บทที่ 7 7

“ทำไมปะป๊าถึงไปกับเราไม่ได้เหรอคะคุณแม่” เสียงของเด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัยขณะที่เธอนั่งอยู่ในคาร์ซีทของตัวเองและมองกระเป๋าเสื้อผ้ากับข้าวของเครื่องใช้ที่เต็มรถไปหมด

“ปะป๊าต้องทำงานใหญ่ค่ะน้องอัน ก็เลยมาอยู่กับเราไม่ได้” อารีรัตน์ตอบคำถามของลูกสาวในขณะที่เธอกำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังใหม่ที่เธอจะใช้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านที่จะเลี้ยงดูอันนา บ้านชานเมืองที่ใกล้จากบ้านหลังเดิมที่เคยเป็นเรือนหอของเธอ

“แล้วปะป๊าจะมานอนกับเราไหมคะคุณแม่” เด็กน้อยช่างสงสัย คิดอะไรออกมาก็ถามหมดแม้จะยังไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อและแม่ของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

“แน่นอนค่ะ ถ้าปะป๊างานไม่ยุ่งปะป๊าจะมานอนกับเราค่ะ” น้ำเสียงของคนเป็นแม่ยังคงปกติเหมือนทุกครั้งที่อันนาได้ยิน แต่หนูน้อยอันนาจะไม่รู้เลยว่าภายใต้น้ำเสียงที่ยังสดใสของคุณแม่นั้นได้ซ่อนความเจ็บปวดที่บีบรัดก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายจนมันแตกซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่แม่ก็คือแม่แม้จะเจ็บเจียนตายขนาดไหนก็ต้องเข้มแข็งเพื่อลูกเสมอ

“น้องอันคิดถึงปะป๊า” ไม่มีวันไหนที่อันนาจะไม่ได้หอมแก้มปะป๊าก่อนนอน และวันนี้เธอก็ยังคิดว่าปะป๊าจะต้องตามไปหาเธอที่บ้านหลังใหม่และเล่านิทานให้เธอฟังก่อนนอนเหมือนทุกวัน

“คุณแม่คิดถึงปะป๊าไหมคะ” คำถามที่ไร้เดียงสาและถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจว่าลูกสาวคิดถึงคนเป็นพ่อมากเพียงใด และคำถามนี้ทำให้เกราะความแข็งแกร่งของอารีรัตน์พังทลายลงมาทั้งที่พึ่งจะเริ่มสร้างขึ้น หยดน้ำตามากมายพรั่งพรูลงมาจากดวงตา เสียงสะอื้นถูกปิดไว้ด้วยมือข้างหนึ่งเพื่อกลั้นไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป

“ค่ะ คุณแม่ก็คิดถึงปะป๊ามากเหมือนกัน”

คิดถึงเขามาก มากจนพื้นที่ในสมองมีแต่ใบหน้าของอินทิชตลอดเวลา พยายามที่จะไม่นึกถึงเขา ไม่อยากคิดว่าตอนนี้เขาจะมีความสุขมากขนาดไหนที่ได้ชีวิตอิสระของตัวเองคืนไปและยิ่งอารีรัตน์พยายามที่จะไม่คิดถึงอินทัชมากเท่าไหร่เธอกลับยิ่งคิดถึงเขามากขึ้นเท่านั้น

คิดถึงมากก็มีน้ำตาจำนวนมากไหลลงมาเช่นกัน เธอไม่อยากทำตัวอ่อนแอให้ลูกเห็น แต่เธอก็คนที่เจ็บได้รู้สึกเป็นและเธอคือคนที่พึ่งจะถูกสามีที่เธอมอบกายถวายชีวิตให้ขอเลิก ต่อให้อยากทำตัวให้เข้มแข็งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ

“เราต้องอยู่บ้านใหม่นานไหมคะคุณแม่” ยังคงมีคำถามต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอันนายังรักบ้านหลังเดิมมาก

“ก็ จนกว่าอันนาจะโตค่ะ”

“ตอนนี้น้องอันก็โตแล้วนะคะ คุณแม่ดูสิคะ”

เสียงใส ๆ เรียกให้คุณแม่ต้องยอมละสายตาจากถนนสักครู่เพื่อมองมาที่เธอผ่านทางกระจกมองหลัง ภาพที่เห็นนั้นเรียกรอยยิ้มของอารีรัตน์ออกมาได้ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้หญิงโศกเศร้าคนนี้มีความสุขขึ้นมาในทันที

“จริงด้วย น้องอันของคุณแม่โตแล้วจริง ๆ” โตในที่นี้หมายถึงพุงกลม ๆ ของลูกสาว และอันนาใช้นิ้วจิ้มที่พุงของตัวเองให้คุณแม่ดู เพื่อบอกว่าพุงเธอโตก็เท่ากับว่าเธอคือเด็กโต เมื่อเห็นดังนั้นคนเป็นแม่จึงแย้งไม่ได้ทำได้แค่กลั้นเสียงหัวเราะของตัวเองเอาไว้แล้วพูดคุยกับลูกน้อยต่อด้วยความเอ็นดู เด็กหนอเด็ก ลูกคือความสุขของเธอจริง ๆ ถ้าตอนนี้ไม่มีลูกอยู่ด้วยเธอต้องแย่แน่

“บ้านใหม่ไกลจัง” เสียงเล็กบ่นอุบก่อนจะกอดตุ๊กตาหมีแน่นขึ้นเล็กน้อยแล้วมองออกไปนอกกระจกรถ หยิบกล่องนมขึ้นมาดูดมองดูวิวไปด้วย พอหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนเมื่อเจอกับแอร์เย็นฉ่ำภายในรถทำให้สุดท้ายอันนาก็ฝืนต่อไปไม่ไหวต้องยอมแพ้ต่อความง่วง

“สลบไปแล้วสินะ” อารีรัตน์พูดและยกยิ้มให้กับภาพน่ารักของลูกสาวที่ตอนนี้สลบไสลไปแล้วเรียบร้อย

ทั้งเอ็นดูและสงสารลูกที่ต้องย้ายบ้านอย่างกะทันหัน การโยกย้ายครั้งนี้คือความต้องการของเธอเองไม่ได้เป็นการผลักไสจากอินทัช เขาเสนอให้เธอกับลูกอยู่ในบ้านหลังนี้เหมือนเดิมและเขาจะเป็นคนย้ายออกไปอยู่ข้างนอกแทน อาจจะกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเขา

แต่อารีรัตน์ได้ปฏิเสธน้ำใจนี้ของอดีตสามีและขอเป็นคนก้าวออกมาเองโดยบอกเขาไปว่า เธอเองก็มีบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ครอบครัวซื้อเอาไว้และบ้านหลังนั้นก็อยู่ใกล้กับบ้านของมินตราเพื่อนสนิทของเธอ ด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้นและอารีรัตน์พูดให้เห็นภาพว่าเธอจะไม่เดือดร้อนและไม่มีทางพาลูกสาวไปลำบากแน่นอนจึงทำให้อินทัชยอมรับความต้องการของเธอและไม่เซ้าซี้อีก

“ขอให้เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของเรานะลูก”

อารีรัตน์ต้องการพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความทรงจำของเราสามคนพ่อแม่ลูกเต็มไปหมด ในบ้านหลังนั้นมีเรื่องราวมากมายที่เป็นความทรงจำที่ดีของเธอและอินทัช

บทก่อนหน้า
บทถัดไป