บทที่ 2 บทที่ 2
“ก่อนที่คุณจะกล่าวโทษฉันคุณควรจะบอกให้ฉันรู้ถึงความผิดที่ฉันก่อขึ้นก่อนจริงไหม”
“ถ้าคุณจำไม่ได้ว่าที่ผ่านมาได้ทำความเลวอะไรไว้บ้าง ผมก็จะเตือนความทรงจำให้คุณเอง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ไว้ถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อไรผมจะบอกคุณ”
พูดจบเขาก็เดินหันหลังจากไป แต่ณิชชาพัชร์ไม่ยอมปล่อยให้เขาเดินจากไปง่าย ๆ เธอรีบเดินไปดักหน้าเขาไว้
“จะรีบไปไหนเรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ”
“ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณหลีกไป”
“ไม่หลีกจนกว่าคุณจะบอกฉันว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ หรือไม่คุณก็ต้องฟังสิ่งที่ฉันพูดให้จบซะก่อน ฉันขอสั่งให้คุณพาฉันกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้โดยไม่มีข้อแม้”
“ถ้าผมจะทำเช่นนั้นก็คงจะไม่เสียเวลาไปลักพาตัวคุณมาที่นี่ อย่าพยายามเลยไม่มีประโยชน์หรอก เพราะถึงยังไงผมก็จะไม่ยอมปล่อยคุณไปแน่”
“ฉันจะแจ้งตำรวจ”
กฤษฎาหัวเราะเหมือนขบขันกับคำพูดของเธอ แต่สายตาของเขานั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่ากำลังขบขัน และทั้งที่เป็นคำขู่แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด เขาชะโงกตัวเข้าไปใกล้ณิชชาพัชร์ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ยี่ห้อดังที่ผู้ชายส่วนใหญ่นิยมใช้จากตัวเขา
“คุณจะแจ้งจับผมด้วยข้อหาอะไรมิทราบ อย่าบอกนะว่าข้อหาพรากผู้เยาว์ ผมรู้ว่าอายุของคุณมันเลยขีดอันตรายนั้นมานานแล้ว แต่ก่อนที่จะคิดว่าจะแจ้งความจับผมในข้อหาอะไรเอาตัวคุณให้รอดก่อนดีไหม” เขาพูดพร้อมกับยิ้มเยาะอีกฝ่าย
“คอยดูนะถ้าฉันหนีไปได้เมื่อไรฉันจะแจ้งความทันทีว่าคุณลักพาตัวฉันมา ให้ตำรวจเขาลากตัวคุณเข้าตาราง”
“แล้วผมจะรอดูว่าคุณจะทำสำเร็จไหม” เขาไม่เดือดร้อนกับคำขู่ของเธอ “แต่ขอบอกให้รู้ไว้ถ้าผมไม่ต้องการที่จะปล่อยคุณไปคุณก็ไม่มีสิทธิที่จะไปไหนทั้งนั้น”
พูดจบก็เดินจากไปทันทีทิ้งให้หญิงสาวโกรธฮึดฮัดอยู่เพียงลำพัง ตอนแรกณิชชาพัชร์คิดจะเดินตามลงไปพูดกับเขาให้รู้เรื่อง แต่คิดอีกทีมันคงจะไม่มีประโยชน์เพราะเขาไม่ต้องการจะพูดกับเธอ ไว้รอให้เขาอารมณ์เย็นลงกว่านี้ก่อนค่อยคุยกันอีกครั้ง หญิงสาวได้แต่เก็บความหงุดหงิดไว้ภายใน และเดินสำรวจไปรอบ ๆ ดาดฟ้าเรือพร้อมกับคิดทบทวนคำพูดของเขา ฉับพลันชื่อ ๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอทั้งที่เธอเพิ่งจะเคยได้ยินมันเพียงแค่ครั้งเดียว
“เขาพูดถึงการันต์...การันต์คือใคร!? เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องการลักพาตัวเรามาที่นี่” ณิชชาพัชร์พึมพำกับตัวเอง
คนที่จะไขข้อข้องใจนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเขา มีแต่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเฉลยข้อข้องใจนี้ให้กับเธอได้ ณิชชาพัชร์ได้แต่เก็บความข้องใจนี้ไว้และเลือกที่จะดื่มด่ำกับธรรมชาติตรงหน้าโดยไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่ในขณะที่เธอกำลังชะโงกหน้าลงไปดูฝูงปลาที่พร้อมใจกันมาว่ายวนอยู่แถวนั้นอย่างเพลิดเพลิน เธอก็ได้ยินเสียงขัดจังหวะความสำราญดังแทรกขึ้นมา
“คิดจะทำอะไร! คงจะไม่ใช้วิธีโดดลงจากเรือเพื่อที่จะหนีไปจากผมหรอกนะ เพราะมันเป็นวิธีการที่โง่มากโดยเฉพาะกับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นอย่างคุณ ถ้าโดดลงไปเมื่อไรมีแต่ตายกับตายสถานเดียว แล้วอย่าหวังนะว่าผมจะลงไปช่วยคุณ”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างคุณมันใจคอคับแคบไหนเลยจะยอมเสี่ยงชีวิตลงไปช่วยฉัน” ณิชชาพัชร์เชิดหน้าตอบชายหนุ่ม
“ถ้าเป็นคนอื่นผมอาจจะช่วย แต่ถ้าเป็นคุณผมจะแค่ยืนดูคุณทรมานและดำดิ่งลงไปช้า ๆ ด้วยความสะใจ”
“โรคจิต”
“ระวังปากหน่อยนะคุณ เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยมีความอดทนมากนัก โดยเฉพาะกับผู้หญิงอย่างคุณ”
“ทำไมผู้หญิงอย่างฉันมันเป็นยังไง”
“แพศยา”
ณิชชาพัชร์ถึงกับชะงักและอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะโกรธจนควันออกหู เมื่อได้ยินคำพูดที่รุนแรงจากปากของเขา
“อะไรนะ! คุณมีสิทธิอะไรมาด่าฉันด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้”
“คำนี้เหมาะกับผู้หญิงอย่างคุณที่สุดแล้ว”
“ฉันจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่คุณก็ไม่มีสิทธิที่จะมายืนด่าฉันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายแบบนี้ ทั้งที่เรายังไม่รู้จักกันและกันดีพอ”
“คุณอาจจะไม่รู้จักผมแต่ผมรู้จักนิสัยของคุณเป็นอย่างดี อย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลยตามผมลงไปทานอาหารได้แล้ว”
“ฉันไม่กิน”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจ” หญิงสาวพูดเน้นทีละคำ
“ตามใจคุณ”
และแล้วทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาประจานหญิงสาว ทำให้กฤษฎายิ้มเยาะออกมาก่อนจะพูดว่า
“ถ้าหิวมากขนาดนั้นก็เลิกเล่นตัวและตามผมลงไปทานอาหารด้วยกัน”
พูดจบก็เดินนำไปทันทีโดยมีณิชชาพัชร์เดินตามไปห่าง ๆ พร้อมกับพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“ทำไมจะต้องมาดังประจานกันตอนนี้ด้วยนะน่าขายหน้าจริง ๆ”
