั่งสอนเด็กน้อยนิดหน่อย" ศาสตราหันไปบอกเพื่อนตนเองที่นั่งทำหน้างงงวย ก่อนจะลดสายตาลงมองร่างแน่งน้อยในอ้อมแขนที่ช้อนสายตาขึ้นมาเหมือนกัน

เฟิร์สนิ่งเงียบ ทะ..ทำไมต้องมองเขาด้วยแววตาจริงจังแบบนั้นด้วย 

TBC.

นั่งเขียนนานมากกกก แนะนำกันได้นะคะ พอดีไรท์ยังไม่ขึ้นมหาลัย+ยังไม่เคยเข้าผับเข้าบาร์ ไม่เคยกินเหล้าด้วยซ้ำ ฮือ ใช้ครูกูเกิ้ลช่วยบอก 

ก่อนไปฝากกดหัวจัยด้วยนะคะะ!

เม้นมาเยอะ ตอนจะไปเร็วม้ากกกกก ขอเม้นนนน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป