บทที่ 7 บทที่ 7
คำบอกเล่าพรั่งพรูของพายัพทำให้ชญาภาเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้ง... ความแค้นของเขามันฝังรากลึกเกินกว่าที่คำขอโทษหรือเงินทองจะเยียวยาได้ มันคือความพินาศของครอบครัว และชีวิตของบิดาที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ
“ชื่น... ชื่นเสียใจด้วยนะคะเรื่องคุณพ่อของคุณ” ชญาภาเอ่ยเสียงแผ่วเครือด้วยความรู้สึกเห็นใจจากใจจริง “แต่ชื่นไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยจริง ๆ ค่ะ ชื่นเป็นแค่เด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยง...”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่สน!” พายัพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวตรงเข้ามาหาเธออีกครั้ง แววตาของเขาไร้ซึ่งความลังเลใด ๆ “ในเมื่อพวกมันชุบเลี้ยงเธอมา ให้ข้าวให้น้ำเธอจนโตปีกกล้าขาแข็ง และในวันนี้พวกมันก็เลือกที่จะโยนเธอเข้ามาในกองเพลิงนี้เพื่อเอาตัวรอด เธอก็ปฏิเสธไม่ได้!”
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมา มือหนาเชยคางมนของชญาภาขึ้นบังคับให้สบตากับเขาตรง ๆ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าคมคายยามเขาเอ่ยประโยคสุดท้ายที่ตัดรอนหนทางรอดทั้งหมดของเธอ
“จำใส่หัวไว้ ชญาภา... นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตและร่างกายของเธอไม่ใช่ของเธออีกต่อไปแล้ว เธอคือ ‘หลักประกันชิ้นแรก’ ในการแก้แค้นของฉัน และฉันจะใช้เธอตรึงไอ้พวกอัครเดชาให้มันดิ้นทุรนทุราย จนกว่าพวกมันจะฉิบหายคาวัดเหมือนอย่างที่พ่อของฉันเคยเจอ!”
คืนที่ไร้ทางหนี
ค่ำคืนแรกในคฤหาสน์อัศวภาคคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความมืดมิดและความหนาวเหน็บที่เกาะกินลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ชญาภาถูกนำตัวมาไว้ที่ห้องนอนกว้างขวางบนชั้นสองของตึกใหญ่ แม้ห้องนี้จะตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าราคาแพงและมีเตียงนอนหนานุ่มขนาดกษัตริย์ ทว่าสำหรับเด็กสาววัยสิบแปดปี มันไม่ต่างอะไรจากกรงขังทองคำที่ไร้ทางออก หน้าต่างทุกบานถูกล็อกแน่นหนา และมีชายฉกรรจ์ชุดดำคอยเดินตรวจตราอยู่เบื้องล่างอย่างเข้มงวด
เสียงลูกบิดประตูที่ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงตระหง่านของพายัพ ทำให้ชญาภาที่นั่งชันเข่าอยู่บนโซฟาตัวยาวสะดุ้งสุดตัว หญิงสาวรีบขยับกายถอยร่นจนหลังชนพนักพิง ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักฉายแววตื่นตระหนกยามมองชายหนุ่มที่อยู่ในชุดลำลองกางเกงขายาวกับเชิ้ตสีเข้มปลดกระดุมเม็ดบน
“คุณพายัพ...” ชญาภาเค้นเสียงเรียกเขาอย่างยากลำบาก เธอตัดสินใจรวบรวมความกล้าสุดท้าย คลานลงจากโซฟามาคุกเข่าต่อหน้าเขา “ชื่นขอร้องเถอะค่ะ... ปล่อยชื่นกลับไปเถอะนะคะ ชื่นไม่ได้รู้เห็นกับการโกงของคุณเจ้าสัวในอดีตเลยจริง ๆ ชื่นเป็นแค่คนนอก...”
“คนนอกงั้นเหรอ?” พายัพแค่นเสียงห้าว หยันมองร่างบางที่สั่นเทาอยู่แทบเท้า “คนนอกที่ไหนจะยอมสละชีวิตยอมโดนต้อนขึ้นรถมาเพื่อชำระหนี้แทนคนอื่นถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน? เลิกเล่นละครตบตาบีบน้ำตาตาใสเสียทีชญาภา! ฉันผ่านโลกมามากกว่าเธอร้อยเท่า ท่าทางอ่อนต่อโลกแบบนี้มันหลอกฉันไม่ได้หรอก!”
“ชื่นไม่ได้โกหกนะคะ!” หญิงสาวโพล่งออกมาพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลพรากอีกครั้ง “ที่ชื่นยอมมา... เพราะคุณผู้หญิงบอกว่าให้มาช่วยงานคุณกิ๊บ ชื่นเพิ่งรู้ความจริงกลางทางว่าต้องมาแทนคุณกิ๊บ และที่ชื่นปฏิเสธไม่ได้ก็เพราะความกตัญญู! เจ้าสัวชุบเลี้ยงชื่นมา ถ้าชื่นไม่ทดแทนคุณในยามที่เขาเดือดร้อน ชื่นก็คงเป็นคนอกตัญญู... ได้โปรดเชื่อชื่นเถอะค่ะ ชื่นบริสุทธิ์ใจจริง ๆ”
พายัพก้าวประชิดตัว นัยน์ตาคมกริบสีเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่อาบไปด้วยน้ำตา แววตาของชญาภามันช่างซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ และเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสจนหัวใจแกร่งที่เคยด้านชาของเขาเริ่มกระตุกไหว ความอ่อนแอและกลิ่นอายความไร้เดียงสาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ กำลังสั่นคลอนกำแพงความแค้นในใจของเขาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
‘ไม่... ผู้หญิงตระกูลนี้มันแพศยาและเจ้าเล่ห์เหมือนกันหมด ยัยนี่ก็แค่ใช้ความสาวและความน่าสงสารมาล่อลวงให้เราใจอ่อน!’ พายัพก่นด่าตัวเองในใจเพื่อเรียกสติอันโหดเหี้ยมกลับคืนมา
ชายหนุ่มก้มลงคว้าไหล่บางทั้งสองข้างของเธอแล้วกระชากให้ลุกขึ้น ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ ชญาภาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบุหรี่จาง ๆ และไอร้อนจากผิวกายของชายหนุ่ม หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกลัวผสมผสานกับความสับสนในความรู้สึกแปลกใหม่ที่แผ่ซ่านเข้ามา
“กตัญญูงั้นเหรอ? หึ ช่างเป็นข้ออ้างที่สวยหรู” พายัพเอ่ยเสียงพร่า ทว่าดวงตายังคงจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริกของเด็กสาวอย่างเผลอตัว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดัน “แต่ในเมื่อเธอบูชาความกตัญญูจนยอมเอาตัวเข้าแลก เธอก็ต้องยอมรับสถานะ ‘ทาสรับใช้’ ของฉันที่นี่! ในเมื่อพวกมันใช้เธอต่างเงิน เธอก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องขอความเห็นใจจากฉัน!”
พายัพสะบัดมือออก ร่างของชญาภาเซไปล้มลงบนเตียงกว้าง หญิงสาวซุกหน้าลงกับหมอนหนา ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่กับความจริงอันโหดร้ายที่กักขังเธอไว้ในคืนที่ไร้หนทางหนี้
เสียงฝีเท้าของพายัพเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตูและลงกลอนจากด้านนอกอย่างแน่นหนา ทิ้งให้ชญาภาเผชิญหน้ากับความมืดและความเงียบงันเพียงลำพัง หยาดน้ำตาไหลรินลงกระทบผ้าปูที่นอนจนเป็นวงกว้าง ความอบอุ่นเดียวที่เคยเชื่อมั่นอย่าง ‘ความกตัญญู’ บัดนี้ได้ส่งเธอมาลงนรกทั้งเป็น และเธอก็รู้ดีแก่ใจแล้วว่า... นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชีวิตและร่างกายของเธอไม่ได้เป็นของตัวเธอเองอีกต่อไปแล้ว
