บทที่ 2 บทที่ 2

“คุณแม่ดูยัยชื่นมันสิคะ พักนี้ทำไมมันดูโตขึ้น แถมพวกคนงานในบ้านยังแอบพูดกันว่ามันสวยวันสวยคืน วันก่อนกิ๊บเห็นมันแอบเอาชุดเก่า ๆ ของกิ๊บไปลองส่องกระจกดูในห้องพักท้ายบ้านด้วย ท่าทางมันจะอยากเป็นนางแบบเหมือนกิ๊บจนตัวสั่น” เสียงของกุสุมาเต็มไปด้วยความจิกกัดและไม่พอใจ

ชญาภาเบิกตากว้าง ความจริงเธอเพียงแค่ฝากคนงานซ่อมแซมชุดเก่าที่กุสุมาทิ้งแล้วเพื่อจะเอามาใส่ทำงานบ้าน ไม่เคยมีความคิดที่จะเอื้อมอาจไปเทียบเคียงหรืออยากเป็นนางแบบเลยแม้แต่น้อย

กระนั้น เสียงตอบกลับของอัญชลีต่างหากที่กรีดลึกเข้าไปในใจของชญาภาจนชาหนึบ

“โธ่... ยัยกิ๊บลุก จะไปสนใจอะไรกับเด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างมันล่ะลูก” เสียงของอัญชลีหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน “มันก็แค่เด็กที่พ่อยกมาเลี้ยงไว้ใช้งาน เป็นขี้ข้าในบ้านแท้ ๆ คิดหรือว่ามันจะมีปัญญาไปได้ไกลกว่านี้”

“แต่กิ๊บไม่ชอบสายตามันเลยค่ะคุณแม่ บางทีมันมองกิ๊บเหมือนมันอยากมีอยากได้แบบที่กิ๊บมี”

“ฟังแม่นะยัยกิ๊บ... คนเรามันมีวาสนาไม่เท่ากัน แกคือนางฟ้า เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลอัครเดชา ส่วนอีชื่นน่ะ... มันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝันไกลเหมือนลูกสาวแท้ ๆ ของแม่หรอก ชาตินี้ทั้งชาติมันก็เป็นได้แค่เงา คอยรองมือรองเท้าให้แกเท่านั้นแหละ อย่าไปให้ราคาคนชั้นต่ำอย่างมันเลยลูก เสียเวลาเปล่า ๆ”

คำพูดใจดำอำมหิตที่พ่นออกมาจากปากของอัญชลี ราวกับน้ำเย็นจัดที่สาดซัดเข้าใส่หน้าของชญาภาจนชาไปทั้งแถบ หญิงสาวยืนนิ่งงันอยู่หลังประตู มือที่ถือร่มและกระเป๋าของกุสุมาสั่นเทาจนแทบจะคุมไม่อยู่ ขอบตาร้อนผ่าวและมีหยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินลงมาอาบแก้มใสอย่างกลั้นไม่อยู่

เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝัน... ไม่มีสิทธิ์มีชีวิตเป็นของตัวเอง

ชญาภารูดตัวลงพิงผนังตึกด้านนอกเงียบ ๆ พยายามกลืนก้อนความสะอื้นลงคอเพื่อไม่ให้ใครได้ยิน ความกตัญญูที่เธอเคยยึดมั่นเป็นเกราะป้องกันจิตใจ บัดนี้กลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดเธอไว้กับความเจ็บปวดและคำดูถูกเหยียดหยามที่ไม่มีวันสิ้นสุด โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า... วาสนาที่อัญชลีตราหน้าไว้ว่าเธอไม่มีวันมี ในอนาคตอันใกล้ มันกำลังจะดึงเธอเข้าสู่กองเพลิงแห่งความแค้นของชายที่ชื่อ พายัพ อัศวภาค ชายผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตอันต้อยต่ำของเธอไปตลอดกาล

ชีวิตข้างเงากุสุมา

วงการบันเทิงและแฟชั่นโชว์เบื้องหน้าอาจดูสวยงามระยิบระยับไปด้วยแสงแฟลชและเสียงปรบมือ แต่สำหรับชญาภาแล้ว เบื้องหลังความสำเร็จอันเจิดจรัสของกุสุมาคือสนามรบที่เธอต้องเผชิญกับอารมณ์ฉุนเฉียวและคำจิกกัดไม่เว้นแต่ละวัน ในวัยสิบแปดปีที่เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันกำลังก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยและใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างมีความสุข ชญาภากลับต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อคอยถือของ จัดตารางงาน และรองรับอารมณ์ของลูกสาวเจ้าสัวใหญ่ในฐานะ ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ หรือพูดให้ถูกก็คือคนรับใช้ติดสอยห้อยตามนั่นเอง

“อีชื่น! แกจัดชุดยังไงของแกฮะ! ทำไมชุดราตรีสีแดงชุดนี้ถึงมีรอยยับตรงชายกระโปรง แกอยากให้ฉันขายหน้าคนทั้งงานหรือไง!”

เสียงกรีดร้องของกุสุมาดังลั่นอยู่ภายในห้องแต่งตัวส่วนตัวของสตูดิโอถ่ายแบบชื่อดัง ร่างระหงในชุดคลุมอาบน้ำผ้าซาตินหรูหราหันมาตวาดใส่ชญาภาที่กำลังยืนก้มหน้านิ่ง มือสองข้างประสานกันไว้ที่หน้าตักอย่างเจียมตัว

“ชื่นเตารีดไอน้ำและเช็กความเรียบร้อยแล้วนะคะคุณกิ๊บ แต่อาจจะเป็นเพราะตอนขนย้ายในรถที่เบียดกัน...” ชญาภาพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่ายังไม่ทันขาดคำ กุสุมาก็ตบโต๊ะแต่งหน้าดังปังจนเครื่องสำอางราคาแพงกระจัดกระจาย

“ไม่ต้องมาแก้ตัว! หน้าที่ของแกคือทำให้มันสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เงินที่กิ๊ฟให้แก... อ้อ ไม่ใช่สิ ข้าวปลาอาหารและที่ซุกหัวนอนที่ตระกูลฉันประทานให้แกน่ะ มันไม่ช่วยให้แกมีสำนึกในหน้าที่เลยใช่ไหม!” กุสุมาเหยียดรอยยิ้มหยัน “จำใส่หัวไว้เถอะว่าแกมันก็แค่เงา มีหน้าที่ทำตามคำสั่งฉัน อย่าสะเออะมาทำงานสะเพร่าให้ฉันต้องมัวหมอง”

“ชื่นขอโทษค่ะ... เดี๋ยวชื่นจะรีบเอาเตารีดพกพามาเก็บรายละเอียดให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

ชญาภากลืนก้อนความช้ำใจลงคอ เธอรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น คอยจัดแจงชายกระโปรงและใช้เตารีดไอน้ำพกพาค่อย ๆ รีดรอยยับอย่างประณีต สายตาของคนในกองถ่ายที่มองมามีทั้งความสงสารและเฉยชา แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชญาภาเจ็บปวดเท่ากับความจริงที่ว่า เธอไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหรือปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองได้เลย ความกตัญญูต่อเจ้าสัวธนินยังคงเป็นโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น คอยล่ามเธอไว้ให้ทนทานต่อทุกความอยุติธรรม

ตลอดทั้งวัน ชญาภาเดินตามหลังกุสุมาเหมือนเงาตามตัว หล่อนคอยถือกระเป๋า ถือร่มกันแดด ยื่นน้ำดื่มที่ต้องแช่เย็นในอุณหภูมิที่พอเหมาะ และคอยบันทึกตารางนัดหมายลงในสมุดโน้ต หลายครั้งที่ผู้จัดงานหรือดีไซเนอร์ชื่อดังหันมามองชญาภาด้วยความสนใจ เพราะแม้จะแต่งกายด้วยชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กธรรมดาและรวบผมตึง ทว่าใบหน้ารูปไข่ที่นวลลออ ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดาว และผิวพรรณที่ผุดผ่องตามธรรมชาติของชญาภานั้น กลับมีความสวยหวานที่ชวนมองไม่แพ้ลูกสาวเจ้าสัวเลยแม้แต่น้อย

และนั่นคือสิ่งที่กุสุมาเกลียดที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป