บทที่ 4 บทที่ 4
กุสุมาเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยความหวาดผวา “เมื่อคืนฉันแอบไปได้ยินคุณพ่อคุณแม่คุยกันในห้องทำงาน คุณพ่อติดหนี้เขามากมายมหาศาลจนแทบจะล้มละลาย แล้วพายัพคนนั้น... เขาเป็นคนป่าเถื่อน เป็นพวกมาเฟียใจคอโหดเหี้ยม คุณพ่อสัญญาว่าจะส่งตัวฉันไปให้เขาเพื่อขัดตอกแทนหนี้! ฉันเป็นถึงนางแบบชื่อดังนะชื่น ฉันมีอนาคตอีกไกล ฉันจะไปยอมเปลืองตัวให้ผู้ชายป่าเถื่อนแบบนั้นได้ยังไง!”
คำสารภาพของกุสุมาทำให้ชญาภารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน สมองของเด็กสาววัยสิบแปดชาหนึบ ความจริงอันโหดร้ายเริ่มกระจ่างชัด... ที่อัญชลีบอกให้เธอเตรียมตัวเมื่อวาน และที่ให้เธอร่วมนั่งรถมาในวันนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่การมาเป็นผู้ช่วย แต่มีแผนการบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้น
“แล้ว... แล้วคุณผู้หญิงกับเจ้าสัวจะทำยังไงคะ ในเมื่อเขานัดคุณกิ๊บไว้” ชญาภาถามเสียงละล่ำละลัก หัวใจเต้นรัวด้วยความลางสังหรณ์อันเลวร้าย
กุสุมาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของชญาภา แววตาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ หล่อนบีบข้อมือของชญาภาแรงขึ้นจนเจ็บ
“แกไงชื่น! แกต้องไปแทนฉัน!”
“ไม่นะคะคุณกิ๊บ! ชื่นทำไม่ได้หรอกค่ะ เขาจำหน้าคุณกิ๊บได้แน่ ๆ คุณกิ๊บเป็นนางแบบชื่อดังนะคะ แล้วชื่น...”
“ทำไมจะไม่ได้! พายัพเขาอยู่ต่างประเทศมาตั้งหลายปี เขาไม่เคยเห็นตัวจริงของฉันหรอก เอกสารทุกอย่างคุณแม่ก็สลับชื่อเปลี่ยนให้แกเป็นฉันหมดแล้ว!” กุสุมาตวาดเสียงหลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงคาดคั้นและทวงบุญคุณตามแบบฉบับของอัญชลี
“ชื่น แกอย่าลืมนะว่าแกเป็นใคร! แกเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ถ้าคุณพ่อฉันไม่เก็บแกมาเลี้ยงจากกองขยะ แกคงอดตายไปนานแล้ว ข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด เสื้อผ้าทุกชุดที่แกใส่ มันเป็นเงินของตระกูลฉันทั้งนั้น! คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงแกมาตั้งสิบกว่าปีเพื่อรอให้แกตอบแทนบุญคุณในวันนี้ไง!”
คำว่า ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ราวกับลิ่มแหลมที่ปักลึกเข้ากลางอกของชญาภา มันเป็นคำที่คอยค้ำคอเธอไว้จนสะอึก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“แต่เรื่องนี้มัน...”
“ไม่มีแต่! ถ้าแกไม่ยอมไป ครอบครัวฉันต้องล้มละลาย คุณพ่อต้องติดคุก และถ้าครอบครัวฉันล่มจม แกก็ไม่มีที่ซุกหัวนอนเหมือนกัน! ถือว่าฉันขอร้องล่ะชื่น... แกไปแทนฉันเถอะนะ ไปอยู่กับเขาแทนฉัน แกมันไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่!” กุสุมาทั้งบังคับและตัดพ้ออย่างไร้ความปรานี
ชญาภานิ่งอึ้ง หยาดน้ำตาใส ๆ ค่อย ๆ เอ่อล้นขอบตา ขันติและความกตัญญูที่เธอท่องจำใส่ใจมาตลอดกำลังผลักดันให้เธอเดินลงสู่หุบเหวที่มองไม่เห็นก้น บิดาผู้มีพระคุณกำลังเดือดร้อน และนี่อาจเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่คนไร้ค่าอย่างเธอจะสามารถชดใช้หนี้ชีวิตให้ตระกูลอัครเดชาได้หมดสิ้น
“...ก็ได้ค่ะ ชื่นจะไปแทนคุณกิ๊บเอง” ชญาภาเอ่ยปากรับคำด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและหัวใจที่แตกสลาย
กุสุมายิ้มกว้างออกมาทันทีด้วยความโล่งอก หล่อนรีบสั่งให้คนขับรถจอดที่ปั๊มน้ำมันข้างทาง ก่อนจะรีบก้าวลงจากรถเพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถอีกคันที่อัญชลีเตรียมไว้มารับหล่อนกลับ ทิ้งให้ชญาภานั่งอยู่บนเบาะหลังเพียงลำพังกับความเงียบงันที่น่ากลัว
ในที่สุด รถยนต์คันหรูก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์อัศวภาค คฤหาสน์หลังใหญ่โตสไตล์โมเดิร์นลอฟท์สีเข้มที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ท่ามกลางบรรยากาศรอบข้างที่เงียบสงัดและเต็มไปด้วยต้นไม้ครึ้ม ชวนให้รู้สึกวังเวียงและเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก
ชายชุดดำเดินมาเปิดประตูรถให้ชญาภา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความกล้าที่แทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย มือเรียวบางกระชับสายกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าไว้แน่น ก่อนจะก้าวขาอันสั่นเทาลงจากรถ
เบื้องหน้าของเธอคือบานประตูไม้สักทองบานยักษ์ที่กำลังเปิดออกช้า ๆ ราวกับปากของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินเธอเข้าไป ชญาภาเหลียวหลังกลับไปมองรถคันที่มาส่ง ซึ่งบัดนี้ได้กลับรถและแล่นจากไปอย่างรวดเร็ว ตัดขาดหนทางถอยหนีของเธออย่างสิ้นเชิง
ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว...
เด็กสาววัยสิบแปดปี เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความหวาดกลัว ก่อนจะก้าวเท้าผ่านธรณีประตูข้ามเข้าไปภายในคฤหาสน์ของ พายัพ อัศวภาค เพียงลำพัง โดยที่ไม่รู้เลยว่า... ทันทีที่ประตูบานนี้ปิดลง ชีวิตของเธอจะถูกแผดเผาด้วยไฟแค้นที่เธอไม่ได้เป็นคนก่อ ไปตลอดกาล
เจ้าหนี้ผู้รอคอย
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์อัศวภาคเงียบสงัดจนได้ยินเสียงสะท้อนจากฝีเท้าของตัวเอง ชญาภาก้าวขาเข้ามาอย่างสั่นเทา ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ ห้องที่มีโทนสีเข้มทึม เครื่องเรือนทุกชิ้นทำจากไม้เนื้อดีและหนังแท้สีดำสนิท มันดูภูมิฐาน ทว่าก็น่าอึดอัดและไร้ซึ่งความอบอุ่นราวกรงขังหรูหรา
เธอยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องโถงกว้าง มือบางทั้งสองข้างยังคงกุมสายกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าไว้แน่น หัวใจเต้นระทึกจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ดังมาจากบันไดวนวนหรูหราก็ทำให้เธอต้องสะดุ้งสุดตัว
ร่างสูงตระหง่านของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้าวเดินลงมา บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่รังสีคุกคามอันเยือกเย็นจนชญาภาแทบจะลืมหายใจ เขาคือ พายัพ อัศวภาค ชายหนุ่มรูปงามในวัยราวสามสิบปี ใบหน้าคมคายราวกับสลักเสลาจากก้อนน้ำแข็ง ดวงตาเรียวยาวดุดันคู่คะนั้นตวัดมามองเธออย่างเย็นชา ไร้ซึ้งความปรานีใด ๆ
