บทที่ 10 บทที่ 10

“คุณพายัพคะ... มื้อเช้าเรียบร้อยแล้วค่ะ” ชญาภาเอ่ยเสียงแผ่ว วางถาดลงบนโต๊ะข้าง ๆ กระเป๋าของเธอ

พายัพหมุนตัวกลับมา ใบหน้าคมคายกร้าวแกร่ง ไร้ร่องรอยของความอ่อนโยนหรือพิษไข้เมื่อวันก่อน ดวงตาเรียวยาวตวัดมองเธอด้วยกระแสแห่งความว่างชาซ้ำยังเหยียดหยามจนชญาภารู้สึกเหมือนถูกผลักตกจากหน้าผา

“ไม่ต้องกินแล้ว...” พายัพเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังข่มขวัญ “เก็บของของเธอซะ ชญาภา รถกำลังจะมารับเธอกลับไปส่งที่คฤหาสน์อัครเดชา”

คำพูดนั้นทำให้ชญาภาชะงักงัน ถาดในมือเกือบหลุดร่วงลงพื้น หัวใจของเธอหล่นวูบดิ่งลึกไปสู่ความเวิ้งว้าง “หมายความว่ายังไงคะ... คุณจะปล่อยชื่นกลับบ้านแล้วหรือคะ”

“ใช่” ชายหนุ่มแค่นยิ้มหยัน นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีแววหวั่นไหวให้เห็นแม้แต่น้อย “เกือบสามเดือนที่ผ่านมา... ฉันเบื่อเธอเต็มทีแล้วชญาภา ร่างกายจืดชืด ไร้เสน่ห์ แถมยังทำตัวน่ารำคาญบีบน้ำตาได้ทุกวี่ทุกวัน ผู้หญิงแสนซื่อเจียมเนื้อเจียมตัวแบบเธอ มันไม่ได้ทำให้ฉันสะใจขึ้นมาเลยสักนิด ตอนแรกคิดว่าจะสนุกกว่านี้ แต่นี่... น่าเบื่อสิ้นดี”

ทกถ้อยคำที่พ่นออกมาจากปากของพายัพ ราวกับใบมีดโกนที่กรีดลึกเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจของชญาภาจนเหวอะหวะ หญิงสาวรู้สึกเจ็บแปรบในอกอย่างรุนแรงเกินกว่าจะกักเก็บ หยาดน้ำตาใส ๆ รื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาอีกครั้ง... เกือบสามเดือนที่ผ่านมา ความใกล้ชิด ความผูกพันที่เธอคิดว่ามันเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่ความน่าเบื่อในสายตาของเขา

“และอีกอย่าง...” พายัพแสร้งทำเป็นเมินสายตาที่ตัดพ้อของเธอ หันไปหยิบสูทมาสวม “เธอหมดประโยชน์แล้ว หนี้สินก้อนแรกของไอ้เจ้าสัวธนิน ฉันถือว่าหักลบให้เท่ากับเวลาเกือบสามเดือนที่เธอมาอยู่ที่นี่ ส่วนที่เหลือ... ฉันจะไปเช็กบิลกับตระกูลอัครเดชาด้วยวิธีของฉันเองในภายหลัง กลับไปซะ!”

ชญาภากลืนก้อนความสะอื้นลงคอ เธอพยายามรวบรวมเศษซากศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ เชิดหน้าขึ้นมองเขาอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ดวงตาจะนองไปด้วยน้ำตาก็ตาม

“ค่ะ... ชื่นทราบแล้ว ขอบคุณนะคะที่คุณพายัพยังรักษาคำพูดที่ว่าชื่นชดใช้หนี้ให้พวกเขาแล้ว” หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ชื่นหวังว่านับจากนี้... ชีวิตของชื่นจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคุณ และตระกูลอัครเดชาอีกต่อไป”

ในระหว่างที่เดินไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่า จู่ ๆ ชญาภาก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอย่างกะทันหัน โลกทั้งใบหมุนคว้างจนร่างบางเซวูบ มือบางต้องรีบเกาะขอบโต๊ะไว้แน่น ลำคอรู้สึกผะอืดผะอมและมีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรงตีตื้นขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก พายัพเห็นท่าทางนั้นหัวใจของเขาพลันกระตุกวูบด้วยความตกใจ ขาแกร่งก้าวไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติหมายจะเข้าไปประคอง ทว่าเขากลับยั้งฝีเท้าไว้ทัน... เขากดความห่วงใยนั้นลงไป และทึกทักเอาเองว่าเธอคงแค่เครียดและพักผ่อนไม่พอจากเรื่องที่เกิดขึ้น

ชญาภาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามประคองสติที่เลือนราง เธอคิดเพียงว่าตนเองอาจจะแค่เพลียเพราะร้องไห้หนักมาทั้งคืน โดยที่เด็กสาววัยสิบแปดปีผู้ไร้เดียงสาไม่เคยล่วงรู้เลยว่า... ภายในร่างกายของเธอบัดนี้ ได้มีสิ่งมหัศจรรย์และเป็นสายเลือดของชายใจร้ายตรงหน้า กำลังถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ

รถยนต์คันหรูของคฤหาสน์อัศวภาคสตาร์ตเครื่องรออยู่ที่หน้าประตู บานประตูไม้สักทองบานยักษ์ที่เคยปิดตายขังเธอไว้ บัดนี้เปิดกว้างออกต้อนรับแสงแดดจัดยามสาย ชญาภาเดินหิ้วกระเป๋าใบเก่าก้าวออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองคฤหาสน์หลังนี้อีกเลย เธอก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำจนไม่เหลือชิ้นดี

พายัพยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานบนชั้นสอง ดวงตาคมกริบจ้องมองรถยนต์คันที่แล่นห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตัวรถลับสายตาหายไปกับโค้งถนนบนเนินเขา

ทันทีที่รถคันนั้นจากไป... ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าเกาะกุมคฤหาสน์หลังโตในทันที พายัพปล่อยมือที่กุมแน่นออก เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานท่วงท่าหมดแรง ใบหน้าคมคายซบลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง

คฤหาสน์ที่เคยใหญ่โตและโอ่อ่า บัดนี้กลับดูอ้างว้างและหนาวเหน็บอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มรู้สึกถึงความว่างเปล่าอย่างประหลาดที่แล่นเข้ามากัดกินหัวใจ... ห้องนอนที่ไม่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอ ห้องอาหารที่ไม่มีร่างบางคอยยืนปรนนิบัติ และบ้านที่ไม่มีเสียงสะอื้นอันน่าเวทนาของเธออีกต่อไป

พายัพเค่นยิ้มให้ตัวเองอย่างสมเพช... เขาคิดว่าเขาชนะ เขาคิดว่าเขาได้แก้แค้นอย่างสาสม แต่ทำไมในตอนนี้ คนที่ชนะและได้อิสรภาพคืนไปอย่างชญาภา กลับทิ้งความทรมานอันแสนสาหัสไว้ให้เขาเผชิญอยู่เพียงลำพังที่นี่ ราวกับเขาเองต่างหากที่เป็นคนพ่ายแพ้ในเกมแค้นครั้งนี้อย่างย่อยยับ

บ้านที่ไม่ใช่บ้าน

ล้อรถยนต์บดลงบนพื้นกรวดละเอียดก่อนจะจอดนิ่งสนิทที่หน้าคฤหาสน์อัครเดชา คฤหาสน์ที่โอ่อ่าหรูหราทว่าเยือกเย็นในความรู้สึกของชญาภาเสมอมา หญิงสาวก้าวขาอันอ่อนแรงลงจากรถ มือบางหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ระบุตัวตนอันต้อยต่ำของเธอ ตลอดระยะเวลาการเดินทางเกือบสามชั่วโมง ความรู้สึกคลื่นไส้ผะอืดผะอมยังคงตีตื้นขึ้นมาในลำคอจนเธอต้องลอบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อประคองสติไม่ให้ร่วงหล่น

เมื่อก้าวพ้นประตูบานใหญ่เข้ามาในห้องรับแขก บรรยากาศภายในบ้านกลับไม่ได้มีร่องรอยของความโล่งอกหรือความห่วงใยเลยสักนิด ภาพที่เห็นคืออัญชลีที่กำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่บนโซฟาหลุยส์เคียงข้างกับกุสุมา ทันทีที่สองแม่ลูกหันมาเห็นชญาภา สายตาที่มองมาก็แปรเปลี่ยนเป็นความจิกกัดรังเกียจราวกับเห็นสิ่งปฏิกูล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป