บทที่ 9 บทที่ 9
หากเป็นกุสุมาหรืออัญชลี ป่านนี้คฤหาสน์ของเขาคงถูกเรียกร้องเสื้อผ้าแบรนด์เนม เครื่องเพชรราคาแพง หรือเงินทองเพื่อความบันเทิงส่วนตัวไปแล้ว แต่สำหรับชญาภา เธอยังคงสวมใส่เพียงเสื้อผ้าฝ้ายเรียบ ๆ สีซีดที่ติดตัวมาตั้งแต่วันแรก ใบหน้าลออไม่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี หากแต่ความผุดผ่องตามธรรมชาติกลับยิ่งฉายชัดชวนมอง ข้าวของเครื่องใช้แบรนด์เนมในห้องพักที่เขาจัดหาไว้ให้ประชดประชันสถานะนางแบบของกุสุมา หญิงสาวกลับไม่เคยแตะต้องมันเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
“นี่เงินเดือนของเธอ”
วันหนึ่งพายัพโยนซองเงินปึกใหญ่ลงบนโต๊ะอาหารต่อหน้าหญิงสาวตามความตั้งใจที่จะตราหน้าเธอเป็นสินค้าชำระหนี้ “ค่าตอบแทนที่เธอคอยดูแลฉัน... คอยรองรับอารมณ์ของฉันตลอดสามเดือน”
ชญาภามองซองเงินนั้นด้วยดวงตานิ่งสงบ มือบางประสานกันไว้ที่หน้าตักโดยไม่มีความโลภฉายชัดในแววตา เธอเลื่อนซองเงินนั้นกลับไปทางชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา
“ชื่นไม่รับค่ะคุณพายัพ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่น “ชื่นมาที่นี่เพื่อใช้หนี้แทนคุณเจ้าสัวตามที่ได้รับปากไว้ ร่างกายและอิสรภาพของชื่นในตอนนี้อาจจะเป็นของคุณ... แต่ศักดิ์ศรีและความเป็นคนของชื่นไม่ได้มีไว้ขาย ชื่นไม่ได้ต้องการเงินของคุณแม้แต่บาทเดียว”
“ศักดิ์ศรีงั้นเหรอ?” พายัพแค่นยิ้มหยัน แววตาดุดันวาวโรจน์ขึ้นมาทันทีเพราะความไม่สบอารมณ์ที่เธอไม่ยอมสยบยอมตามเกมของเขา “ผู้หญิงที่ยอมทิ้งชีวิตมาอยู่กับผู้ชายในคฤหาสน์หลังนี้ถึงสามเดือน... ยังกล้าพูดคำว่าศักดิ์ศรีอยู่อีกงั้นเหรอชญาภา!”
คำพูดกรีดแทงนั้นทำเอาชญาภาหน้าร้อนผ่าว ขอบตาร้อนผ่าวด้วยความเจ็บปวด ทว่าเธอกลับไม่ยอมก้มหน้าหลบสายตา ร่างบางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตสุกใสนั้นฉายแววหยิ่งในเกียรติของตนเองจนพายัพเป็นฝ่ายชะงัก
“ใช่ค่ะ... ชื่นยังกล้าพูด เพราะชื่นไม่ได้ทำเพราะความโลภหรืออยากสบาย แต่อย่างน้อยชื่นก็รู้ดีว่าชื่นกำลังทำอะไรอยู่ สิ่งเดียวที่ชื่นเหลืออยู่ตอนนี้คือความจริงใจและศักดิ์ศรีที่ตระกูลอัครเดชาหรือแม้แต่คุณ... ก็ไม่มีวันแย่งชิงมันไปจากใจของชื่นได้!”
ความพยศและเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนหวานนั้น ทำให้พายัพต้องบดกรามแน่น ความแค้นในอกสั่งให้เขาบีบคั้นเธอให้จมดิน ทว่าหัวใจส่วนลึกกลับสั่นคลอนด้วยความยอมรับในเนื้อแท้ของผู้หญิงคนนี้
เย็นวันนั้น บรรยากาศในคฤหาสน์กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง พายัพเดินลงมาจากชั้นบนเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร ทว่าในจังหวะที่ก้าวผ่านห้องนั่งเล่นเล็กซีกขวาของตึก เสียงฝีแผ่วเครือของใครบางคนคุยกับตัวเองก็ทำให้ฝีเท้าอันหนักแน่นของชายหนุ่มต้องหยุดชะงักลง
ชญาภากำลังนั่งอยู่บนม้านั่งริมหน้าต่างบานใหญ่ ดวงตากลมหม่นแสงเหม่อมองออกไปยังสวนเนรมิตด้านนอกที่มืดสลัวลงทุกที สองมือของเธอกุมเข้าหากันแน่น หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงกระทบหลังมือช้า ๆ หญิงสาวพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดไว้มาตลอดสามเดือน
“ทำไม... ทำไมคุณพายัพถึงไม่เคยเชื่อชื่นเลย... ฮึก” ร่างบางสะอื้นเบา ๆ “ชื่นไม่ใช่กุสุมา... ชื่นไม่เคยอยากได้อยากมีเหมือนลูกสาวของเขา ชื่นเป็นแค่ชื่น... เป็นแค่เด็กกำพร้าที่อยากมีชีวิตธรรมดา ๆ เท่านั้น...”
คำตัดพ้อแผ่วเบานั้นกรีดลึกเข้าไปในความเงียบ ก่อนที่ประโยคถัดมาของเธอจะทำให้พายัพที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดหลังบานประตูถึงกับเบิกตากว้างและตัวชาหนึบราวกับถูกสายฟ้าฟาด
“ชื่นชดใช้ให้หมดแล้วใช่ไหมคะคุณพ่อ... สามเดือนนี้ชื่นชดใช้หนี้ชีวิตให้ตระกูลอัครเดชาหมดสิ้นแล้วใช่ไหม... ชื่นไม่อยากเป็นหนี้ใครอีกแล้ว โดยเฉพาะ... ไม่อยากเป็นหนี้หัวใจของผู้ชายใจร้ายคนนั้นอีกแล้ว... ฮึก...”
คำว่า ‘ไม่อยากเป็นหนี้ใครอีกแล้ว’ และ ‘หนี้หัวใจ’ จากปากของหญิงสาวที่เขาเฝ้าตราหน้าว่าเป็นคนลวงโลก ดังก้องสะท้อนอยู่ในสมองของพายัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความจริงที่เธอพยายามตอกย้ำมาตลอดสามเดือน บัดนี้ระเบิดกลางอกของเขาจนกำแพงความแค้นพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา!
วันถูกส่งกลับ หลังเกือบสามเดือน
ความมืดมิดในค่ำคืนที่ผ่านมาผ่านพ้นไปพร้อมกับความจริงที่กระแทกเข้ากลางใจของพายัพอย่างรุนแรง คำสารภาพกับตัวเองของชญาภาที่บอกว่าเธอไม่ใช่กุสุมา และไม่อยากเป็นหนี้หัวใจของผู้ชายใจร้ายอย่างเขา ยังคงเวียนว่ายอยู่ในสมองของชายหนุ่มตลอดทั้งคืน หัวใจที่เคยแกร่งดั่งหินผาบัดนี้สั่นคลอนอย่างหนัก เขาเริ่มตระหนักรู้ด้วยความหวาดกลัว... หวาดกลัวว่าเปลวไฟแห่งความแค้นที่เขาเป็นคนจุดขึ้นมา กำลังจะมอดดับลงเพราะความดีงามของเธอ และที่น่ากลัวที่สุดคือ เขากำลังจะตกหลุมรักผู้หญิงที่เป็นตัวแทนของศัตรูคนนี้เข้าเสียแล้ว
สำหรับคนอย่าง พายัพ อัศวภาค ความอ่อนรักคือความอ่อนแอ และเขาจะยอมให้ตัวเองพ่ายแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ทางออกเดียวที่จะรักษาหน้ากากอันโหดเหี้ยมนี้ไว้ได้ คือการผลักไสเธอออกไปให้ไกลที่สุด ก่อนที่เขาจะห้ามใจตัวเองไว้ไม่ไหว
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยความเงียบเชียบ ชญาภาลุกขึ้นมาเตรียมมื้อเช้าให้เขาตามปกติ ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังยกถาดอาหารเข้ามาในห้องโถง เธอกลับพบว่ากระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าของเธอวางนิ่งอยู่บนโต๊ะกลางห้อง พร้อมกับร่างสูงของพายัพที่ยืนกอดอกหันหลังให้อยู่ริมหน้าต่าง บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่รังสีความเย็นชาและห่างเหินจนหญิงสาวรู้สึกใจคอไม่ดี
