บทที่ 6 บทที่ 6
"ยังจะโกหกซ้ำซาก!" พายัพตวาดลั่นพลางทรุดตัวลงคว้าต้นแขนทั้งสองข้างของชญาภาแล้วกระชากร่างบางให้ลุกขึ้นเผชิญหน้า แรงบีบจากฝ่ามือหนาทำเอาหญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด "พวกอัครเดชามันเจ้าเล่ห์ทั้งตระกูล! คิดว่าฉันโง่นักหรือไง? แกล้งทำเป็นส่งเด็กรับใช้สลับตัวมา เพื่อที่เวลาฉันเรียกร้องอะไร จะได้ใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายว่าฉันกักขังผิดคนงั้นสิ!"
"ไม่ใช่ค่ะ! ชื่นไม่รู้เรื่องแผนการอะไรทั้งนั้น!" ชญาภาพยายามสะบัดตัวหนี ร้องไห้โฮจนตัวโยน "ชื่นถูกหลอกให้ขึ้นรถมา... คุณผู้หญิงบอกแค่ให้มาดูแลคุณกิ๊บ แต่พอระหว่างทางคุณกิ๊บกลัวก็เลยบังคับให้ชื่นมาแทน ชื่นยอมมาเพราะอยากตอบแทนบุญคุณที่เจ้าสัวเลี้ยงชื่นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เท่านั้นเองนะคะ! ได้โปรดเชื่อชื่นเถอะค่ะ!"
พายัพจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นระริกและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแสนเจ็บปวดลึกซึ้ง หัวใจแกร่งกระตุกวูบไปขั้วหนึ่งกับแววตาที่ดูซื่อบริสุทธิ์นั่น ทว่าความแค้นที่สุมอกมานานนับสิบปีกลับบดบังเหตุผลจนมืดมิด ชายหนุ่มเหยียดเสียงหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น
"หึ ตอบแทนบุญคุณงั้นเหรอ? ช่างเป็นนิทานที่ซาบซึ้งใจดีแท้" พายัพโน้มใบหน้าคมคายเข้ามาใกล้จนชญาภาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันร้อนผ่าว แววตาของเขาโรจน์สว่างด้วยเพลิงโทสะ "แต่มันฟังไม่ขึ้นว่ะ! ต่อให้เธอจะเป็นกุสุมาตัวจริง หรือเป็นแค่อีชื่นเด็กรับใช้ที่เป็นตัวตายตัวแทน... มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น!"
"คุณพายัพ..." ชญาภาเสียงสั่นจนแทบไม่เป็นภาษา ยามเห็นรังสีความโหดเหี้ยมที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม
"ในเมื่อพวกมันกล้าสลับตัว เล็ก ๆ น้อย ๆ คิดจะโกงฉันแม้กระทั่งวินาทีสุดท้าย... ฉันก็จะสนองให้!" พายัพปล่อยมือจากต้นแขนของเธออย่างแรงจนร่างบางเซถอยหลังไปโขกกับตู้โชว์ไม้เนื้อแข็ง ชายหนุ่มเหยียดกายตระหง่าน แววตาเฉียบคมไร้ความปรานีใดยามประกาศกร้าวคำรามก้องห้องโถง
"กลับไปบอกไอ้เจ้าสัวธนินกับเมียมันว่า แผนตื้น ๆ ของพวกมันใช้ไม่ได้ผล! ในเมื่อบ้านนั้นส่งเธอมาเป็นตัวแทนชำระหนี้... เธอก็ต้องอยู่รองรับความแค้นและรับผลกรรมทั้งหมดแทนพวกมันที่นี่! และจำใส่หัวไว้... อย่าหวังว่าฉันจะปล่อยเธอไปง่าย ๆ จนกว่าตระกูลอัครเดชาจะฉิบหายคาวัดคาตัดมือฉัน!"
เพลิงแค้นของพายัพ
ท่ามกลางความสลัวรางของห้องโถงกว้างใหญ่ ชญาภานั่งกอดเข่าคุดคู้ตระกองกอดกระเป๋าใบเก่าไว้แนบอกเหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอก หยาดน้ำตาที่ไหลจนอาบสองแก้มบัดนี้เริ่มแห้งเหือด ทิ้งไว้เพียงรอยคราบและก้อนความจุกแน่นที่แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย ขณะที่พายัพก้าวเดินไปทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้หลุยส์หนังแท้ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง เขายกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีคุกคาม ก่อนจะจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ประกายไฟสีส้มเล็ก ๆ วาบขึ้นในความมืด ส่องให้เห็นใบหน้าคมคายที่เคร่งขรึมและเย็นชาปานรูปสลัก
ควันสีเทาจางลอยล่องในอากาศ พายัพปรายตาดุดันมองมาที่ร่างบางเบื้องล่าง น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้นเรียบเรื่อย ทว่าทุกลมหายใจกลับแฝงไปด้วยความเคียดแค้นที่ถูกสั่งสมมานานนับสิบปี
“เธออยากรู้ใช่ไหม... ว่าทำไมฉันถึงต้องทำขนาดนี้” ชายหนุ่มพ่นควันบุหรี่ออกช้า ๆ ดวงตาเรียวยาวเหม่อมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ราวกับภาพความทรงจำอันโหดร้ายในอดีตกำลังฉายซ้ำ “เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตระกูลอัศวภาคของฉันเคยเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จริงใจกับเจ้าสัวธนิน พ่อของฉันรักและไว้ใจมันเหมือนพี่น้องแท้ ๆ ร่วมทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยกันจนกำลังจะไปได้ดี”
พายัพแค่นยิ้มหยัน เป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความสมเพช
“แต่มัน... ไอ้เจ้าสัวหน้าเนื้อใจเสือตัวนั้น มันแอบโยกย้ายถ่ายเทสินทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสารสัญญา และปัดความรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดมาให้พ่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว ในคืนเดียว... ตระกูลอัศวภาคที่เคยยิ่งใหญ่ต้องพังพินาศย่อยยับจนสิ้นเนื้อประดาตัว พ่อของฉันถูกตราหน้าว่าเป็นคนโกง ถูกฟ้องร้องจนไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะอยู่ ต้องพาแม่และฉันหนีตายหัวซุกหัวซุนไปพึ่งใบบุญญาติที่ต่างประเทศเหมือนหมาข้างถนน!”
ชญาภานิ่งฟัง เสียงสะอื้นของเธอเงียบลงโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตสุกใสมองสบประสานกับดวงตาของชายหนุ่ม เธอรับรู้ได้ถึงกระแสความเจ็บปวดและแรงแค้นอันมหาศาลที่ระเบิดออกมาจากน้ำเสียงของเขา
“เธอรู้ไหมว่าชีวิตที่ต่างประเทศของคนที่ไม่มีอะไรเลยมันเป็นยังไง?” พายัพถามพลางบดขยี้ปลายบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่แก้วเจียระไนอย่างแรงจนมันมอดดับ “พ่อของฉันต้องทำงานหนักอดมื้อกินมื้อเพื่อส่งฉันเรียน ท่านตรอมใจและเจ็บปวดกับความยุติธรรมที่ไม่มีจริง จนกระทั่งล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง... ในวันสุดท้ายที่โรงพยาบาลรัฐตึกอนาถา พ่อกุมมือฉันไว้แน่น น้ำตาท่านไหลเป็นทางพร้อมกับพูดคำสุดท้ายว่า ‘เอาทุกอย่างของเราคืนมาให้ได้’ หลังจากนั้นท่านก็จากไปอย่างทรมาน โดยที่ไอ้คนโกงอย่างเจ้าสัวธนินกลับเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง เปลี่ยนชื่อตระกูลใหม่ ขยายธุรกิจใหญ่โต และชูคอในสังคมอย่างหน้าตาเฉย!”
