บทที่ 8 บทที่ 8
“ใครบอกว่าคุณไม่ใช่...ตอนนี้คุณเป็นนักโทษของผม”
“คุณไม่มีสิทธิที่จะมากักขังหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพของฉัน ถ้าฉันหนีรอดไปได้เมื่อไรคุณได้เข้าไปนอนเล่นคุกแน่นอน”
“ฝันหวานมากเกินไปหรือเปล่า ที่คิดว่าคุณจะรอดพ้นเงื้อมือผมไปได้ ถ้าฝันอยู่ก็รีบตื่นมารับรู้ความเป็นจริงได้แล้ว ผมจะบอกอะไรให้นะคุณจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อชดใช้หนี้กรรมที่คุณเคยก่อไว้จนกว่าผมจะพอใจ คุณถึงจะมีสิทธิออกไปจากที่นี่ได้”
“ถึงคุณจะกักขังฉันไว้ที่นี่ฉันก็จะหาทางหนีรอดไปจนได้ไม่เชื่อก็คอยดู และถ้าฉันหนีรอดไปได้เมื่อไรคุณได้เข้าไปใช้ชีวิตในคุกแน่”
“ผมเตือนคุณแล้วนะว่าอย่าลองดีกับผม แต่ถ้าคุณยังไม่เชื่อกันละก็ผมคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องล่ามคุณเอาไว้ คุณอยากจะมีอิสระเดินไปเดินมาได้ในบริเวณที่ผมจำกัดไว้ให้ หรืออยากจะให้ผมล่ามโซ่คุณไว้ก็เลือกเอา”
ณิชชาพัชร์ประสานสายตาคมกล้าของกฤษฎา และตั้งใจว่าจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของเขาโดยเด็ดขาด แต่ตอนนี้คงต้องยอมไปก่อนเพื่อหาทางหนีเอาตัวรอดออกไปจากที่นี่ บางทีอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อาศัยอยู่ที่เกาะนี้ให้ช่วยพาเธอหนี แต่ดูเหมือนกฤษฎาจะรู้เท่าทันความคิดของณิชชาพัชร์เขาจึงเอ่ยเตือนเธอ
“อย่าคิดที่จะติดสินบนคนบนเกาะนี้ เพราะคนที่นี่ทุกคนเป็นคนของผม พวกเขาไม่มีทางทรยศผมแน่ เพราะฉะนั้นเลิกหวังไปได้เลยที่จะไปขอความช่วยเหลือจากเขา หรือคิดที่จะให้พวกเขาพาคุณหนีออกไปจากเกาะ บอกได้เลยว่าเสียเวลาเปล่า”
สองหนุ่มสาวต่อปากต่อคำกันโดยลืมนึกไปว่ายังมีอีกสามคนยืนอยู่ในที่นั้นด้วย
“วันนี้ผมจะให้คุณพักแต่พรุ่งนี้คุณจะต้องไปช่วยป้าจุรีทำงาน ขอเตือนว่าถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อย่าขัดคำสั่งผม”
“ลุงนนท์ ป้าจุรี และอ้อจะไปทำอะไรก็ตามสบายนะครับ ทางนี้ผมจัดการเอง”
สามพ่อแม่ลูกรับคำและเดินออกจากเรือนพักของเจ้านายหนุ่มทันที ระหว่างทางที่เดินกลับที่พักของตนเองนั้นอ้อได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของณิชชาพัชร์
“น่าแปลกนะพ่อทำไมคุณพัชร์ถึงทำเหมือนไม่เคยรู้จักเรามาก่อน”
“นั่นสิฉันเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน”
“ใครจะไปรู้เหตุผล...บางทีเราอาจจะไม่ใช่คนสำคัญที่เธอจะต้องมาจดจำล่ะมั้ง”
“หรือว่าสมองของคุณพัชร์จะมีปัญหา”
“สมองเอ็งนะสิที่มีปัญหานังอ้อ”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้แล้วทำไมคุณพัชร์ถึงทำเหมือนจำพวกเราไม่ได้ละแม่ ฉันสันนิฐานว่าคุณพัชร์อาจจะสะดุดล้มหัวฟาดพื้นอย่างแรง พอฟื้นขึ้นมาก็เลยความจำเสื่อม”
“พอเลยเลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว และก็รีบไปช่วยแม่เองเตรียมอาหารเย็นให้คุณกฤษกับคุณพัชร์โน่นไป” อานนท์เอ่ยปรามลูกสาวของตนเอง
“ฉันไม่ได้พูดเพ้อเจ้อนะพ่อ ลองคิดดูสิถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ ทำไมคุณพัชร์ถึงทำราวกับว่าไม่เคยรู้จักพวกเรามาก่อนล่ะ ทั้งที่เธอเองก็เคยมาค้างที่นี่กับคุณการันต์ตั้งหลายครั้ง จิกหัวใช้พวกเราหรือก็บ่อย ถ้าไม่เป็นเพราะความจำเสื่อมแล้วจะเป็นเพราะอะไร”
“ก็จริงของมันนะ” จุรีเริ่มมีความคิดเห็นคล้อยตามคำพูดของลูกสาว
“อย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลเหล่านี้เลย คนที่สมองมีปัญหานะคือมันไม่ใช่คุณพัชร์ พักเรื่องนี้ไว้ก่อนและไปเตรียมอาหารเย็นให้เจ้านายได้แล้ว”
“ฉันจะพูดอะไรหรือทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจพ่อสักที”
“ก็เอ็งมันชอบพูดจาเพ้อเจ้อและชอบยุ่งเรื่องของเจ้านาย ข้าก็เลยต้องพูดเตือนสติเอ็งบ่อย ๆ”
อ้อแอบหันไปเบ้ปากโดยไม่ให้พ่อเห็นก่อนจะเดินตามแม่เข้าไปในครัว เพื่อเตรียมอาหารมื้อเย็นให้ เจ้านายทั้งสอง
กฤษฎาเดินทางออกจากเกาะแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิให้ทันเวลาที่ไฟร์ทของแม็ค ไม่เคิล คีนน์ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเขาจะลงจอด เขาไปถึงที่นั่นก่อนเวลาที่เครื่องของแม็คจะแลนดิ้งเกือบสองชั่วโมง ในขณะนั้นเองฌอห์น เดชาวัตเพื่อนสนิทอีกคนของเขาก็ได้เดินทางมาถึงที่สนามบินเช่นกัน ทั้งคู่ชักชวนกันไปรอรับแม็คที่ช่องของผู้โดยสารขาออก ทันทีที่รู้ว่าเครื่องของแม็คได้ลงมาจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และก็ต้องยืนรออยู่นานกว่าจะเห็นเพื่อนรักเข็นกระเป๋าสัมภาระเดินออกมาตามช่องทางนั้น ไม่เหนือความคาดหมายที่เห็นเพื่อนคนนี้ยิ้มโปรยเสน่ห์ให้สาว ๆ มาตลอดทาง กฤษฎาและฌอห์นเคยเห็นการกระทำเหล่านี้ของเพื่อนรักมาจนชินตา เรียกได้ว่าเป็นนิสัยส่วนตัวของแม็ค ซึ่งได้ชื่อว่าเพลย์บอยหนุ่มตัวพ่อของอเมริกาเลยก็ว่าได้
“ยิ้มโปรยเสน่ห์มาแต่ไกล”
“ไอ้แม็คมันก็เป็นแบบนี้แหละนายยังไม่ชินอีกเหรอวะกฤษ”
“ไม่ใช่ไม่ชิน แต่เราไม่ได้เจอมันมาปีกว่าฉันก็เลยนึกว่านิสัยของมันจะเปลี่ยนไป ที่ไหนได้มันยังคงชอบโปรยเสน่ห์ให้สาวน้อยสาวใหญ่หลงใหลได้ปลื้มเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”
“เสือมีหรือจะทิ้งลาย”
เมื่อดวงตาซุกซนขี้เล่นของเพลย์บอยหนุ่มรูปหล่ออย่างแม็ค เหลือบเห็นเป้าหมายที่ยืนห่างไปไม่กี่สิบเมตร เขาก็ไม่รอช้ารีบเข็นกระเป๋าสัมภาระตรงไปทางนั้นทันที
“ไฮ! ไม่คิดว่านายสองคนจะมารับไอจริง ๆ”
พูดจบแม็คก็สวมกอดเพื่อนรักทั้งสองด้วยความคิดถึง เพราะครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็ปีกว่ามาแล้ว
“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น ฉันบอกว่าต้องมาก็ต้องมาสิวะ”
“เพื่อนาย เราสองคนถึงยอมโดดงาน ถ้าไม่มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้มีเคือง”
