บทที่ 1 สูญเสีย

“โครม!!"   เสียงของวัตถุขนาดใหญ่ ที่ชนกระทบกันอย่างเเรงจนเกิดเสียงดังสนั่นทั่วพื้นที่ตรงนั้น จนชาวบ้านต่างเเตกตื่นวิ่งออกมา ตามเสียงที่เกิดขึ้นบนพื้นถนน ร่างบางของเจ้าของรถยนต์ในที่เกิดเหตุทั้งสองคัน อาบนองไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉาน ที่ตอนนี้เลือดของทั้งสองนั้นไหลออกมามากพอสมควร

ร่างบางของหญิงสาวทั้งสอง ถูกเคลื่อนย้ายมายังโรงพยาบาลที่ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน เพราะอาการของทั้งสองเป็นตายเท่ากัน ทั้งสองถูกเคลื่อนย้ายเข้าห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว

" เคลีย! " เสียงของเหล่าหมอเเละพยาบาลที่ชุลมุนพยายามช่วยชีวิตทั้งสอง ดังออกมา " คุณหมอคะ คนไข้คนนี้ เข้าขั้นวิกฤตแล้วค่ะ" เมื่อพยาบาลสาวที่กำลังช่วยหญิงสาวร่างบางอยู่พูดขึ้น ขณะที่อาการของเธอเริ่มเเย่ลงเรื่อยๆ  เมื่อคุณหมออีกท่านหนึ่งช่วยหญิงสาวอีกผู้หนึ่งให้รอดชีวิตเเล้ว จึงตรงมาช่วยคุณหมออีกท่านที่กำลังเร่งมือยื้อชีวิตของร่างบางที่นอนอย่างไร้สติอยู่บนเตียงคนไข้

"เคลีย!" เสียงของหมอที่กำลังช่วยชีวิต ของหญิงสาวอีกผู้หนึ่งที่นอนอย่างไร้สติอยู่ บวกกับเสียงของเครื่องช่วยกระตุ้นหัวใจ ที่ดังออกมา...

"อะ...อะไรนะ วิเกิดอุบัติเหตุ อาการเป็นตายเท่ากัน แกพูดจริงใช่ไหมริน เป็นไปได้ยังไงฉะ...ฉันไม่เชื่อ" เสียงอาการสั่นกลัวของ อัศวิน วงศ์อัครกูล กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่อยากจะเชื่อคำพูดของผู้เป็นน้องชายเพียงคนเดียวของเขาเลย ถึงแม้ว่าน้องชายตนจะเป็นพวกที่ชอบพูดเล่นก็เถอะ แต่ครั้งนี้มันรุนแรงเกินไปสำหรับเขา...

"เชื่อผมเถอะ พี่วิเกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล พี่รีบมาด่วน ตอนนี้ผมอยู่หน้าห้องฉุกเฉินแล้ว เร็วๆพี่วิน หมอกำลังช่วยชีวิตพี่วิอยู่ " อัคริน วงศ์อัครกูล พูดผ่านโทรศัพท์มือถือกับผู้เป็นพี่เพื่อให้เขายอมรับความจริง กับสิ่งที่เกิดขึ้น

"ได้...เดี๋ยวพี่รีบไปเดี๋ยวนี้แหละ ฝากแกดูให้ด้วยนะริน " เขาพูดด้วยอาการที่กระวนกระวายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่รอให้ปลายสายได้ตอบกลับ

"อย่าเป็นอะไรไปนะวิ ผมรักคุณ เราสัญญากันเเล้วนะครับว่าเราจะไม่ทิ้งกัน ได้โปรดอยู่กับผมเถอะนะ...ที่รัก " อัศวินพูดขึ้นขณะขับรถยนต์คันหรูพุ่งทะยานไปหาแฟนสาว สติตอนนี้เขาแทบจะประคองมันไม่อยู่เสียด้วยซ้ำไป แต่ทว่าต้องเร่งมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาล เพื่อไปหาแฟนสาวที่กำลังจะเเต่งงานกับเขาอีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยขายาวๆของอัศวินก็ก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อไปยังจุดหมาย โดยไม่สนใจสายตาของสาวน้อยสาวใหญ่ที่กำลังจ้องมองมายังเขาแม้แต่น้อย

"ริน" เสียงของอัศวินตะโกนมายังทางด้านหลัง เมื่อเห็นน้องชายนั่งหมดสภาพอยู่ที่เก้าอี้ของโรงพยาบาล อัครินเมื่อได้ยินเสียงพี่ชายอันเป็นที่รักก็ต้องลุกขึ้นแล้วหันมามอง ที่มาของเสียง เมื่อเท้าหนาก้าวมาถึงตัวอัคริน ก็ต้องหน้าซีดเมื่ออัครินมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร

"พี่วิน ทำใจ ดีๆนะ พะ...พี่วิเสียเเล้ว..." เมื่อชายหนุ่มพูดเสร็จเข่าของอัศวินก็แทบทรุดลงกับพื้น เมื่อสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยินมันกลับเป็นเรื่องจริงขึ้นมา

“ยะ...อย่ามาพูดเล่นแบบนี้ริน...วิต้องไม่ตาย วิต้องไม่เป็นอะไร”

"...พี่วิน พี่วิ...เธอไปสบายเเล้วครับ"

"ฉันไม่เชื่อ! แกโกหกใช่ไหม แกกำลังโกหกฉัน ไม่..." เขาถามอย่างกระชากเสียงใส่น้องชาย แบบไม่เคยเป็นมาก่อนก่อนมันจะค่อยๆผ่อนปรนลงเมื่อหัวใจเริ่มที่จะรับสิ่งที่เจอไม่ไหวเสียแล้ว ทำไมเรื่องแบบนี้มันถึงมาเกิดกับเขากัน...ทำไม

"ผมพูดเรื่องจริง พี่วิไปสบายแล้ว” เขาเองก็รู้จักเสียใจไปไม่น้อยกว่าอัศวินเลย

“วิ...วิ คุณไปอยู่ที่ไหนที่รัก กลับมาหาผมเถอะนะครับ...ได้โปรด” น้ำตาของลูกผู้ชายคนหนึ่งไหลออกมาอย่างไม่มีปิดกั้นใดๆเพราะตอนนี้เขากำลังเสียใจที่สุดเมื่อกำลังเสียคนที่รักไป คนที่เขาเฝ้าจะร่วมสร้างอนาคตด้วย ตอนนี้มันกลายเป็นแค่ความฝัน...

“พี่วิน...” มือเรียวหนาของอัครินเอื้อมไปจับไหล่หนาของพี่ชายที่กำลังสั่นเทาด้วยแรงสะอื้นของน้ำตาลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่กำลังสูญเสียหญิงอันเป็นที่รักคนหนึ่งในชีวิตไป

"เเล้ว...วิอยู่ไหน ฉันอยากไปหาเธอเป็นครั้งสุดท้าย" น้ำเสียงของเขา เมื่อฟังแล้วชั่งน่าสงสารจับใจยิ่งนัก เสียงของอัศวินแหบพร่าเมื่อโหยหาสิ่งรัก

"อยู่ข้างในห้องครับ" อัครินพูดขณะที่สายตาก็มองตามเเผ่นหลังหนา ที่กำลังก้าวเดินไปยังห้องข้างหน้า

"ริน แล้วพี่ชายเราละไปไหนเเล้ว" เสียงของมารดาของอัศวินและอัคริน ดังมาทางด้านหลังพร้อมกับผู้เป็นบิดา หลังจากที่เขารู้ข่าวเกี่ยวกับหญิงสาวแล้วจึงรีบมาในทันที

"ไปหาพี่วิครับ" ชายหนุ่มตอบคำถามผู้เป็นมารดา

"น่าสงสารหนูวิเนอะคุณ กำลังจะเเต่งงานกับตาวินอยู่เเล้วไม่น่ามาเกิดเรื่องเเบบนี้เลย"

นางเพ็ญพัตตรา วงศ์อัครกูล พูดกับผู้เป็นสามีอย่าง นายอนาคม วงศ์อัครกูล พร้อมกับหยาดน้ำตา

ณ ห้องฉุกเฉิน

"คุณไม่น่าทิ้งผมไปเลย วิ ผมรักคุณนะ ผมรักคุณ…หลับให้สบายนะครับ ที่รักของผม " ชายหนุ่มพูด ทั้งหยาดน้ำตาเมื่อไม่สามารถอดกลั้นไม่ให้มันไหลออกมาได้

ก่อนที่เขาจะเข้ามาพบกับหญิงสาวที่ตอนนี้นอนอย่างไร้ชีวิตอัศวินได้สอบถามเรื่องราวต่างๆที่เกิดกับหมอที่ทำการรักษาเพื่อถามไถ่ถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่แล้วเมื่อเขาได้รับรู้เรื่องราวของคู่กรณี ก็ถึงกลับเลือดขึ้นหน้าเมื่อหญิงสาวอีกคู่กรณีได้ดื่มสุรามาอย่างหนักจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น จนเขาต้องสูญเสียคนรักไป และเมื่อล่ำลาคนรักเป็นที่เรียบร้อยแล้วอัศวินก็ตัดใจขอเข้าพบคู่กรณี

ยามที่ได้ยินชื่อของหญิงสาวก็ถึงกับต้องทวนชื่อนั้นซ้ำอีกครั้ง เพราะเขาไม่อาจจะเชื่อในสิ่งที่ตนนั้นได้ยิน "เขมมิกาเหรอ...ฉันหวังว่าคงไม่ใช่เธอหรอกนะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบชา ทฤษฎีที่ว่าโลกมันกลมคงจะไม่เกิดขึ้นกับเขาใช่ไหม...?

ชื่อนี้คล้ายชื่อที่มารดาคอยจับคู่ให้เขาเเต่งงานกับเธอเมื่อครั้งที่ยังไม่ไปเรียนต่อที่อังกฤษ เขารู้จักผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างดีในฐานะของเด็กสาวที่ตอนเด็กเอาแต่วิ่งร้องไห้งอแงอยู่เป็นประจำ จึงทำให้อัศวินไม่ค่อยชอบเธอเสียเท่าไรนักเพราะผู้หญิงคนนั้นอ่อนแอจนเกินไป

ซึ่งมันได้สร้างความรำคาญต่อเขาเป็นอย่างมาก และยามที่อัศวินบินไปเรียนต่อยังที่ประเทศอังกฤษก็ได้พบรักกับวิชุดา เธอมาเรียนต่อยังประเทศอังกฤษด้วยเช่นกัน

อัศวินเเละวิชุดาปลูกต้นรักอยู่ด้วยกันจนเป็นเวลานาน จนทั้งสองได้จบการศึกษา เขาจึงพาแฟนสาวของตนมาให้ผู้เป็นแม่ได้รู้จัก แต่เมื่อครั้งแรกที่พาหญิงสาวมาให้มารดาเจอ นางเพ็ญพัตตราดูไม่ค่อยชอบใจเสียเท่าไหร่นัก เเต่เมื่อสาวเจ้าได้พิสูจน์ว่าเธอสมควรที่จะมาเป็นสะใภ้บ้านนี้ ผู้เป็นแม่ก็ยอมรับเธอแต่โดยดี

'แอดดด'

เสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับเท้าหนาที่ก้าวเข้ามายังห้องพักฟื้นคนไข้ ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปหาร่างบางที่นอนอยู่ที่เตียงทันที ยามที่ได้พบหน้าของผู้หญิงนางนี้ ก็ไม่อาจจะเชื่อสายตาของตัวเอง เพราะเมื่อในสิ่งที่เขาคิดมันเป็นเรื่องจริง ดั่งที่ได้คิดไว้...

"ทำไม...ต้องเป็นเธอเขมมิกา เธอทำให้ฉันเกลียดขี้หน้าเธอยังไม่พอ เธอยังจะมาพรากคนรักฉันไปอีกเหรอ" หากเป็นไปได้อยากจะกระชากคนที่นอนนิ่งอยู่ให้ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าเสีย

อัศวินกระชากเสียงถามร่างบางที่นอนอย่างแน่นิ่งอยู่ พร้อมกับเอื้อมมือไปบีบไหล่ของหญิงสาวอย่างเเรง ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกซะจากร่างกายที่โตขึ้นตามวัย ถึงเเม้ว่าเขาจะไม่ได้เจอเธอมาหลายปีเเล้วก็ตาม เเต่เขายังจำใบหน้าที่หวานสวย จมูกสันโด่ง ปากเล็กที่มีสีแดงอมชมพู ชวนให้น่ามอง แต่ไม่ใช่สำหรับเขา

"ทำไมเธอไม่ตายแทนวิ ทำไม..." อัศวิยไม่วายที่จะต่อว่าเธอที่ต้องทำให้ว่าที่เจ้าสาวของเขาต้องตาย อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเขาก็จะได้ใช่ชีวิตคู่ที่มีความสุขแล้ว ตอนนี้เรียกได้ว่าเขายอมเห็นแก่ตัวมากที่สุด หากว่าร่างนี้จะจากไปแล้วเรียกคืนชีวิตของวิชุดากลับคืนมาได้...

อัศวินรีบเดินออกไปจากห้องนั้นทันที เพราะเขาคงไม่อาจจะทนเห็นหน้าของเธอได้อีกต่อไป...

เมื่อเวลาได้ผ่านไป เพียงพอที่จะทำให้อัศวินเริ่มทำใจขึ้นได้บ้างแล้วกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ จากงานเเต่งงานที่ถูกเหล่าบรรดาญาติผู้ใหญ่ ของทั้งสองฝ่ายเนรมิตขึ้นอย่างตระรานตาให้สมกับฐานะของชายหนุ่มเเละหญิงสาวผู้อันเป็นที่รัก การ์ดเชิญงานเเต่งงานที่กำลังจะถูกเเจกจ่ายไปทั่ว

เรียกได้ว่าทุกอย่างพร้อมกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ เเต่ในเมื่อไม่มีสิ่งใดที่เเน่นอนในโลกนี้ จากการ์ดเชิญร่วมแสดงความยินดีกับคู่หนุ่มสาวที่จะกำลังจูงมือกันเข้าประตูวิวาห์ กับถูกเปลี่ยนเป็นการเชิญร่วมแสดงความอาลัยต่อเจ้าสาวแทน...

งานศพของ วิชุดา ถูกจัดขึ้นทามกลางความเศร้าโศกของบรรดาญาติผู้ใหญ่ของวิชุดา ที่ต่างเข้ามาร่วมไว้อาลัยต่อหญิงสาวผู้ที่จากไปเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อทุกคนรู้ข่าวของวิชุดาทุกคนต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันเป็นอย่างมากซึ่งไม่คิดว่ามันจะเกิดกับหญิงสาวผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์กับเเฟนหนุ่มของเธอ เเต่เมื่อทุกคนต่างรู้ถึงสาเหตุของการจากไปของหญิงสาวครั้งนี้ ทุกคนก็ต่างเศร้าโศก เพราะไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้

อัศวินเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจและน่าสงสารไม่ต่างไปจากคนในครอบครัวของหญิงสาวเลยเมื่อเขานั้นกำลังจะเป็นเจ้าบ่าวแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายวันนี้ก็เป็นได้แค่เพียงคนที่คอยยืนต้อนรับเเขกที่เข้ามาภายในงาน ด้วยสีหน้าที่เศร้าโศกกับการสูญเสียคนรัก

"สวัสดีครับ คุณอา" อัศวินกล่าวสวัสดีหญิงสาวกับชายหนุ่มวัยกลางคน ที่เข้ามาร่วมงานในคืนนี้

"สวัสดีจ้ะ อาเสียใจด้วยนะ กำลังจะเเต่งงานกันแล้วแท้ๆ ไม่น่าเลยหนูวิ" คนเป็นอาเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเดินเข้าไปยังงานที่มีเสียงดนตรีเปิดคลอเบาๆ เพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อหญิงสาว

งานศพของวิชุดาได้จัดขึ้นเป็นเวลา 7 วันผ่านไปด้วยดี คดีความของหญิงสาวก็กำลังดำเนินการจนจบลงได้ดี คดีความของวิชุดากับเขมมิกายืดเยื้อมานานถึง 1 ปีเต็ม รถที่เกิดอุบัติเหตุตรวจเช็คสภาพของทั้งสองคันแล้วพบว่าสายเบรกรถของวิชุดานั้นขาดแต่ทว่าเป็นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นและดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่รู้เลย

ซึ่งในส่วนของรถเขมมิกาพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติแต่ทว่าทางด้านคนขับนั้นกลับมีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดจำนวนหนึ่งแต่ทว่าน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และจากภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ารถทั้งสองแล่นมาด้วยความเร็วจนสุดท้ายรถคันหนึ่งเกิดเสียหลักและพุ่งชนเข้ากันเข้าอย่างจัง

1 ปีต่อมา...

“อะไรนะครับคุณเเม่ แต่งงาน...ผมฟังไม่ผิดใช่ไหมครับ" อัศวินถามอย่างตกใจ กับคำพูดของผู้เป็นแม่ที่เปล่งออกมาจากลำคอของหญิงที่เลยวัยกลางคน

"ใช่ เเกฟังไม่ผิดหรอกตาวิน ฉันจะให้เเกเเต่งงานกับหนูเขม” เสียงของหญิงที่เลยวัยกลางคนเปล่งออกมาเพื่อตอกย้ำกับคำพูดของตนที่บอกไปกับลูกชายว่าเขาฟังไม่ผิดเเต่อย่างใด

"แต่ผมยังทำใจไม่ได้เรื่องของวินะครับ ผมยังไม่พร้อม..." อัศวินกล่าวขึ้นว่าตนนั้นยังทำใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่า ระยะเวลาจะผ่านมาเป็นปีเเล้วก็ตาม แต่สำหรับชายหนุ่มก็ยังทำใจไม่ได้เช่นเดิม เขาต้องมาสูญเสียเธอไปอย่างกะทันหันโดยที่ตัวชายหนุ่มยังไม่ทันได้ตั้งตัวแม้เเต่น้อย เขารู้สึกขุ่นมัวเมื่อนึกถึงเรื่องในวันนั้น

"แต่แกต้องเเต่งงานกับหนูเขมมิกานี้ก็ผ่านมาเป็นปีเเล้ว หนูวิเขาไปสบายเเล้วมีเเต่เเกนี่แหละ ที่ยังจมปักอยู่กับอดีต อายุอานามแกก็ปาเข้าไปเท่าไร มันถึงเวลาเเล้ว" ว่าเเล้วผู้เป็นเเม่ก็ร่ายยาวให้ชายหนุ่มร่างเเกร่งฟัง จากที่อัศวินนั่งอยู่ที่โซฟาหรูราคาเเพงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขานึกได้ถึงชื่อของผู้หญิงที่เเม่ตนเอ่ย คนที่ต้องเเต่งงานกับเขาคือเขมมิกาหรอ ชายหนุ่มพลางคิดอยู่ในใจ

"แล้วทำไมผมต้องเเต่งงานกับเธอ ก็ในเมื่อผมไม่ได้รักยัยหนูเขมอะไรนั้นของคุณแม่ เเล้วอีกอย่างผมไม่มีวันเเต่งงานกับคนที่มันฆ่าเจ้าสาวผมหรอก” เขานึกได้ว่าคงไม่มีเขมมิกาไหนอีกแล้ว...นอกจากเธอ คนที่เป็นต้นเหตุทำให้ว่าที่เจ้าสาวของเขาต้องตาย!

"แกอย่าว่าน้องอย่างนี้นะ! เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ ไม่มีใครในโลกนี้อยากให้เกิดขึ้นหรอก ตาวินคิดซะบ้างสิ" ผู้เป็นเเม่เริ่มขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก กับคำพูดของผู้เป็นบุตรชายที่ตนไม่คิดว่ามันจะหลุดออกมาจากปากของอัศวิน ชายหนุ่มผู้ที่เเสนจะใจดีกับทุกคน แต่เมื่อมาเกิดเรื่องขึ้นเมื่อหนึ่งปีที่เเล้วเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เปลี่ยนเป็นคนที่เยือกเย็น นานๆทีจะเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่ม

“ผู้หญิงคนนั้นคือต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องทรมานแบบนี้ คุณแม่ไม่คิดถึงใจผมบ้างเลยหรือครับ”

“วิน...เราจำสัญญาเมื่อตอนยังเด็กไม่ได้หรือที่ว่า...”

“มันไม่มีสัญญาอะไรทั้งนั้นระหว่างผมกับผู้หญิงคนนั้น ถ้าอยากจะให้แต่งนักก็ให้ไอรินแต่งไปเถอะ ผมทนมองหน้าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้”

“วิน...ถ้าแกไม่แต่งแม่ก็คงต้องทำอย่างอื่น” นางเพ็ญพัตตราพูดด้วยเสียงเรียบๆแววตาติดเศร้า

“คุณแม่จะทำอะไรครับ” สีหน้าของมารดาทำให้อัศวินสงสัย

“ในเมื่อแกไม่สนใจที่จะแต่งงานก็ไม่จำเป็นต้องมาสนใจเรื่องของฉันหรอก ฉันจะทำอะไร”

“พูดออกมาตรงเถอะครับว่าทำไมคุณแม่ถึงอยากให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น” เขารู้ทัน ยามที่แม่มีท่าทางแบบนี้เรื่องที่พูดมามันยังไม่หมดแน่ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องสัญญา

"เผอิญทางครอบครัวหนูเขม เขาประสบกับปัญหาทางธุรกิจที่ทำ เเม่เลยอยากเอื้อมมือไปช่วย เพราะว่าตระกูลของเรากับหนูเขมก็ปรองดองกันมานาน..." ผู้เป็นแม่ว่าพลางนึกสงสารผู้ที่โดนเอ่ยชื่อ นี่คือสิ่งที่นางอยากจะให้บุตรชายได้รับรู้ไหนๆก็รู้จักมักคุ้นกันมานาน ช่วยเหลือกันก็บ่อยครั้ง

"ที่เเท้ก็เดือดร้อน...เรื่องเงิน" ชายหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับทำปากแสยะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ออกเเนวเชิงดูถูก

"แล้วฝ่ายนั้นทราบรึยังครับเรื่องแต่งงาน " เขาถามขึ้นอีกครั้ง

"รู้แล้วละ คงกำลังจะคุยกับหนูเขมอยู่ แล้วจะเอายังไงจะแต่งไหม" ผู้เป็นเเม่พูดขึ้น ตอบคำถามของบุตรชายคนโต

“ในเมื่อคุณแม่ต้องการ...ผมก็จะทำให้” คำพูดที่เรียบๆนิ่งที่เขาเผยออกมานี้ แม้ว่าฟังแล้วมันจะดูธรรมดาแต่ใครเล่าจะรู้ว่าทุกอย่างมันกำลังถูกอาบด้วยยาพิษ

"แล้วคุณเเม่จะจัดงานเเต่งขึ้นวันไหนล่ะครับ ผมจะได้เตรียมตัวเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้พี่วิน เดี๋ยวจะเตรียมตัวให้หล่อกว่าเจ้าบ่าวเลย แต่สำหรับผมคงไม่ต้องเเต่งมากหรอกใช่ไหมครับ แค่นี้ก็หล่อจนสาวติดเต็มแล้ว” อัครินพูดพลางพรากภูมิใจกับความหล่อเหลาของตน เมื่อเขารู้ข่าวที่พี่ชายคนเดียวของเขาจะเเต่งงานก็รีบมาทันที แม้จะแปลกใจที่ยอมแต่งกับเขมมิกาง่ายๆทั้งๆที่ผู้หญิงคนนั้นทำให้อัศวินต้องเจ็บปวด แต่เขาก็ใจไม่กล้าพอที่จะถามออกไป

"นี่ น้อยๆหน่อย ไอริน เดี๋ยวโดน " อัศวินว่าพลางหมั่นไส้น้องชายตนยิ่งนัก อัศวินกับอัครินมีนิสัยที่เเตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะอัศวินมีนิสัยที่ดูสุขุมเเต่ก็ใจดีบ้าง จริงจังกับทุกเรื่อง ส่วนอัครินมีนิสัยที่ดูร่าเริง มั่นใจในตนเอง เเต่ถ้าจริงจังกับเรื่องอะไรเเล้วจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ แต่ทว่าใครจะรู้เล่าว่าบางทีชายหนุ่มคนนี้อาจจะมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ไว้ในส่วนลึกที่ไม่อาจจะบอกใครก็ได้...ความร่าเริงที่เปิดเผยออกมามันอาจจะเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าก็เท่านั้น...

"ว่าไงครับคุณแม่ งานเเต่งพี่วินจัดวันไหนครับ" อัครินถามผู้เป็นแม่ที่ ณ ตอนนี้มองมาที่เขากับพี่ชาย

"อึ่ม... อีกหนึ่งเดือน แม่หาฤกษ์ไว้เรียบร้อยเเล้ว เตรียมตัวให้ดีเเล้วกันตาวิน "

"ครับ" อัศวินกล่าวตอบรับพร้อมเเสยะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเพียงลำพัง เขาเองก็อยากที่จะให้รับถึงวันนั้นเร็วๆเหลือเกิน

อัศวินได้พูดคุยกับผู้เป็นเเม่เรื่องงานเเต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว     เขาจึงพาร่างเเข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเเสดงถึงเจ้าของร่างได้ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างโชกโชน ยามที่พากายเข้ามาในห้องเขาก็เลือกที่จะล้มตัวลงนอนกับเตียงหรูขนาดกว้าง ถึงแม้ว่าสภาพจิตใจของเขาจะมีอาการที่ดีขึ้นมามากเเล้วพอสมควร เเต่...ก็ไม่ได้ทำให้ความโหยหาความรักที่มีต่อ วิชุดา ลดน้อยลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"วิ ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน คุณกลับมาหาผมได้ไมครับ คนดี คุณกลับมาหาผมได้ไหม วิ..."

อัศวินพูดพลางมีน้ำตาใสหยดน้อยที่หล่นลงมาจากดวงตาข้างซ้ายที่เเสนเศร้า ซึ่งเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่โหยหาคนรักอย่างสุดที่จะบรรยายได้ เขาไม่เคยที่จะต้องเสียน้ำตาเหล่านี้ให้ใครเลยนอกจากเธอ แม้ว่าจะรับรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดมันจะไม่มีวันหวนคืนมาก็ตาม...

" วิ ผมสัญญาว่าผมจะนำเอาคนที่ทำร้ายคุณมาลงโทษให้ได้ครับ ผมสัญญา ผมสัญญา..." เขาพูดพลางมีน้ำตาใสหยดมาจากดวงตาคู่คมเช่นเดิม

"เขมมิกาเธอต้องได้รับ บทเรียนอย่างสาสม ให้สมกับสิ่งที่เธอทำไว้" อัศวินมีอารมณ์ที่เดือดพล่าน เมื่อถึงใบหน้าของคนที่ต้องทำให้คนรักของตนต้องจากไป อย่างไม่มีวันย้อนคืนกลับมา ในเมื่อเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้แล้ว เขาจะเป็นคนที่จะพาผู้หญิงคนนั้นไปลงนรกเอง เขมมิกาจะต้องได้รับความเจ็บปวดพอๆกับที่เขาต้องเจอ

" อะไรนะคะ จะให้เขมเเต่งงานเหรอคะ" หญิงสาวร่างบางอุทานอย่างไม่เชื่อกับคำพูดของผู้เป็นแม่ของตน เธอรู้สึกหายใจติดขัดเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธอไม่คิดว่าสมัยนี้ยังมีการคลุมถุงชนกันอยู่

"นะลูก คิดซะว่าเราทำเพื่อครอบครัวเรานะ ธุรกิจของเรากำลังย่ำเเย่ ถือว่าช่วยธุรกิจเราเเล้วอีกอย่าง ตระกูลทั้งสองตระกูลก็ปรองดองกันมานานเเล้ว มีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือกันตลอด " นางวลาพร วัฒนคุณ ผู้เป็นมารดาของเขมมิกาเอ่ยขึ้นพูดกับบุตรสาวบุญธรรมตรงหน้า

“ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วหรือคะ?” แม้จะรู้จักกับครอบครัวนั้นดี แต่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เธอก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะพร้อมเผชิญหน้ากับบุตรชายของบ้านนั้น

“ทางนี้คือทางที่ดีที่สุดแล้ว...เห็นแก่ครอบครับของเราเถอะนะลูก”

“ตะ...แต่” เธออยากจะปฏิเสธ แต่ทว่ายามที่มองไปที่ดวงตาของมารดาเธอก็พบเข้ากับสายตาอันเศร้าโศก...หากเธอจะต้องตอบแทนบุญคุณที่ท่านเลี้ยงเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอก็คงปฏิเสธมันไม่ได้

"ก็ได้ค่ะแม่ เขมยอมเเต่งก็ได้เพื่อครอบครัวเขมยอม แล้วฝ่ายนั้นละคะเขาจะยอมเเต่งงานกับเขมเหรอ" เขมมิกาถามผู้เป็นเเม่

"ยอมสิ คุณเพ็ญพัตตรา เพิ่งโทรมาบอกแม่เมื่อกี้นี้เอง ว่าตาวินยอมเเต่งงานกับลูก" วลาพรพูดอย่างดีใจ

"พี่วินหรือคะ" เขมมิกาแปลกใจ สาวเจ้าจำได้ว่าเธอเป็นคนทำให้เขาต้องสูญเสียคนรัก ในงานศพของวิชุดา คืนนั้นเขายังด่าเธอเอาเป็นเอาตายอยู่เลย เพียงเเค่อยากไปขอขมาเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะโกรธเกลียดเธอขนาดนั้น เขมมิกาพลางคิดอยู่ในใจ

"จ้ะ ตาวิน " วลาพรตอบคำถามเขมมิกา

ถึงเเม้ว่าเธอกับเขาจะเคยเล่นด้วยกันตอนเด็กก็เถอะ เเต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากมาย เเละดูเเล้วเขาก็คงไม่ชอบหน้าเธอสักเท่าไรนัก แล้วยิ่งเธอมาทำให้เขาต้องเสียคนรักไป จึงไม่เเปลกที่เขาจะเกลียดเธอจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ พลางคิดไป น้ำตาเจ้ากรรมก็ดันไหลออกมาอย่างคลอๆ แทรกแทรงกับความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญ...

"ว่าไงนะเขม จะเเต่งงาน ทำไมไม่บอกดาให้มันเร็วกว่าเนี่ย? เเล้วจะเเต่งกับใคร ใครเเต่งกับเขม บอกดามาเลยนะเเล้วจะเเต่งวันไหนเจ้าบ่าวเป็นใคร ดายังไม่เห็นเขาคบกับใครเลย” ปานธิดาเพื่อนสาวที่เขมมิการักเเละไว้ใจที่สุด ยิ่งคำถามใส่เขมมิกาด้วยความตกใจ เมื่อได้รับข่าวจากเธอทางโทรศัพท์มือถือว่าตนนั้นจะเเต่งงาน

" ช้าๆ ก่อนดา เขมขอทีละคำถามได้ไหม" เขมมิกาตกใจกับคำถามที่เพื่อนสาวได้ร่ายถามมา เธอจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มตอบจากตรงไหนก่อน เพราะปานธิดานั้นถามมามากมายเหลือเกิน

เธอรักเเละไว้ใจปานธิดาเป็นที่สุดเพราะทั้งสองนั้นได้รู้จักเเละเล่นด้วยกันตั้งเเต่ทั้งสองยังเป็นเด็ก ปานธิดาเป็นเด็กที่มีถ้าฐานะไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก เเต่เธอขยันเเละมั่นเพียรเธอยอมทำทุกอย่างเพื่อให้แม่ของเธอมีชีวิตที่ดี   เพราะเหตุนี้จึงทำให้เขมมิการักเเละเป็นห่วงปานธิดาเป็นอย่างมาก

"จ้า ทีละคำถามก็ได้...คำถามเเรกเขมจะเเต่งงานกับใคร?"

"คำตอบคือ... เขมกำลังจะเเต่งงานกับเอ่อ... คุณอัศวิน" เขมมิกาพูดชื่อชายหนุ่มที่ตนจะต้องเเต่งงานด้วยน้ำเสียงที่เบามาก แต่ก็ทำให้ปานธิดาได้ยินในสิ่งที่เพื่อนรักของเธอพูด

"วะ... ว่าไงนะเขมกำลังจะเเต่งงานกับคุณอัศวินเหรอ ดาฟังไม่ผิดใช่ไหม" เมื่อปานธิดาได้ยินชื่อของชายหนุ่มที่เขมมิกาต้องเเต่งงานด้วย เธอถึงกับอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งเพราะเธอเองก็ไม่อยากจะเชื้อว่าคนที่เขมมิกาจะเเต่งงานด้วยคือเขาคนนั้น คนที่เขมมิกาทำให้เขาเสียใจ

"จ้ะ ดาฟังไม่ผิดหรอก เขมจะเเต่งงานกับคุณอัศวิน " เขมมิกาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังเเล้วดูเรียบชา

" ไม่เป็นไรนะเขม สู้ๆ อย่างน้อยดาก็อยากให้เขมรู้ว่า ถ้ามีปัญหาอะไร ปานธิดาคนนี้เนี่ยเเหละจะคอยอยู่ข้างเขมเองนะ " เธอมักจะรู้เรื่องทุกอย่างที่เป็นของเขมมิกา เพราะสาวเจ้ามักเล่าเรื่องราวต่างๆให้เธอ ได้รับรู้ ไม่เว้นเเม้เเต่ความรู้สึกของเพื่อนคนนี้

" ขอบใจมากนะดา นี้ก็ดึกเเล้วนอนกันดีกว่าเนอะ" เมื่อความรู้สึกที่ตนอยากให้คนอื่นรู้แต่ไม่สามารถบอกใครได้ ถูกปลดปล่อยออกอย่างหมดเปลือกทุกอย่างแล้ว เขมมิกาจึงหลับตาไปพร้อมกับน้ำตาใสที่ถูกปลดปล่อยออกมา และเฝ้ารอให้วันนั้นมาถึง

1 เดือนต่อไป...

"พรุ่งนี้เเล้วสินะ" ร่างบางของเขมมิกาพ่นลมหายใจออกมากลับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้จัดเตรียมเป็นที่เรียบร้อยเเล้วสำหรับงานเเต่งงานในครั้งนี้ ทั้งสินสอดทองหมั่น ที่สมฐานะของฝ่ายชายและพรุ่งนี้คือวันที่เธอจะจบสิ้นความสุขในชีวิต...

"เราจะได้เจอกันเเล้วสินะเขมมิกา ฉันรอวันนี้มานานเเล้ว เตรียมตัวให้ดีล่ะกันยัยฆาตกรฉันจะทำให้เธอเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บหลายร้อยเท่า!" อัศวินที่พาร่างหนาเเกร่งมายืนสูดลมธรรมชาติอยู่หน้าระเบียงยังคงนึกเเละเฝ้ารออยู่ตลอดเวลา ร่างหนาพูดพร้อมกับขบกรามเเน่น   เรือนหอที่ใช้ในการเข้าหอของทั้งสองคือเรือนหอที่อัศวินเคยจะใช้เป็นเรือนหอของตนเเละวิชุดา ซึ่งไม่ห่างจากบ้านหลังใหญ่ของร่างหนานัก

หลังจากเสร็จพิธีรดน้ำสังข์ในช่วงเช้าเเล้ว ตลอดงานทั้งอัศวินและเขมมิกาต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยที่ไม่ได้ปริปากพูดคุยกันออกมาเเต่อย่างใด ได้เพียงแต่มีรอยยิ้มของทั้งสอง เเต่รอยยิ้มนั้นชั่งดูน่าขมขื่นเสียจริง เพราะมันเป็นยิ้มที่มาจากความไม่เต็มใจของทั้งสอง ไม่สิมันเป็นความเต็มใจที่ฝ่ายหญิงมีอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เเต่สำหรับเขานั้นก็คงเป็นความเเค้นที่รอวันสะสาง

ญาติผู้ใหญ่ต่างๆที่เขามาร่วมงานเเต่งครั้งนี้ ต่างอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว เเต่ก็ได้เป็นเพียงเเค่รอยยิ้มกับการพยักหน้าเท่านั้น ที่เป็นคำตอบ ชุดที่ใช้ในการเข้าพิธีของเจ้าสาวเป็นชุดไทยบรมพิมานมีสีชมพูพาสเทลเป็นชุดที่ถูกตัดเย็บได้อย่างเรียบหรู มีรูปทรงของเสื้อที่เด่นชัด ทรงคอตั้ง เเขนยาว พร้อมสวมกับผ้านุ่งจับจีบหน้านางมีชายพก บวกกับเครื่องประดับที่มาตกเเต่งอยู่บนคอเสื้อของสาวเจ้า มีเข็มขัดเลื่อมทองที่รัดอยู่รอบเอว

ผมสวยถูกเกล้าขึ้นเป็นช่อด้วยฝีมือของช่างทำผมชื่อดังพร้อมกับปักด้วยปิ่นสีทอง ซึ่งชุดช่วยขับให้ผิวของหญิงสาวดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้นในส่วนชุดของเจ้าบ่าวที่เลือกเข้าพิธีในช่วงเช้าเป็นชุดสูทสีครีมทองผูกเนคไท สวมคู่กับโจงกระเบนสีกาแฟเข้มนิดๆ ผมของชายหนุ่มถูกเซตขึ้นด้วยฝีมือของช่างทำผมชื่อดังเช่นกัน...

ในช่วงยามราตรีงานเลี้ยงฉลองวิวาห์ของอัศวินเเละเขมมิกาถูกจัดขึ้นอยู่ในภายใต้โรงแรมหรูระดับห้าดาว ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อย รวมถึงชุดของเจ้าสาวที่ทั้งช่วงเช้าเเละกลางคืนที่เจ้าตัวไม่ได้เลือกเองเเต่อย่างใด ได้เเต่เพียงเเค่บอกไซส์เเละขนาดของสัดส่วนของตนไปเท่านั้น

รอบบริเวณการจัดงานถูกเหล่าพนักงานประจำโรงเเรมฝีมือดีออกแบบ ประดับประดาไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวเเละสลับทับซ้อนกับดอกกุหลาบสีชมพูบริเวณพื้นที่ในงานจะถูกเน้นสีไปทางด้านสีชมพูขาวซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเพื่อเพิ่มความหวานของคู่บ่าวสาวให้เเก่สายตาของเเขกที่กำลังทยอยเข้ามาภายในงาน แต่ซึ่งได้ขัดกับความเป็นจริงยิ่งนัก แม้ว่าภายในงานจะถูกจัดตกเเต่งไปด้วยดอกกุหลาบที่เเทนถึงความหมายของความรักได้หลากหลายรูปแบบ

แต่เส้นทางที่มีเเขกเข้าเเละออกกลับไร้ภาพถ่ายคู่กันระหว่างเจ้าบ่าวเเละเจ้าสาว เเต่ก็ไม่ได้สร้างความระเคืองใจให้เเก่ใคร และขณะนี้งานทุกอย่างถูกดำเนินไปตามพิธีการที่ได้จัดขึ้นไว้ มีเพียงเจ้าบ่าวเท่านั้นที่คอยตอนรับแขกที่กำลังก้าวเข้ามาภายในงานวิวาห์(ร้าย)ของตน

" สวัสดีครับคุณอา " เสียงของอัศวินว่าที่เจ้าบ่าวที่กำลังยืนตอนรับเเขกอยู่ทางเข้างาน เอ่ยกล่าวสวัสดีผู้ที่มีอายุมากกว่าตนนับสิบๆปี ชายหนุ่มได้อยู่ในชุดสูทสีขาวผูกเนคไทรองเท้าหนังสีขาว ผมถูกเซ็ทให้เป็นทรงด้วยฝีมือของช่างผมชื่อดังเช่นเคย

"ขอให้มีความสุขนะตาวิน อย่าปล่อยให้เขาจากไปเหมือนครั้งก่อนละ” หุ้นส่วนทางบริษัทของชายหนุ่มกล่าว หลังจากพยักหน้าเป็นการรับไหว้ของชายหนุ่มเเล้ว

ถึงเเม้คำพูดของชายเลยวัยกลางคน จะฟังดูเป็นห่วงและหวังดีเเต่คำพูดที่หลุดออกมาทำให้อัศวินกำมือของตนเเน่นเพื่อข่มความเจ็บภายในใจที่มันเจ็บปวดจนยากที่จะอธิบายได้กับการสูญเสียของคนรัก

"ครับคุณอา...ผมจะไม่มีวันปล่อยเธอไปเเน่นอนครับ” ร่างหนาพยายามปรับน้ำเสียงของตนให้เป็นปกติมากที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้เป็นอานั้นสงสัยกับน้ำเสียงที่ดูผิดเพี้ยนไปจากเดิม

“เชิญคุณอาเข้างานเถอะครับ " อัศวินกล่าวเอ่ยให้ผู้เป็นอาเข้าไปภายในงานที่กำลังจะเริ่มขึ้นเเต่กระนั้นกลับไร้วี่เเววของเจ้าสาว

"คุณเเม่ครับ แล้วว่าที่ลูกสะใภ้คุณแม่ไปไหนแล้วล่ะครับ นี่งานกำลังจะเริ่มเเล้วนะ” อัศวินเอ่ยขณะเห็นผู้เป็นแม่กำลังเดินมาทางตน เเต่กลับไร้ร่างของหญิงสาว

"โน่นไง มาเเล้วไปรับน้องสิลูกยืนเป็นหินอยู่นั้นเเหละ เร็วๆเข้างานใกล้จะเริ่มเเล้วนะ" ผู้เป็นเเม่กล่าวพูดกับลูกชายที่วันนี้จะได้เป็นฝังเป็นฝาสักที แต่ก็ยังเหลืออีกคนที่ยังคอยเที่ยวตามอารมณ์ของเจ้าตัวอยู่ไม่ยอมหาคู่ครองเสียที

เขมมิกาเดินออกมาจากห้องที่ตนได้เเต่งตัว ตามคำเรียกของว่าที่เเม่สามีของตน เขมมิกายามนี้ได้สวมอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวแขนยาวกระโปรงยาวจนลากพื้นแผ่กระจายไปทั่วทางเดินที่สาวเจ้าได้เดินลงมา มีลายผ้าลูกไม้กระจายอยู่ทั่วทั้งชุด และมีระบายอยู่ช่วงชายกระโปรงด้านล่าง ผมที่เคยถูกเกล้าไว้ ถูกปล่อยเเล้วจัดการม้วนเป็นลอนยาวปักด้วยดอกไม้ดอกเล็กสีขาวกับสีชมพูอ่อนตามคอนเซปงานที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งมันอยู่ทั่วทั้งศีรษะของหญิงสาว โดยที่ข้างกายนั้นก็มีเพื่อนสาวอยู่ข้างๆ

“กว่าจะลงมาได้" เมื่อมาถึงตัวของหญิงสาวอัศวินก็อดไม่ได้ที่จะเเขวะหญิงร่างบางทันที

"อะ...เอ่อ ขอโทษที่ให้รอค่ะ" เขมมิกาได้เพียงเเค่พูดไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตาชายหนุ่มเเต่อย่างใด

เมื่อทั้งสองได้เข้ามาภายในงานที่ถูกจัดขึ้นพิธีการต่างๆก็ดำเนินการไปเลื่อยๆจนถึงตอนที่เจ้าบ่าวเเละเจ้าสาวต้องขึ้นไปบนเวทีเพื่อกล่าวความในใจว่าทั้งสองมาพบกันได้อย่างไร เเต่ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้พูดก็ถูกชายหนุ่มเเย่งไมค์ไปเสียก่อน

"เผอิญว่าเขมเขาเขินน่ะครับ ผมก็เลยขออาสาพูดแทนเเล้วกันนะครับ” อัศวินพูดเเล้วหันหน้าไปทางเจ้าสาวของตนที่ขณะนี้ยืนจนตัวหดรู้สึกเกรงกลัวชายหนุ่มผู้นี้

“ถ้าถามว่าพวกเราสองคนมาเจอกันได้ไงเหรอครับ อ่อ! เผอิญว่าคุณเเม่จับคู่ให้น่ะครับ ผมก็เลยยอมๆเเต่งไปจะได้จบ จบนะครับทุกคน ขอบคุณครับ" เมื่อพูดเสร็จก็หันไปมองหน้าของหญิงสาวด้วยสายตาที่เเลดูจะเป็นเเรงอาฆาต แต่เมื่อคำตอบที่ชายหนุ่มให้มากลับชวนทุกคนต่างงงกับคำพูดของอัศวิน พิธีกรเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงเปลี่ยนเรื่องเสีย

"ถ้างั้นเรามาให้เจ้าบ่าวหอมเจ้าสาวกันดีกว่านะคะ/ครับ เอ้า! หอมเลยๆๆๆๆ " เสียงของพิธีกรชายหญิงต่างเชียร์ให้คู่บ่าวสาวหอมเเก้มกัน ซึ่งสักพักก็มีเสียงของแขกมากมายทีก็ต่างร่วมเชียร์ให้หอมแก้มกัน

เมื่อเหล่าเเขกในงานต่างส่งเสียงกันมากมาย ชายหนุ่มจึงจัดให้ ปดขยี้ริมฝีปากของตนลงไปยังบนเเก้มนวลของเขมมิกาอย่างเเรงโดยไม่มีความปราณี จนเจ้าตัวเองก็หน้าเเดงโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อหอมแก้มนวลเสร็จก็ได้กระซิบข้างหูของหญิงสาว

"จำเอาไว้นี้มันเป็นเพียงเเค่เริ่มต้นเท่านั้น เธอต้องเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บเขมมิกา" อัศวินพูดกับร่างบางที่ยืนนิ่งงันอยู่ข้างตน ทางด้านเขมมิกาก็พยายามข่มไม่ให้หยาดน้ำตาไหลลงมาหากชายหนุ่มเห็นเเล้วคงหาว่าเธอสำออยเป็นเเน่

สาวเจ้าไม่ได้พูดอะไรเเต่อย่างใด ได้เพียงเเต่ยืนนิ่งๆ ไม่ไหวติงอยู่ข้างๆร่างหนารอเพียงเเค่ให้งานแต่งที่เกิดจากความเเค้นนี้ได้ผ่านไปเท่านั้น ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจนถึงเวลาเข้าห้องหอแขกผู้ใหญ่มากมายก็ต่างพากันทยอยกลับกันบางเเล้ว ขณะนี้เจ้าบ่าวเเละเจ้าสาวต่างพาตนเองไปยังเรือนหอที่ได้อยู่ห่างจากโรงเเรมเเละบ้านหลังใหญ่ของชายหนุ่มไม่มากนัก โดยมีนางเพ็ญพัตตรากับนายอนาคม วงศ์อัครกูล และ นางวลาพรกับนายภานุ วัฒนคุณ ขับรถตามรถหรูของคู่บ่าวสาว

"ดูเเลน้องดีๆนะลูกเราเป็นครอบครัวเดียวกันเเล้ว มีเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆก็ให้อภัยกันนะ” มารดาของอัศวินบอกกับลูกชายพร้อมกับส่งรอยยิ้มไปยังทั้งสองที่ขณะตอนนี้ได้นั่งอยู่ตรงปลายเตียง  ทั้งสองเพียงเเค่พยักหน้ารับเท่านั้น

“แม่กับพ่อขอฝากลูกสาวคนนี้ด้วยนะตาวิน มีปัญหาอะไรก็ค่อยๆปรับความเข้าใจกันนะ เเล้วเรื่องทุกอย่างมันจะดีขึ้นนะจ้ะ" มารดาของฝ่ายหญิงกล่าวเเล้วมองไปที่ทั้งสองที่ตอนนี้กำลังฝืนยิ้มให้กับตนอยู่ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยเเล้ว บิดาเเละมารดาของทั้งสองต่างฝ่ายก็ต่างกลับไปยังที่พักของตนเอง

"ลุกไปอาบน้ำสิเขมมิกา จะนั่งอยู่อย่างนี้รึไง" อัศวินตวาดลั่นจนร่างบางที่นั่งอยู่ตอนนี้สะดุ้งเฮือกขึ้นมาจากภวังค์แห่งความคิด เพียงเเค่วันนี้เขาก็ทำตัวเหมือนรังเกียจเธอยิ่งนักเเล้วเธอจะทนต่อไปไหวหรือ...

"อะ...เอ่อ "

"อ่ำอึ้งอยู่นั้นเเหละจะพูดอะไรก็พูดมา " อัศวินไม่วายที่จะทำเสียงเข้มใส่หญิงสาว

"อะ...เอ่อ พี่วินไปอาบก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเขมค่อยอาบก็ได้คะ" ร่างบางตอบไปอย่างกล้าๆกลัวๆ

"เเล้วเเต่เธอเเล้วกัน" เมื่อพูดเสร็จก็สาวเท้าหนาเข้าไปในห้องน้ำแต่ต้องชะงักเมื่อนึกสิ่งใดได้

"เอ่อ ฉันลืมไปอีกเรื่องนึง ฉันกับเธอเราไม่ใช่ญาติกันไม่ต้องมาเรียกว่าพี่เพราะฉันไม่มีน้องสาว เเล้วเรียกฉันว่าคุณอัศวิน เข้าใจไหมเขมมิกา" เมื่อพูดเสร็จก็สาวเท้าหนาเข้าห้องน้ำทันที ประตูห้องน้ำถูกปิดลงอย่างเเรง

"ขะ...เข้าใจค่ะคุณอัศวิน" ได้เพียงเเต่พูดย้ำกับตนเองเท่านั้นเพราะเจ้าของคำถามได้เดินหายเข้าไปห้องน้ำเรียบร้อยเเล้ว เเต่ก็ยังไม่วายที่จะมีหยาดน้ำใสไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย เพียงเเค่วันนี้เขาก็ทำกับเธอเช่นนี้เเล้ว...เเล้วเธอควรจะทำเช่นไรดี...คำถามที่เฝ้าถามตนเองแทบจะตลอดเวลาแต่ทว่าทุกครั้งที่ถามออกไปมันก็ไม่ได้คำตอบกลับมาเสียที

“โธ่เว้ย!”

‘ตุ้บ’

เสียงตะโกนดังของอัศวิน พร้อมกับมือที่กำปั้นหนากระแทกทุบพัลวันเข้ากับผนังของห้องน้ำ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่อย่างไรพลางแค่ได้คิดว่า เผื่อการกระทำครั้งนี้อาจจะทำให้ลดความเจ็บปวดร้าวภายในจิตใจของตนให้ลดน้อยลงได้บ้างถึงไม่มากก็น้อย

“วิ ผมสัญญานะครับว่าผมจะเอาคืน คนที่ทำกับคุณให้สาสมกับสิ่งที่มันได้ทำไว้ ความเเค้นครั้งนี้ต้องสะสาง! ผมสัญญา" ชายหนุ่มร่างหนากล่าวเสียงหนักเเน่นกับคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับวิชุดา ตั้งแต่วันเเรกที่หญิงสาวจากไป แต่ทว่าคำสัญญาที่กล่าวไป ภายนอกแม้มันอาจจะดูหนักแน่น แต่ทว่าภายในจิตใจของร่างหนานั้นกลับโหยหาวิชุดาสิ้นดี

มือหนาของอัศวินเอื้อมไปยังฝักบัว เพื่อว่าการที่เขาได้นำสายน้ำที่เย็นและชุ่มช่ำในที่แห่งนี้บางที่มันอาจจะช่วยชโลมจิตใจ ที่ตอนนี้มันนำลังลุกโชนพร้อมที่จะแผดเผาทุกคนให้มอดไหม้  แต่ทว่าเมื่ออัศวินได้นึกถึงใบหน้าของใครอีกคน กลับทำให้ไฟในตัวของเขาลุกขึ้นโชนอีกครั้ง เปลี่ยนสายตาที่ขณะนั้นกำลังอ่อนโยนในคราแรก ให้เป็นสายตาที่แข็งกร้าว เปลี่ยนกลายเป็นความชิงชัง

เขาขยะแขยงยิ่งหนักยามที่ได้เข้าใกล้ตัวของเขมมิกา ภรรยาทางนิตินัยของตน เขาเกลียดและชิงชังเธอเป็นที่สุด ตั้งแต่ยามที่เธอได้เป็นเด็กน้อยที่คอยวิ่งตามเขาอย่างกลับอะไรดี

20 ปีก่อน...

‘พี่วินค่า รอเขมด้วยค่า เขมตามพี่วินไม่ทันแล้วนะ’เสียงใสของเด็กน้อยเขมมิกาที่ในมือด้านขวากำลังอุ้มตุ๊กตาหมีตัวน้อยอยู่ในมือในวัยหกปี เรียกหาพี่ชายที่ตนชอบเล่นด้วยเป็นที่สุดในยามที่มารดาของตนได้พามายังบ้านหลังใหญ่หลังนี้เป็นประจำ แต่เขากลับเดินหนีเธอซะงั้น

‘เธอก็เดินให้ทันฉันสิ มั่วแต่เดินชักช้าอยู่นั้นแหละเดินเร็วๆสิ ฉันรำคาญ’ เสียงของเด็กชายวัยสิบปีนามว่าอัศวิน สั่งเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังเดินตามตนอยู่ตั้งแต่เข้ามาพร้อมกับมารดาของเด็กสาวตัวน้อย เพื่อมาคุยธุระกันกับมารดาของตน

‘อ๊ะ พี่วินอย่าวิ่งสิค่า เขมตามไม่ทันแล้วนะคะ’ เสียงใสดังขึ้นเมื่อเห็นผู้เป็นพี่ ที่ตนแต่งตั้งให้เขาเอง กำลังออกตัววิ่งไปข้างหน้า

‘เธอก็วิ่งตามฉันให้ทันสิ’ เด็กชายกล่าวเสียงออกไป แต่ก็ไม่ได้หยุดวิ่ง เด็กหนุ่มรำคาญที่เด็กสาวเอาแต่วิ่งตามตน

‘อ๊ะ อุ้ยเจ็บ ฮือออออ เขมเจ็บค่ะ พี่วิน ฮือออออ’ เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังขึ้นหลังวิ่งตามอัศวินได้สักพัก

ร่างเล็กวิ่งตามอัศวินไปเพื่อให้ทัน แต่แล้วเด็กสาวตัวน้อยกลับสะดุดเข้ากับก้อนหินตรงหน้า เขมมิกาล้มนั่งลงกับพื้นแล้วร้องไห้โยเย เสียงร้องของเขมมิกาทำให้อัศวินต้องหยุดตัวที่จะออกวิ่งต่อ และก็ตามมาด้วยเสียงของมารดาทั้งสองที่ได้ยินเสียงเขมมิการ้องไห้มาจากด้านนอก

‘เอ้า หนูเขมเป็นไรนั้น ร้องไห้ทำไมจ้ะ’ เมื่อไม่ได้คำตอบจากผู้เป็นน้อง จึงคาดคั้นเอากับผู้เป็นพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆกัน

‘ทำอะไรน้องตาวิน ทำไมหนูเขมถึงร้องไห้ บอกแม่มาสิ’ คุณหญิงเพ็ญพัตตรา วงศ์อัครกูล ถามบุตรชายที่ยืนอยู่ข้างๆกันกับเด็กสาว ทางด้านนางวลาพร วัฒนคุณ เมื่อเห็นลูกสาวกำลังร้องไห้โยเยก็รีบเข้าไปปลอบทันที

‘โอ๋ ไม่เป็นไรแล้วนะคะ คนเก่งของแม่อย่าร้องนะ’ เสียงของมารดากำลังปลอบลูกสาวบุญธรรมของตนเองที่ร้องไห้โยเยไม่มีท่าว่าจะหยุดร้องง่ายๆ  ทางด้านคุณหญิงเพ็ญพัตตรา ก็ได้จูงมือบุตรชายมายืนอยู่อีกด้านนึง ห่างจากสองแม่ลูกพอสมควร

‘ไงตาวินบอกแม่มาสิว่าทำไมน้องถึงร้องไห้’ มารดาของอัศวินยังไม่เลิกคาดคั้นบุตรชาย

‘ก็เขมเขาวิ่งตามวินนะครับ เขมก็เลยสะดุดหินแล้วก็ล้มแล้วนั่งร้องไห้อย่างนั้นแหละครับ วินไม่ได้ทำไรเลยนะ แล้วอีกอย่างวินก็ไม่ได้ขอให้เขาวิ่งตามวินด้วย’ อัศวินพูดความจริงทุกอย่าง เขาไม่ได้ขอให้เด็กสาววิ่งตามซะหน่อย แต่เธอกลับวิ่งตามเขาซะเอง

‘แล้วทำไมไม่เล่นกับน้องเขาล่ะ ฮึ ตาวินบอกแม่สิ’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา ยังไม่เลิกตั้งคำถามกับบุตรชายคนแรกของตน

‘ก็วินไม่อยากเล่นกับเด็กผู้หญิงนี่ครับ วินไม่ชอบ แล้ววินก็รำคาญด้วย เด็กอะไรเอาแต่วิ่งตามคนอื่น’ เด็กน้อยตัวเล็กแต่ความคิดระดับผู้ใหญ่ เอ่ยพูดกับมารดาที่พาตนเองออกมาจากพื้นที่เด็กสาวอยู่กับมารดาของเธอ

‘พูดแบนี้ได้ไงตาวิน หนูเขมก็เหมือนน้องเรานะ’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา บอกกับบุตรชายคนโต

‘ไม่ครับ วินมีรินคนเดียวที่เป็นน้องวิน อีกอย่างวินมีแต่น้องชายวินไม่มีน้องสาวครับคุณแม่’ เด็กน้อยอัศวินบอกกับมารดาว่าตนมีเพียงแค่น้องชายที่ชื่อว่าอัครินเท่านั้น อัครินหรือริน เด็กน้อยวัยเก้าปี ที่มีนิสัยเอาแต่ใจใช่ย่อย

‘ตาวินทำไมพูดแบบนี้แม่ไม่ชอบนะ นิสัยไม่ดีเลยรู้ตัวไม ฮึ ทำไมเราพูดแบบนี้’ คุณหญิงเพ็ญพัตตรา พูดกล่าวกับบุตรชายคนโต เธอคงรับไม่ได้ถ้าเด็กหนุ่มพูดเช่นนี้

‘ก็วินพูดจริงนี่ครับ วินมีน้องคนเดียว วินไปเล่นกับรินแล้วนะครับ ผมเบื่อยัยเด็กขี้แงนั้น’ เด็กน้อยกล่าวก่อนจะเดินออกไปด้วยอาการหงุดหงิดนิดๆ เด็กน้อยไม่ค่อยได้โดนมารดาว่าเช่นนี้มาก่อน มีก็จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่วันนี้ดูมารดาจะอารมณ์เสียมาก

‘ตาวินกลับมาขอโทษน้องก่อน ตาวิน’ เสียงเรียกไล่หลังตามเด็กหนุ่มไปแต่ไม่มีท่าว่าจะหันกลับมา

ทางด้านเด็กสาวตัวน้อยเขมมิกากับมารดาก็มานั่งรอเจ้าของบ้านอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่

‘พี่ต้องขอโทษแทนตาวินด้วยนะ’ เมื่อเดินเขามาภายในบ้านหลังใหญ่เห็นสองแม่ลูกนั่งรอตนอยู่จึงกล่าวขอโทษขอโพยแทนบุตรชายตัวแสบของตนซะยกใหญ่

‘ไม่เป็นไรค่ะคุณพี่ ยัยเขมเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ถลอกนิดหน่อยเองค่ะ’ นางวลาพรมารดาบุญธรรมของเขมมิกาบอกกับคุณหญิงเพ็ญพัตตรา ทั้งสองนับถือกันเหมือนพี่เหมือนน้องเพราะทั้งสองตระกูลมีพันธะที่ดีต่อกันมานาน

‘จ้ะ แล้วนี่หนูเขมหยุดร้องแล้วเหรอคะ ยัยเด็กขี้แงของป้า’ คุณหญิงเพ็ญพักตรา พูดกล่าวกับเด็กน้อยที่ตอนนี้ได้หยุดร้องไห้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอรักและเอ็นดูเด็กสาวราวกับเป็นลูกของตนแม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นเด็กที่วลาพรรับมาเลี้ยงก็ตาม แต่ดูแววตาและใบหน้าที่แสนจิ้มลิ้มนั้นสิ ใครกันที่มองมาแล้วจะไม่หลงรักบ้าง

‘เพิ่งจะหยุดได้สักพักเองค่ะ งั้นเดียวพรขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะดูจะเหมือนว่ายัยเขมแกจะง่วงแล้ว ขอตัวนะคะ’ นางวลาพรขอตัวกลับเมื่อเห็นว่าเขมมิกาบุตรสาวของตนกำลังคอพับคออ่อนอย่างน่าเอ็นดูอยู่บนโซฟาหรูตัวแพง จะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ ส่วนนางเพ็ญพัตตราหลังจากได้ส่งสองแม่ลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อไปหาบุตรชายคนโตตัวแสบของตน

‘ตาวินมาคุยกับแม่สิลูก ทำตัวอย่างนี้ไม่น่ารักเลยนะ’ คุณหญิงเพ็ญพักตราเรียกบุตรชายของตนอยู่หน้าห้องแต่ไม่มีทีท่าว่าประตูบานหนาจะเปิดออก

‘ไม่ครับ วินไม่เปิด วินไม่ชอบยัยเด็กขี้แงนั้น’ เด็กน้อยยังกล่าวเสียงมั่นว่าตนไม่ยอมเปิดประตูแน่ๆ คุณหญิงเพ็ญพักตรา จึงใช่ไม้เด็ดกับบุตรชายคนโต

‘ได้ ถ้าวินไม่เปิดให้แม่ งั้นเราไม่ต้องมาคุยกันเลยนะครับ แม่งอนวินแล้ว แม่จะไม่ซื้อของที่เราชอบให้ด้วย’ พูดจบก็หันหลังเตรียมจะก้าวเดินไปยังชั้นล่างแต่แล้วไม้เด็ดนี้ของตนก็ได้ผล

แอด...

เสียงเปิดประบานหนาดังขึ้น ร่างของผู้เป็นมารดาก็หันมายังต้นเสียง

‘ไงล่ะ เจ้าตัวดีจะยอมขอโทษน้องไมฮึ’ ผู้เป็นมารดายังไม่เลิกรา พยายามจะให้เด็กน้อยเอ่ยคำขอโทษออกมา

‘ก็ได้ครับ ขะ...ขอโทษ พอใจคุณแม่รึยังครับคุณแม่’ เด็กน้อยอัศวินเอ่ยคำขอโทษอย่างประชด แต่ถึงจะเป็นน้ำเสียงไม่พอใจแต่ก็ทำให้ผู้เป็นมารดาหายโกธรเด็กหนุ่มได้บาง

‘พูดกับน้องสิครับไม่ใช่กับแม่แต่ไม่เป็นไรเอาไว้คราวหน้าแล้วกันเนอะ มาครับ...แม่หายโกธรวินแล้ว แต่ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกเข้าใจไหม ฮึ’ พูดพร้อมกลับอ้าวงแขนให้กว้างขึ้นเพื่อให้บุตรชายเดินมากอดตน เด็กน้อยอัศวินได้เพียงแต่พยักหน้ารับ ในสิ่งที่มารดาของตนบอกเท่านั้น แต่สายตาของเด็กน้อยก็ยังไม่วายที่จะน้อยใจมารดาอยู่ดี

ปัจจุบัน...

ในยามนี้สายน้ำที่หวังพึ่งจะให้ดับไฟที่กำลังลุกอย่างโหมกระหน่ำ ภายในกายของตนเองในคราแรก แต่ทว่าตอนนี้มันกลับไม่ได้ช่วยสิ่งใดได้เลย กลับช่วยเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งไฟแห่งโทสะ ไฟแห่งความเกลียดชัง ไฟแห่งความเคียดแค้น ทุกฐานันดรแห่งไฟถูกจุดประกายขึ้นอยู่ภายในหัวของอัศวินจนยากที่จะหาสิ่งใดมาดับไฟแห่งโทสะพวกนี้ให้ดับสิ้นได้ คงมีเพียงแค่ ความเจ็บปวดของคนที่พรากชีวิตของคนรักตนไปเท่านั้น ไฟแค้นพวกนี้จึงจะดับสูญ

ระยะเวลาในการชำระร่างล้างกายของอัศวินเป็นไปอย่างเชื่องช้าทุกการกระทำมันชั่งเจ็บปวดราวจะขาดใจทุกกิริยาบทท่าทาง มันชั่งยากลำบากไฟในกายเริ่มทุเลา กว่าจะชำระร่างกายของอัศวินจะเสร็จก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมง

เมื่อเสร็จจากการชำระน้ำร่างกาย อัศวินจึงได้สาวเท้าเพื่อที่จะเปิดประตูห้องน้ำที่ตนได้เข้าไประบายความปวดร้าวในจิตใจ ร่างหนาของอัศวินมีเพียงแค่ผ้าขนหนูพื้นใหญ่ที่พันอยู่รอบกายหนาของตนเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น หยาดน้ำเกาะติดตามร่างแกร่งที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างดีของอัศวินชวนให้ชายหนุ่มดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

แต่เมื่อหยุดอยู่ที่ประตูห้องน้ำที่อัศวินได้เปิดเพียงไม่นาน ก็ต้องชะงักทันทีเพราะสายตาคู่คมของอัศวินก็ได้ไปสะดุดเข้ากับร่างบางของเขมมิกาหรือจะเรียกว่าภรรยาทางนิตินัยเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ เขาสาวเท้าหนาเข้าหาตัวของเขมมิกาที่ตอนนี้ได้นั่งฟุบหน้าอยู่กับพื้นที่คับคล้ายคับคลาว่าอาจจะหลับลงไปด้วยพิษแห่งความเศร้าทันที

“ฮึ สำออย แค่นี้มันยังน้อยไปเขมมิกา” เมื่อพูดกับร่างบางที่ตอนนี้กำลังหลับอยู่ในห้วงนิทรา ก็จัดการจับแขนของเขมมิกาแล้วกระชากจนร่างบางลอยพลิ้วขึ้นมายืน เขมมิกางัวเงียเมื่อถูกอัศวินกระชากขึ้นมา

“อึก โอ๊ย คะ...คุณอัศวิน ปล่อยเขม เขมเจ็บ” เมื่อเห็นว่าอัศวินเป็นผู้ที่กระชากร่างบางของตน เขมมิกาจึงร้องบอกให้เขาปล่อย แต่มันกลับไม่เป็นผล  เธอเรียกอัศวินตามสรรพนามที่เขาได้สั่งให้ตนเรียก ในเมื่อเขาสั่งเช่นนี้เธอคงจะไม่ทำตามไม่ได้

“เจ็บอะไรเขมมิกา แค่นี้มันยังน้อยไป กลับอีแค่จับนิดจับหน่อยจะเป็นไร” สติอัศวินถึงกลับเตลิดเมื่อเธอพูดว่าเจ็บ เจ็บอะไรกันเล่า เขาต่างหากไม่ใช่หรือที่เจ็บปวดรวดร้าวจะขาดใจตายเช่นนี้

ชายหนุ่มพูดว่ากลับอีแค่จับนิดจับหน่อยแต่การกระทำเช่นนี้ใครเขาเรียกว่าจับกันเล่า เมื่ออัศวินกลับเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือของเขมมิกามากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

“อ๊ะ...โอ๊ย เขมเจ็บนะคะคุณอัศวินได้โปรดเถอะค่ะ ปล่อยเขม เขมเจ็บ” เขมมิกาเรียกร้องให้เขาปล่อยแต่กลับไร้ประโยชน์ หญิงสาวเบ้หน้าด้วยอาการเจ็บที่ข้อมือด้านขวาที่มีซาตานร้ายตนหนึ่งจับและบีบมันไว้แน่น

“ฮึ เจ็บสิดี ฉันอยากเห็นเธอเจ็บปวดมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าเขมมิกา” ยิ่งพูด แรงบีบที่บีบที่ข้อมือของเขมมิกาก็ยิ่งเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น

“ฮึก... ขะ...เขมเจ็บค่ะ คุณอัศวินได้โปรดปล่อยเถอะ เขมเจ็บจริงๆ ฮึก ฮือ...” เสียงหวานร่ำไห้ให้กับสิ่งที่ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าสามีที่ได้ทำกับตนเช่นนี้ เธอเจ็บราวจะขาดใจ เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ของเขมมิกาอัศวินถึงกลับชะงัก เขาดึงสติตัวเองกลับมาที่ในขณะที่ตอนนี้มันได้เตลิดไปไหนไม่รู้

“ฮึ ได้ฉันจะปล่อยเธอแต่อย่างหวังว่าเธอจะมีความสุขนะเขมมิกา” ในขณะพูดมือหนาก็ไม่ยอมปล่อยออกจากข้อมือของเขมมิกา แต่เมื่อได้พูดในสิ่งที่ตนอยากให้หญิงสาวรู้แล้วว่าเขาจะทำให้เธอไม่มีความสุขก็จัดการปล่อยมือออกจากมือบางทันที แต่การปล่อยมือครั้งนี้มันกลับไม่เป็นการปล่อยที่อ่อนโยนเท่าที่คสรจะเป็นนัก

‘พลั่ก’

“อะ...โอ้ย”

เสียงแรงกระแทกลงที่พื้นห้องสุดหรูอย่างจัง คงเป็นใครไม่ได้นอกจากเขมมิกาที่อัศวินผลักให้เธอล้มลงกับพื้นไม้แข็งขัดเงาอย่างไม่ใยดี เขาหมุนตัวหันหลังให้เขมมิกาที่กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด เดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าของตนเองที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก แต่เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าออกมาก็ต้องอารมณ์เสียเมื่อมีเสื้อผ้าของเขมมิการวมอยู่กับตู้เดียวของเขาด้วย

ซึ่งก็คงเป็นใครไปไม่ได้ที่จะสามารถนำเสื้อผ้าของหญิงสาวมาใส่ไว้ภายในตู้ ถ้าไม่ใช่ฝีมือของนางเพ็ญพัตตรามารดาของเขาเอง เพราะหากเป็นหญิงสาวก็คงไม่อาจที่จะกล้าเป็นแน่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็รู้สึกเคืองมารดาตนเองเล็กน้อย แต่ก็ปล่อยไปเพราะอาจจะเป็นว่าท่านคงเห็นว่าทั้งสองแต่งงานกันแล้วเลยใช้ตู้เสื้อผ้าร่วมกันได้ อัศวินถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงสแล็คสีดำ แทนที่จะเป็นชุดนอนของตนเองที่แขวนอยู่ข้างๆ

เมื่อได้แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อัศวินที่กำลังสาวเท้าแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงหวานของเขมมิกาดังขึ้น เธอมองการกระทำของเขาอยู่นานแล้ว แต่ก็ไม่กล้าจะเอ่ยถาม แต่เมื่อเห็นอัศวินกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องหอที่เพิ่งเข้ามายังมีถึงห้าชั่วโมง เขมมิกาก็กล้าๆกลัวๆที่จะเอ่ยแต่แล้วก็รวบรวมความกล้าหาญถามผู้เป็นสามีของตน

“อะ เอ่อคุณอัศวินจะไม่ไหนเหรอคะ” เอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ

อัศวินได้ยินเสียงหวานของภรรยาทางนิตินัยของตนก็หันขวับทันที “ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉันอย่ามายุ่ง” กล่าวเสียงแข็งเป็นเชิงเด็ดขาดว่าเธอไม่ควรไปยุ่งเรื่องของเขา

“ตะ...แต่เราเพิ่งจะแต่งงานนะคะเขาไม่ให้ออกจากห้องนี้” มันดูลำบากทุกครั้งที่เธอจะเอ่ยกับเขาสักหนึ่งประโยค แต่คำถามครั้งนี้มันกลับไม่ได้คำตอบ มีเพียงแค่คำถามของอัศวินที่ทิ่มแทงและบาดลึกลงมายังจิตใจของเขมมิกา

“คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะนอนรวมห้องกับฆาตกรที่ฆ่าคนรักฉัน จำไว้นะเขมมิกาฉันไม่มีวันที่จะนอนร่วมห้องเดียวกับเธอเป็นอันขาด” กล่าวด้วยเสียงและแววตาที่แข็งกร้าว คำพูดของอัศวินมันชั่งทิ่มแทงลงลึกสู่ก้นบึกหัวใจของเขมมิกายิ่งนัก

เมื่อได้ยินน้ำสียงและแววตาของอัศวินที่ส่งมายังเธอ เสียงสะอื้นร่ำไห้ที่เงียบกริบไปในคราแรกก็กลับมาถาโถมที่ดวงตาคู่งามอีกครั้ง

“ทะ...ทำไมคุณอัศวินพูดอย่างนี้ ระ...เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันก็จบลงไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ มันเป็นอุบัติเหตุ ทุกคนก็ต่างเข้าใจกันทั้งนั้น ฮึก!” เธอรู้เพราะเหตุใดเขาถึงทำกับตนเช่นนี้

อัศวินหันขวับทันทีเมื่อได้ยินในสิ่งที่เขมมิกาได้พูดออกมา แค่อุบัติเหตุงั้นเหรอ? ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้กล้าพูดอะไรแบบนี้ได้เต็มปากเต็มคำอย่างไร้ยางอายเช่นนี้นะ

“ฮึ แค่อุบัติเหตุแค่นั้นเหรอเขมมิกา เธอชั่งกล้าพูดนะ ถ้าเธอไม่เมาในวันนั้น แล้วมันจะเกิดเรื่องในวันนั้นขึ้นไหม...มันจะเกิดขึ้นหรือเปล่า” อัศวินเอ่ยเสียงเย็นชาบวกกับอาการแข็งกร้าว ในตอนนี้มันชั่งน่ากลัวเหลือเกิน ไม่มีสิ่งใดที่จะชโลมไฟในจิตใจของเขาให้อ่อนโยนลงเลยหรือ

“ตะ...แต่คืนนั้น...” ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยในสิ่งที่ตนต้องการอธิบาย เสียงปิดประตูของอัศวินก็ดังขึ้นเสียก่อน

‘ปัง’ เสียงของประตูห้องหอดังขึ้น เขาไม่สนใจในสิ่งที่เขมมิกาจะเอ่ยเลยแม้แต่น้อย

หญิงสาวมีอาการสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงที่ได้ยินมันชั่งเป็นเสียงที่ดังและน่ากลัวในคราเดียวกันสำหรับเขมมิกาในเวลานี้ยิ่งนัก

“ฮึก อึก ฮือ...” เสียงสะอื้นร่ำไห้ของเขมมิกาดังขึ้นราวจะขาดใจ เช่นไรเขาถึงทำกับเธอเช่นนี้ ในเมื่อเรื่องราวทุกอย่างมันได้จบลงไปแล้ว แต่ใยเขาถึงได้ซ้ำเติมในสิ่งที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของเธอ เวลานี้เธอยังคงต้องคอยรับกับสิ่งที่ตนได้ทำลงไปใช่ไหม? เขมมิกาได้แต่เฝ้าถามตนเองราวกับคนไร้สติ เพียงชั่วครู่หนึ่งก็หลับลงไปด้วยคามอ่อนล้า แต่เหตุการณ์ในวันนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงใต้สำนึกของหญิงสาว

บทถัดไป