บทที่ 11 11
“อืม...” เด็กน้อยทำหน้าครุ่นคิด เอียงคอไปด้วยขณะที่กำลังใช้ความคิดทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำถามและหาคำตอบเพื่อตอบคุณแม่ของเธอ
“ปะป๊าทำงาน งานยุ่งมาก”
เป็นเรื่องที่อันนาคุ้นชินมาตั้งแต่เธอเริ่ม ๆ จำความได้ เวลาทั้งวันเธอจะอยู่กับคุณแม่มากกว่าเพราะรู้ว่าที่ปะป๊าต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและกลับเข้ามาตอนค่ำ ๆ ก็เพราะออกไปทำงานและถ้าวันไหนปะป๊าของอันนากลับช้ากว่าปกติคุณแม่ก็จะบอกว่าปะป๊างานยุ่งมากทำให้กลับบ้านช้า และอันนาจะได้เจอหน้าปะป๊าในเช้าวันถัดไป ปะป๊าจะคอยที่โต๊ะทานข้าวเพื่อรอป้อนมื้อเช้าให้เธอเสมอ
“น้องอันไม่โกรธค่ะ เพราะปะป๊าทำงานหนักเพื่อดูแลน้องอันกับคุณแม่” คำตอบของอันนาทำให้อารีรัตน์ต้องอมยิ้มและรู้สึกเบาใจที่ลูกสาวเข้าใจว่าปะป๊าทำงานหนักก็เพื่อลูกคนนี้และดีใจมากที่อันนาจะไม่โกรธปะป๊า
“วันนี้ปะป๊าก็งานยุ่งเหรอคะคุณแม่” เปลี่ยนมาเอียงคออีกข้างแล้วถามคุณแม่กลับไปบ้าง สีของท้องฟ้าทำให้อันนารู้ว่าเวลานี้จะเป็นเวลาที่เธอต้องได้เจอหน้าปะป๊าแล้วแต่ก็ยังไม่เจอ ทำให้เด็กน้อยเข้าใจไปเองว่าที่ปะป๊ายังไม่กลับมาก็เพราะปะป๊างานยุ่ง
“จ้ะ” อารีรัตน์เลือกที่จะตอบเออออไปในทางที่ลูกสาวของเธอกำลังเข้าใจอยู่ แม้ในใจจะเจ็บแปลบ ๆ ที่เธอเองก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าอินทัชจะไม่มาหาเธอกับลูกแน่ วันนี้คือวันแรกที่เขาได้รับอิสรภาพของตัวเองคืน ป่านนี้คงดีใจเป็นลิงโลดแล้วใช้ชีวิตโสดอย่างเต็มที่อยู่แน่ ๆ
“เข้าบ้านกันดีกว่าน้องอัน”
“น้องอันหิวมากเลยค่ะคุณแม่” ทำหน้าอ้อน ๆ แล้วยกมือขึ้นมาลูบพุงของตัวเองด้วย
“ยังหิวอีกเหรอคะ คุณแม่คิดว่าน้องอันจะอิ่มขนมแล้วซะอีก” อารีรัตน์โยนเรื่องที่ทำให้เธอเป็นทุกข์ไว้นอกบ้านแล้วจับมือลูกน้อยเดินกลับเข้าไปในบ้าน ถึงเวลาที่เธอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกสาวแค่สองคนและจะเริ่มตั้งแต่มื้อเย็นนี้เป็นต้นไป
หากเขาไม่มาเธอก็ไม่จำเป็นต้องรอ เป็นแบบนี้ก็ดีเธอจะได้รู้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่ใจร้ายเกินคน ใจร้ายกับเธอคนเดียวอารีรัตน์ยังพอทนได้แต่เขาใจร้ายกับลูกด้วยอันนี้เธอคงทนไม่ได้จริง ๆ เบอร์โทรศัพท์เธอก็ไม่ได้เปลี่ยน แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ติดต่อมา ไม่ต้องเป็นห่วงเธอก็ได้แต่อย่างน้อยเขาต้องเป็นห่วงลูก ต้องถามถึงลูกบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเงียบแบบนี้ ‘เอิร์นจะเปลี่ยนเบอร์’
“เอิร์นจะใจร้ายบ้าง พี่โอบอย่ามาว่ากันนะคะ”
:
:
ผับชื่อดังย่านทองหล่อ
“เฮ้ยไอ้โอบ นี่มึงจะไม่กลับบ้านไปหาลูกหาเมียเหรอวะ ปกติดื่มได้แค่ไม่กี่แก้วก็ต้องรีบลุกกลับไปนอนกอดเมียแล้ว” ชัชชัยเอ่ยแซว ใบหน้าแดงก่ำตาเยิ้มเพราะดื่มไปหลายแก้วและกำลังเมาได้ที่ เมาแล้วแต่ยังเหลือสติแซวเพื่อนได้
“กูโสดโว้ย ตอนนี้โสด ไม่มีเมีย” ยกแก้วขึ้นสูง ๆ ทำเสียงดังคล้ายจะอยากประกาศให้โลกรู้ว่าตอนนี้เขาโสดแล้ว แต่ติดตรงที่มีเพียงชัชชัยเท่านั้นที่ได้ยินเพราะเสียงเพลงที่ดีเจกำลังเล่นเพื่อสร้างอรรถรสให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในผับดังจนกลบเสียงของอินทัชซะมิดเลย
“อะไรนะ! มึงพูดเล่นเปล่าวะ” ถามไปก็เรอไปด้วย
“เออ! กูโสดสนิท” ชีวิตโสดที่โคตรจะดี
“มึงหย่าตอนไหนวะโอบ” ชัชชัยชักจะสร่างเมาซะแล้วสิ นี่เขาไม่ได้นัดดื่มกับอินทัชแค่สัปดาห์เดียวถึงกับตกข่าวเรื่องการหย่าร้างของเพื่อนเลยเหรอเนี่ย
“กูไม่ได้หย่า” ตอบให้รู้แล้วยกแก้วขึ้นดื่มสักอึกก่อนจะพูดต่อ
“กูไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเอิร์น”
“อ๋อ” ชัชชัยคิดตามแต่ก็ยังประหลาดใจเพราะเขาคิดว่าอินทัชกับอารีรัตน์จดทะเบียนสมรสกันแล้วตั้งแต่วันแต่งงาน ที่ไหนได้แค่แต่งแล้วอยู่กินกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสนี่เอง
“แล้วมึงให้อะไรเมียเก่ามึงบ้างวะ” ถ้าเป็นการจดทะเบียนสมรสทรัพย์สินหลังแต่งงานจะถือว่าเป็นสินสมรสทั้งหมด เมื่อหย่ากันสินสมรสต้องถูกแบ่งให้ทั้งสองฝ่ายแต่คู่นี้ไม่ได้มีการหย่ากันแล้วอย่างนี้อินทัชจะให้ค่าเสียเวลากับอารีรัตน์อย่างไรบ้าง อย่างน้อยก็ควรมีให้ลูก
“ค่าเลี้ยงดูลูกไง กูจ่ายให้เอิร์นทุกเดือนและเงินปันผลของธุรกิจกู เอิร์นจะได้รับทุกปี อะไรที่เคยให้กูก็ให้เหมือนเดิมนั่นแหละ กูไม่ได้จะใจดำที่เลิกกันแล้วจะไม่ให้อะไรเลย” เขาก็แค่พูดข่มไว้เท่านั้นที่ถามว่าเธอจะหาเงินเลี้ยงอันนายังไงเพราะเขาอยากให้อารีรัตน์คิดให้มากถ้าจะเอาอันนาไปเลี้ยง ก็อยากให้เธอยืนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอพึ่งเงินของเขาแค่ฝ่ายเดียว
เอาเข้าจริงอินทัชไม่ได้จะใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นไม่ส่งเสียอะไรเลย ที่ผ่านมา 4 ปีเธอก็ทำให้เขามีความสุขดี ทำหน้าที่ภรรยาได้ดีมาก ตอนนี้เลิกกันแล้วเขาก็เห็นแก่ความสุขที่เธอเคยมอบให้ ยังไงก็จะเลี้ยงดูเธอและลูกอยู่แล้วจะเลี้ยงจนกว่าอันนาจะโตเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละ หรือไม่ก็จนกว่าอารีรัตน์จะมีผัวใหม่ ‘เดี๋ยวนะ ผัวใหม่!’
