บทที่ 10 10

“ตอนนี้เอิร์นทำใจให้สบายนะไม่ต้องคิดอะไรมาก หรือถ้ามีเรื่องอะไรที่กลุ้มใจก็ปรึกษามินได้ อาจจะช่วยไม่ได้มากแต่มินจะเป็นเพื่อนที่พร้อมรับฟังเอิร์นเสมอ ส่วนเรื่องงานก็ทำกับมินไปก่อน เอาไว้เอิร์นสบายใจขึ้นแล้วคิดออกว่าอยากทำอะไรตอนนั้นก็ค่อยขยับขยายก็ได้”

มินตราดีใจที่อารีรัตน์ตอบตกลงมาช่วยงานเธอเพราะในคาเฟ่จะขายแยมผลไม้ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสองคนร่วมหุ้มกันสร้างขึ้นมา

แยมผลไม้ตัวมัม ชื่อง่าย ๆ เพื่อที่ลูกค้าจะได้อ่านไม่ยากและจำชื่อแยมผลไม้ของพวกเธอทั้งสองคนได้ง่ายด้วย จุดเริ่มต้นเกิดจากอารีรัตน์ที่อยากทำอะไรเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องคอยรับเงินจากสามีอย่างเดียว ทำให้เธอเอ่ยชวนมินตรามาร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกัน

และที่มาสรุปจบที่แยมผลไม้ก็เพราะเด็กน้อยทั้งสองชอบกินแยมส้มมาก เป็นความชอบที่อันนาและตังเมชอบเหมือนกัน แต่ก็กินได้ทุกแยมขอแค่ให้เป็นแยมก็พอ ด้วยความชอบของลูก เธอจึงเลือกทำแยมโดยที่แยมของตัวมัมจะต้องมีรสชาติอร่อยสะอาดและปลอดภัย ที่สำคัญคือความหวานที่หวานไม่มากแต่ต้องไม่ทำให้รสชาติแย่ เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี

ตอนนี้ผลิตภัณฑ์หลักคือแยมผลไม้รวมและแยมส้มและรสชาติอื่น ๆ ที่จะตามมาแต่รออารีรัตน์คิดสูตรที่สมบูรณ์ก่อนเมื่อเธอมั่นใจว่าได้รสชาติที่ต้องการแล้ว เธอจะส่งไปให้โรงงานเริ่มผลิตต่อทันที

“ขอบคุณนะมิน” อารีรัตน์ขยับเข้าไปกอดเพื่อนรักของเธอเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง

“มินก็ขอบคุณเอิร์นเหมือนกันนะ ตังเมคาเฟ่คงต้องฝากไว้ที่มือของเอิร์นแล้วละ”

“งื้อ ไม่ต้องห่วง เอิร์นจะบริหารคาเฟ่ให้มินอย่างสุดความสามารถและขอให้ธุรกิจสวนกุหลาบของมินเจริญรุ่งเรือง เฮง ๆ ปัง ๆ เลยนะจ๊ะ”

เพื่อนเธอทั้งสวยทั้งขยันทำธุรกิจ อารีรัตน์เห็นมินตราเป็นแบบอย่างที่ดีเธอจึงอยากหาอะไรทำเองบ้าง เราสองคนอาภัพรักทั้งคู่แต่มินตรายังมีความสุขได้ และมินยังเป็นคุณแม่คนเก่งที่เลี้ยงลูกคนเดียวโดยไม่มีสามีมาช่วย แถมธุรกิจก็ไปได้สวยอีก เมื่อเห็นเพื่อนสาวเข้มแข็งได้ขนาดนี้ แม้จะเศร้าใจเรื่องสามีแต่ก็ยังมีความสุขกับสิ่งรอบตัวได้ อารีรัตน์ก็จะต้องทำได้บ้าง เธอจะเลี้ยงอันนาด้วยสองแขนและสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง

“สาธุเลยจ้า มินน้อมรับพรค่ะ” มินตราพนมมือยกขึ้นเหนือหัวก่อนจะทำหน้าทะเล้นใส่

ตอนนี้เธอยอมทำอะไรก็ได้เพื่อได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ ของอารีรัตน์ เพื่อนของเธอเป็นคนที่ดีมาก มองโลกในแง่ดีเสมอและคิดถึงความสุขของคนอื่นก่อนตัวเอง แต่ตอนนี้เพื่อนคนดีของเธอกำลังเจอความทุกข์ แถมเป็นทุกข์ที่เจ้าตัวเท่านั้นจะช่วยตัวเองได้ มินตราเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากแบบนี้มาแล้วเธอถึงได้เข้าใจอารีรัตน์เป็นอย่างดี และภาวนาขอให้เพื่อนของเธอเดินออกจากความทุกข์ครั้งนี้ได้ในเร็ววัน

“ตังเมขา เราต้องกลับบ้านกันแล้วค่ะลูก” เรียกชื่อลูกสาวได้ไม่นาน ตังเมก็เดินจับมือออกมาพร้อมอันนาในมือมีห่อขนมติดมาด้วย สงสัยจะเป็นอันนาที่พาเพื่อนรื้อกระเป๋าหาขนมออกมากินกันระหว่างที่แม่ ๆ กำลังนั่งคุยกันนอกบ้าน มือถือขนมส่วนแก้มและปากเลอะช็อกโกแลตเต็มไปหมด ไม่รู้ว่ากินหรือเอามาทาหน้าเล่นกันแน่ เฮ้อ

“สวัสดีค่ะน้าเอิร์น บ๊ายบายนะอันนา”

“บ๊ายบายตังเม พรุ่งนี้อันนาจะไปหานะ” พูดไปแล้วถึงค่อยเงยหน้ามองผู้เป็นแม่อย่างขออนุญาต ยิ้มแฉ่งเป็นการออดอ้อนให้คุณแม่ตามใจ

“พรุ่งนี้ก็ได้เจอกันอยู่ดีค่ะน้องอัน” เพราะพรุ่งนี้เธอต้องเข้าไปทำงานที่ตังเมคาเฟ่ ยังไงก็ต้องได้เจอมินตราและลูกสาวก่อนอยู่แล้วเพราะเพื่อนรักของเธอต้องแวะเข้ามาแนะนำเธอกับพนักงานคนอื่น ๆ และสอนงานผู้จัดการร้านให้เธอก่อนถึงจะไปดูสวนกุหลาบต่อได้

“เย้ ๆ น้องอันจะได้เล่นกับตังเมอีก”

“สวัสดีค่ะน้ามิน พรุ่งนี้รอน้องอันก่อนนะ” เจ้าตัวแสบกลัวจะไม่ได้เจอหน้าเพื่อนจึงรีบบอกคุณแม่ของตังเมเอาไว้ก่อน อารีรัตน์ต้องส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความแสบซนของลูกสาว เด็กเห่อเพื่อนจริง ๆ เลยคนนี้ ทำเหมือนตัวเองไม่เคยมีเพื่อนทั้งที่ก็มีเพื่อนในหมู่บ้านเต็มไปหมด

คงเป็นเพราะรู้ตัวว่าจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าอีกแล้วแน่ ๆ อันนาถึงได้ดีใจมากที่มีตังเมเป็นเพื่อนของเธอที่นี่ คนเป็นแม่คิดแล้วอดรู้สึกผิดต่อลูกไม่ได้ อารีรัตน์โทษตัวเองที่อ่อนแอมากเกินไป เธอพ่ายแพ้ให้กับความเสียใจและเลือกที่จะเอาความสบายใจของตัวเองมาก่อนโดยไม่ถามความต้องการของลูก

“อันนา” ย่อตัวลงไปนั่งให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกันกับลูกสาว ยกมือขึ้นเช็ดคราบขนมที่เลอะไปทั่วแก้มแดง ๆ เหมือนลูกแอปเปิ้ลก่อนจะจับมือน้อย ๆ มากุมเอาไว้แล้วระบายยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ลูกสาว

“ขา คุณแม่”

“ถ้าปะป๊ามาหาเราทุกวันไม่ได้เพราะติดงาน อันนาจะโกรธปะป๊าไหมคะ” ไม่รู้ว่าเป็นคำถามที่ยากเกินไปสำหรับเด็กสามขวบหรือเปล่าแต่อารีรัตน์ก็เลือกที่จะถามเพราะเธออยากรู้ว่าลูกจะตอบอย่างไร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป