บทที่ 2 คิดถึง...
บทที่ 2
คิดถึง...
โครม!
ภาพรถยนต์ของตนเองกับหญิงสาวผู้โชคร้าย เข้าปะทะกันอย่างแรงเกิดเสียงดังสนั่น เลือดสีแดงสดเอ่อนองเต็มทุกพื้นที่บริเวณรถสองคัน ผู้คนต่างกรูเข้ามายังตนเสียง ภาพของเขมมิกาไม่ต่างจากหญิงสาวอีกคนที่นอนหายใจโรยริน อยู่ภายในรถยนต์ที่พลิกคว่ำกันคนละทิศคนละทาง เสียงรถรถพยาบาลดังมาแต่ไกล และสุดท้ายเสียงที่ได้ยินก็ค่อยๆเลือนหายไป อย่างช้าๆ
‘เฮือก!’
เสียงลมหายใจของเขมมิกาสะดุ้งตื่นจากภวังค์อันเป็นฝันร้ายสำหรับเธอ ฝันร้ายในครั้งนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจของเขมมิกา เหตุการณ์ครั้งนั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่ตัวเธอเองไม่อาจลืมเลือนได้
“ฮึก ฮือ...”
เสียงสะอึกสะอื้นของเขมมิกา หยาดน้ำตาที่เลือนหายไปเมื่อครู่กับมาอีกครั้ง ภาพในความทรงจำที่ไม่อาจจะลืมเลือนตามมาหลอกหลอน ทุกคราในยามที่ข่มตาลง
ร่างบางค่อยๆรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีค่อยๆลุกและก้าวเดินพาร่างที่แสนเจ็บช่ำทางใจไปยังห้องน้ำเพื่อที่จะชำระล้างร่างกายของตนเอง
การอาบน้ำของเขมมิกาเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพียงแค่คืนนี้เขาก็ทำกับเธอเช่นนี้แล้วทั้งยังมีเหตุการณ์ในวันนั้นคอยมาย้ำเตือนอีก...และเมื่อเขมมิกาได้ชำระล้างร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว สาวเจ้าก็พาร่างบางของตนมาเอนตัวลงนอนที่เตียงใหญ่ทันที ข่มตาหลับเข้าสูห้วงแห่งนิทรา
ทางด้านของอัศวินหลังจากที่ได้เดินออกมาจากห้องหอของตนแล้ว เขาก็ตรงมายังลานจอดรถด้านล่างทันทีเพื่อที่จะไปหาใครบ้างคน พลางเมื่อเดินมาถึงยังจุดหมายด้วยอาการโกธรที่ยังคงค้างคา มือหนาล้วงลงไปยังกระเป๋ากางเกงสแล็คสีดำของตน เพื่อล้วงเอาโทรศัพท์มือถือราคาแพงออกมาเพื่อโทรหาใครบางคน
ณ ติณภพคลับคลับชื่อดังในยานกรุงเทพแห่งหนึ่ง
ในเวลานี้เป็นเวลายี่สิบสามนาฬิกาสามสิบนาที ซึ่งเป็นเวลาที่นักท่องราตรีทุกคนต่างสนุก พากันโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงติณภพ วรางคณา หรือ ภพ แต่เขากลับนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ ดื่มน้ำสีอำพันแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณคลับของตน ชายหนุ่มเป็นเจ้าของคลับแห่งนี้ทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทของอัศวิน ตั้งแต่ทั้งสองยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
‘ติ๊ด’ เสียงของริงโทนโทรศัพท์มือถือเครื่องแพงดังขึ้นขัดเวลาแห่งความสุขของตนยิ่งนัก
“ฮัลโหล” เมื่อมองไปยังปลายสายที่โทรมาก็กดรับทันที
‘มึงอยู่ไหน’ อัศวินถามเสียงปลายสาย
“อยู่ที่คลับเนี่ยแหละ อะไรจะมาหากูเหรอ กูว่าวันนี้มึงแต่งงานไม่ใช่เหรอวะ เขาเข้าห้องหอกันนะไม่ได้เข้าคลับ” ติณภพเอ่ยถามอัศวินด้วยข้อข้องใจ เพราะเขาได้ไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้กับอัศวิน แทนอัครินที่ติดงานอยู่ต่างประเทศ แล้วใยเพื่อนรักของตนถึงจะมายังคลับเขาตอนนี้
อัศวินเงียบไปสักพักกับคำถามของเพื่อนที่ตั้งมาถามตน ก่อนจะตอบอย่างปัดๆไปเพื่อให้มันผ่านไปเองเพียงเท่านี้
‘เออน่า มึงอย่าถามมากไปหน่อยเลยไอภพ กูจะทำอะไรก็เรื่องของกู’ อัศวินออกน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจออกมาแต่ไม่มากนัก
“เออแล้วแต่มึงเหอะ จะทำอะไรก็นึกถึงคนอื่นด้วยนะไอวิน กูรู้ว่าที่มึงยอมแต่งงานครั้งนี้เพราะอะไร”
ติณภพพูดพยายามดึงสติเพื่อนของตนกลับมา เขาไม่อยากให้อัศวินทำในสิ่งที่ตนกำลังคิด
อัศวินเงียบเลือกที่จะไม่ตอบแล้วตัดสายของติณภพทิ้งทันที สาวเท้าหนาเข้าไปยังรถหรูแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที เมื่อมาถึงยังคลับของติณภพ ร่างหนาก็เดินเข้าไปข้างใน โดยไม่ทันมองสายตาของใครบางคน อัศวินเห็นติณภพนั่งอยู่เคาน์เตอร์บาร์จึงสาวเท้าเข้าไปหา
“ไงล่ะมึง เพิ่งเข้าเรือนหอแท้ๆ แต่กลับมานั่งอยู่ในคลับเนี่ยนะ มันใช่ไหมวะ” ติณภพเปิดฉากถามผู้มาใหม่ทันที
“อย่าถามมากกูไม่อยากตอบ แล้วอย่าเอาเรื่องพวกนี้มาพูดให้กูได้ยินอีก กูไม่อยากฟัง” อัศวินบอกกับติณภพว่าเขาไม่ต้องการที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้
พูดเสร็จก็จัดการจับแก้วที่มีน้ำสีอำพันเข้าปากหนาทันที เขาดื่มเหมือนน้ำเปล่าอย่างกับอะไรดี ทุกการกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของใครคนหนึ่งก่อนจะเดินตรงเข้ามายังทั้งสอง
“สวัสดีค่ะพี่วิน พี่ภพ” เสียงหวานของหญิงสาวทางด้านหลังของทั้งสองทำให้ต้องเหลียวหลังมาพร้อมกัน
“อ้าวน้องสา สวัสดีครับ” ติณภพกล่าวทักทายหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังของตน ส่วนอัศวินเพียงแต่ยิ้มแล้วพยักหน้าตอบรับการไหว้ของน้องสาวอดีตคนรักของตน เพียงเท่านั้น
“เอ่อ พี่วินคะ” หญิงสาวร่างบางด้านหลังเรียกชื่อของอัศวิน เพื่อต้องการให้เจ้าตัวหันมา
“ฮืม ว่าไงครับ สามีอะไรกับพี่รึเปล่า” อัศวินถามหญิงสาวผู้มาเยือนเสียงนุ่ม เขาเอ็นดูวานิสาไม่ต่างจากอัครินน้องชายของตนเพราะวานิสาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาวของอดีตคนรักของเขา
“เอ่อ...คือว่า สาขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้ไปงานแต่งของพี่วิน” น้ำเสียงบ่งบอกว่ากล้าๆกลัวๆ แต่ทว่าภายในใจกลับสะใจขึ้นมาซะอย่างนั้น เธอรู้ว่าการที่ถามออกไปเช่นนั้นมันจะเป็นคำถามที่ทิ่มแทงหัวใจชายหนุ่มยิ่งนัก
เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาวของอดีตคนรักแล้วถึงกับบีบแก้วน้ำสีอำพันที่อยู่ในมือ เพื่อข่มอาการไว้
“ไม่เป็นไรหรอกสา งานแต่งพี่ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย” พยายามปรับสภาพเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่มือหนาก็ยังไม่วายที่จะบีบแก้วน้ำในมือ
ก่อนจะตามด้วยการกรอกมันลงลำคอแกร่ง เขากระดกมันราวกับเป็นน้ำเปล่า เมื่อน้ำในมือหมดก็สั่งเติมใหม่ การดื่มของเขา ไม่มีสีหน้าบ่งบอกว่ามันคือน้ำที่มีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์สูง พลางในใจก็นึกเจ็บ เจ็บทุกยาม เจ็บทุกขณะ ในใจได้แต่ร้องโหยหาคนรัก สุดท้ายแล้วที่พึ่งของเขาก็คงไม่พ้น แก้วน้ำสีอำพันที่อยู่ในมือ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน การสังสรรค์ของอัศวินพร้อมกับติณภพและวานิสาก็ยังไม่เลิกรา ถึงแม้คลับแห่งนี้จะปิดเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้วก็ตาม จนในที่สุดล่วงเลยเวลามาถึงตีสามสี่สิบห้า ทุกคนต่างแยกย้าย แต่มีเพียงแต่อัศวินที่วันนี้เขาจัดหนักมากไปนิด จึงไม่มีแรงที่จะขับรถของตนกลับไปยังบ้าน
ติณภพจึงอาสาไปส่งเพื่อนรักของตน พร้อมกับมีวานิสาพ่วงติดรถหรูไปด้วย ติณภพเป็นผู้ขับ ส่วนอัศวินและวานิสา ได้นั่งอยู่ทางเบะหลังของตัวรถ
ตลอดระยะเส้นทางการเคลื่อนรถหรู มีเพียงแต่เสียงของอัศวินที่พร่ำเพ้อถึงคนรักตลอดเวลา ส่วนวานิสามีเพียงสีหน้าที่ไม่พอใจในสิ่งที่ตนได้ยินพร้อมกับกำมือเรียวแน่น
“วิ คุณอยู่ไหนครับ กลับมาหาผมได้ไหม”
ติณภพได้แต่เพียงส่ายหน้ากับสิ่งที่ได้ยิน ทำไมเพื่อนเขาถึงไม่เลิกที่จะจมอยู่กับอดีตแล้วเริ่มชีวิตใหม่ เผื่อว่าอะไรๆที่มันเลวร้ายอาจจะดีขึ้นก็ได้ ติณภพครุ่นคิดกับตนเองอยู่ภายในใจแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที
‘กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง’
เสียงกดกริ่งหน้าบ้านหลังใหญ่ของอัศวินคงเป็นฝีมือของใครไม่ได้นอกจากติณภพ
เสียงกริ่งจากหน้าบ้านที่ดังขึ้น เรียกให้เขมมิกาที่กำลังหลับ ต้องสะดุ้งตื่นแล้วเดินไปยังต้นเสียงทันที แต่เมื่อพบบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ต้องสงสัย ว่าเหตุใดเขาถึงมาที่นี้
“สวัสดีค่ะ คุณติณภพมาทำอะไรที่นี้เหรอคะ ถ้าจะมาหาคุณวิน คุณวินเขาไม่อยู่หรอกค่ะ” เมื่อพบคนหน้าบ้านก็จัดเตรียมเปิดประตูให้ชายหนุ่มได้เข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่
เธอพูดไปตามจริง เธอไม่รู้ว่าสามีของเธอไปอยู่ที่ไหน อยู่กับใครในเวลานี้ เธอไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับตัวเขาเลย นอกจากสิ่งที่อัศวินนั้นปรารถนาคือการแก้แค้นต่อตัวเธอเองเพียงเท่านั้น คือสิ่งที่เธอมั่นใจได้ว่ามันคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในเวลานี้
“ผมไม่ได้มาหาไอวินมันหรอกครับ ผมมาส่งมันน่ะ” ติณภพบอกกับเขมมิกาที่ตอนนี้ยืนทำหน้างงกับสิ่งที่เขาได้บอก
“มาส่งเหรอคะ?” ถามอย่างงุนงงอีกครั้ง
“ใช่ครับ ว่าแต่ผมไปเอาไอวินลงจากรถก่อนนะครับ ขืนถ้าเราคุยกันนานกว่านี้เจ้าตัวคงตื่นแล้วมาโวยวายแน่ๆ” พูดจบก็เดินไปยังร่างหนาของเพื่อนรักที่ตอนนี้หลับอย่างไม่รู้เรื่อง ตลอดระยะการพูดคุยของเขมมิกากับติณภพได้อยู่ในสายตาของใครบางคนตลอดเวลา เธอได้เพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหุบลงเมื่อเห็นติณภพเดินย้อนกลับมาอีกครั้ง
“คุณเขมครับ ผมขอแรงช่วยหน่อยนะครับ ไอวินนี่มันตัวหนักมากจริงๆ” ตะโกนเรียกคนด้านหลัง
“ค่ะ” เมื่อได้ยินเสียงเรียกของติณภพก็สาวเรียวเท้าบางเท้าไปทันที
แต่เมื่อเดินมายังจุดที่ชายหนุ่มอยู่ ก็ถึงกับสั่นเมื่อภาพที่เห็นคืออัศวินกำลังนอนอยู่บนตักของหญิงสาวร่างบางอีกคน ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าเธอคนนั้นคือใคร
“พี่ภพคะ เร็วๆหน่อยเถอะนะคะ สาหนักแล้วนะ พี่วินตัวไม่ใช่เล็กๆ” เธอพูดกับติณภพ แต่สายตากับถูกส่งไปยังเขมมิกาที่ยืนอยู่ข้างๆกันกับติณภพ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบเข้าไปนำอัศวินออกจากหญิงสาว แล้วพาขึ้นไปยังห้องนอนของชายหนุ่มทันทีโดยมีเขมมิกาคอยช่วยประคองร่างหนาอยู่ข้างๆ พร้อมทั้งวานิสาที่คอยเดินมาห่างๆ
‘ตุ้บ’ ร่างหนาของอัศวินที่ถูกเหวี่ยงลงกับเตียงกว้างจนเกิดเสียงเล็กน้อย
“ตัวหนักจังวะไอวิน กินก็ไม่รู้จักพอประมาณ ลำบากเพื่อนจริงๆ” ติณภพบ่นอัศวินอุบ แต่คนฟังอย่างเขมมิกาถึงกับต้องกลั้นขำ กับสิ่งที่ชายหนุ่มบ่นเพื่อนรัก ก่อนติณภพจะหันมาทางหญิงสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
“อ่อ...ลืมเลย นี่น้องสาครับ เป็นน้องสาวของวิ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าของเขมมิกาที่กลั้นขำในคราแรกหุบลงอย่างช้าๆ เธอไม่คิดว่าเธอจะได้พบกับน้องสาวของคนที่เธอเป็นต้นเหตุให้หญิงสาวผู้นั้นต้องจากไป
“สวัสดีค่ะ คุณเขมมิกา” วานิสาเป็นฝ่ายทักทายเขมมิกาก่อน ก่อนจะเอื้อมมือไปข้างหน้ากล่าวจะทักทาย
“สวัสดีค่ะคุณสา” นำพามือบางไปทักทายผู้ยื่นมือมาแต่คราแรก
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” วานิสาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มที่มุมปากให้กับเขมมิกาเล็กน้อย ก่อนจะหุบลงด้วยท่าทีที่เย็นชา
“ค่ะ” กล่าวสั้นๆแต่ได้ใจความพร้อมกับยิ้มตอบไปยังหญิงสาวตรงหน้า
“นี่ก็ดึกแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับคุณเขม ฝากไอวินด้วยนะครับ” ติณภพบอกกับเขมมิกาที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด
“ค่ะ” คำตอบสั้นๆเช่นเดิม ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวจะออกไปจากห้อง ติณภพตรงไปยังรถหรูที่จอดอยู่ด้านล่างและอาสาขับไปส่งหญิงสาวอีกนางหนึ่งให้ถึงบ้าน
เขมมิกาจัดการเตรียมน้ำใส่ภายในกะละมังใบเล็ก พร้อมกับผ้าเช็คหน้าผืนน้อยที่อยู่ภายในกะละมัง เดินมายังร่างหนาที่นอนอย่างไร้สติอยู่บนตียงกว้าง
มือบางน้อยค่อยๆไล่เลี่ย ไปตามใบหน้าคมสันของอัศวิน มีอาการสั่นเทาเล็กน้อยในยามที่เอื้อมมือไปแตะที่ดวงหน้าของเขา นัยน์ตาอ่อนหวานเฝ้ามองในยามที่อัศวินหลับ เหตุใดใบหน้าที่ดูดุและแข็งกร้าวกลับดูอ่อนนุ่มราวกับเขาคืออีกคนที่มีจิตใจอบอุ่นมิใช่น้อย อาการสั่นเทาของเขมมิกาในคราแรกบางลง ยามที่มองร่างหนาหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงกว้าง ในยามนี้เขากลับไร้พิษสงยิ่งนัก แต่ในยามที่ตื่นก็คงกลับไปเป็นซาตานร้ายเช่นเคย
“เฮ้อ” เสียงการถอดหายใจออกของเขมมิกาดังอยู่หลายรอบ มือบางค่อยๆบรรจงเช็ดใบหน้าคมอย่างระวัง ก่อนที่จะมีมือหนาโอบร่างบางเข้าไปในอ้อมกอด
“อ๊ะ คุณวินปล่อยนะคะ” เธอร้องออกมาอย่างตกใจกับสิ่งที่อัศวินทำ แต่เธอก็ดีใจ ที่มีโอกาสเพียงสักครั้ง ที่ได้อยู่ในอ้อมกอดนี้ แต่ทว่าเธอกลับดีใจได้ไม่นานความผิดหวังมันก็แทรกแทรงเข้ามารวดเร็วปานจรวด
“วิ คุณกลับมาหาผมแล้วใช่ไมครับ ผมคิดถึงคุณจัง” แม้ในยามหลับยังละเมอเพ้อถึงคนรักเก่า ทำให้คนที่แอบหลงดีใจว่าเพียงซักครั้งเธอก็ได้อยู่ในอ้อมกอดของเขา ต้องผิดหวังภายในใจแต่ข่มเก็บความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้ แล้วแกะมือหนาออกจากร่างกายของตนเอง แต่กระนั้นเขากับไม่ยอมปล่อย แถมยังเพิ่มแรงอนุภาพแห่งความโหยหามากยิ่งขึ้น
การที่หญิงสาวในอ้อมแขนพยายามก้าวถอยออก กลับทำให้อัศวินมีความต้องการที่จะโอบรัดอ้อมกอดนี้มากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว เขาคิดถึง คิดถึงเธอเหลือเกิน...วิชุดา
“วิคุณจะไปไหน อย่าไปนะครับ” ยังคงร้องหาคนรักเก่าอย่างวิชุดา สายตาคมก็ยังหลับพริ้ม ไม่ยอมเปิดออกมารับความจริงที่เผชิญอยู่
“คุณวินค่ะ นี่เขมไม่ใช่คุณวิ ปล่อยเถอะค่ะ” เมื่อเห็นอัศวินยังไม่ปล่อยจึงร้องบอก แต่กลับไร้ผลเช่นเดิม เขาไม่รับรู้สิ่งใดในตอนนี้เลย
“ไม่...วิผมจะไม่ปล่อยให้คุณไปไหน ผมไม่มีวันปล่อยคุณไปแน่วิ อยู่กับผมเถอะนะครับ ผมเฝ้ารอแต่คุณ” คราแรกแข็งกร้าว แต่ท่อนหลังนั้นมันชั่งอ่อนโยนพูดพร้อมกับระบายรอยยิ้มสร้างจินตนาการในสมอง เขาคิดถึงเธอแทบจะขาดใจ ไม่มีเวลาไหนที่ไม่คิดถึงเลย แม้ยามที่หลับตาลงภาพแห่งความทรงจำก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
เมื่อพูดได้เช่นนั้น ก็จับร่างบางให้ล้มลงกับเตียงกว้างพร้อมกับนำร่างหนาของตนทาบทับตามลงไปทันที ไม่มีโอกาสให้เขมมิกาตัวแทนของคนรักเก่าในเวลานี้ได้กระดิกตัวหรือขัดขืนเลยสักนิด แม้ที่จะลืมตาตื่นเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะทำมัน
“ปล่อยค่ะคุณวิน เขมไม่ใช่คุณวินะ” ได้เพียงบอก แต่คำพูดเหล่านี้ราวกับว่ามันจะไม่เข้าไปในโสตประสาทของอัศวินเลย แม้แต่สักนิดเดียวก็ไม่มีอยู่ในสมอง
“ไม่ครับวิ ผมจะไม่ปล่อยคุณไปไหน ได้โปรดอยู่กับผมนะครับ” พูดจบ ปากหนาเข้าจุมพิตบทจูบพิศวาสกับเรียวปากบางของเขมมิกาทันที ด้วยความปรารถนาที่มีมาก เขาจึงพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เธอจากไป เขาไม่มีวันยอมปล่อยให้เธอไปไหนแน่ เขาไม่มีวนยอมให้ใครมาพรากเธอไปจากอ้อมกอดเขาอีกแล้ว...ไม่มีวัน
การประกบกับเรียวปากบาง มันชั่งมีความอ่อนละมุนยิ่งนัก รสจุมพิตที่แสนพิศวาสเป็นราวกับน้ำผึ้งหยดน้อยๆที่เริ่มโลมเลียเข้าสู่กายสาว เป็นการจุมพิตที่ปากบางที่เนิ่นนาน นานจนเขมมิกาแทบจะหาอากาศหายใจไม่ได้ หากแต่การจูบในคราแรกของเธอมันชั่งเนิ่นนาน อากาศเริ่มหาย ปากน้อยเริ่มต่อต้าน เมื่อรู้สึกถึงอาการของคนใต้ร่างจึงรีบละออกจากปากบางทันที เมื่อได้รับอิสระจากอัศวิน เขมมิกาพยายามที่จะสูดอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมบอกกับอัศวิน
“คุณวินตั้งสติสิ เขมไม่ใช่คุณวิ เขมไม่ใช่คุณวิปล่อยนะ...” เขมมิกาพยายามเรียกสติของอัศวินกลับมา แต่เสียงหวานไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มตื่นออกมจากภวังค์ที่กำลังโหยหาคนรักเลย
แต่มันกลับทำให้ยิ่งเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น “ไม่ปล่อย” อัศวินว่า เขายังไม่พร้อมที่จะปล่อยเธอไปจริงๆ
แล้วตามด้วยการจุมพิตหนักที่ปากบางอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันกับไร้ความอ่อนโยนเหมือนคราแรก มีเพียงแต่ความหนักหน่วงของรสจูบพิศวาสเข้ามาแทนที มือบางของเขมมิกาผลักไสร่างหนาที่กำลังลุกล้ำเรียวปากบาง “อื้อ อ่อยเอมอะ” ปากบางร้องประท้วงเสียงร้องดังอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์
แถมยังไม่ส่งผลไปยังร่างหนา มือบางผลักร่างของอัศวินให้ออกห่าง ในเวลานี้เธอไม่พร้อมจริงๆที่ต้องเป็นตัวแทนของใครอีกคน ความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดแต่ก็ต้องข่มมันไว้ เขาจะรู้บ้างไหมว่าสิ่งที่เขาทำเสมือนมีมีดปลายแหลมนับร้อยที่กำลังพุ่งเข้ามายังกายของเธอ ยามนี้เขาจะรู้บ้างไหมว่าเธอก็เจ็บปวดไปไม่น้อยกว่าเขาเลย
เขาจะรับรู้บ้างไหมว่าการต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานมันเป็นเช่นไร การอยู่อย่างที่ตนเองต้องเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นเช่นไร หากทว่าเขาต้องการชีวิตของเธอ เธอก็พร้อมที่จะมอบให้ แต่ทว่ามันคงไม่ใช่เวลานี้ เธอยังไม่พร้อมจริงๆกับสิ่งที่ต้องเผชิญ
แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆเธอก็พร้อมที่จะเอาชีวิตของเธอเข้าแลก ถ้ามันจะทำให้ในสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่จางหายหรือลดน้อยลง ถึงแม้มันจะไม่สามารถนำสิ่งที่สูญเสียกลับมาได้ก็ตามที เธอพร้อมที่จะปล่อยให้ชีวิตของเธอหายไปเมื่อถึงเวลา
เมื่อหลุดขึ้นจากภวังค์เขมมิการวบรวมกำลังกายเฮือกสุดท้ายแล้วผลักร่างหนาให้ออกห่าง
‘ผลัก’
เป็นผลสำเร็จเมื่อเธอผลักให้เขาห่างออกจากกาย ร่างหนาของอัศวินถูกผลักให้ไปนอนอยู่ข้างกายของเขมมิกาบนเตียงกว้าง เมื่อร่างหนาพ้นออกจากกาย เขมมิกาก็รีบเด้งตัวออกจากอัศวินแล้วสาวเท้าบางลงมายืนข้างเตียงทันที
“วิอย่าไป วิครับอย่าไปจากผม โปรดกลับมานะครับ อย่าไป...” ยังคงคิดถึงเพียงวิชุดา มือหนาเอื้อมไปข้างหน้าควานหาคนรัก เธอคือคนที่เขามอบหัวใจให้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น ดวงใจหนาของอัศวินไม่มีที่พอไว้ให้สำหรับ ใครอีกแล้ว...นอกจากเธอ...วิชุดา หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ มือหนาของอัศวินค่อยๆลดลง เสียงที่แผดร้องเริ่มเงียบหาย ก่อนที่เขาจะหลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงถึงกับต้องนำมือมาปิดปาก มันคงยากที่จะกลั้นเอาไว้ แล้วสุดท้ายก็ต้องปล่อยมันออกมา มีเพียงแค่หยาดน้ำใสที่เอ่อล้นอยู่บริเวณขอบตาสวย เธอไม่สามารถที่จะปล่อยเสียงสะอื้นออกมาได้เพราะมันเจ็บเกินไป เจ็บจนไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้อีก ขาเรียวของเธอเริ่มอ่อนแรงแทบล้มลงแต่ก็ต้องยืนหยัดขึ้น ยามนี้เธอต้องเข้มแข็ง หากเธออ่อนแอแม้เพียงนิด เธอก็คงจะยิ่งเจ็บกว่าเดิม หากเพียงแค่วันนี้ เธอรับรู้แล้วอัศวินยังคิดที่จะไม่ลืมรักครั้งเก่าอย่างวิชุดา
เขมมิกาสาวเท้าออกห่างจากเตียงกว้าง และมือบางของเธอก็ยังคงกุบอยู่ที่ปากเพื่อเก็บเสียงสะอื้น เธอไม่อยากจะให้อีกฝ่ายได้ยินมัน เธอยังอยากจะให้เขาอยู่ในภวังค์แห่งความโหยหาของเขาต่อไปไม่อยากที่จะเข้าไปทำลายความหวังของเขาเพียงแค่เห็นชายหนุ่มมีความสุขในยามนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ
ถึงแม้ในยามที่เขาตื่นจะกลับมาเป็นซาตานร้ายก็ตาม เขมมิกาเลือกที่จะเดินตรงมายังโซฟาหรูที่อยู่ไม่ห่างจากเตียงที่อัศวินนอนมากนักร่างบางค่อยๆหย่อนกายลงโซฟาหรูเธอเลือกที่จะไม่นอนเตียงเดียวกับอัศวินเพราะตัวเธอเองรู้ดีว่า...ไม่มีสิทธิ์
เขมมิกาพยายามจะข่มตาหลับ ถึงแม้ว่ามันจะต้องเจ็บปวดทุกครั้งก็ตาม เวลานี้เธอพร้อมแล้วที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริง ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับตัวเธอ เธอก็พร้อมที่จะรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียว เธอไม่ต้องการให้ใครเจ็บปวดเพราะเธออีกแล้ว...
และความจริงเรื่องสุดท้ายที่ไม่อาจจะมีใครมาเปลี่ยนแปลงหรือเอื้อมมือไปถึงมันคือ...เขาและเธอก็ยังคงห่างไกล... กัน...เหลือเกิน
ประกายแสงสีทองในยามเช้า ลอดผ่านเข้ามาภายในห้องหรู กระทบกับผ้าม่านสีเทามน ปลุกเร้าให้คนร่างหนาที่ขณะนี้ได้นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงกว้าง ต้องค่อยๆเปิดเปลือกตาหนารับแสงที่ส่องผ่านเข้ามาเพื่อปรับสภาพของม่านตาให้อยู่ในหมวดปกติ พร้อมทั้งพยายามยันกายขึ้นพิงที่หัวเตียง
อัศวินนำมือหนายกขึ้นจับที่ศีรษะทุยของตนเอง ส่วนมืออีกข้างควานหาโทรศัพท์มือถือพร้อมกับนำมันขึ้นมาดูเวลา บนหน้าจอระบุว่าขณะนี้เป็นเวลา เจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที
“ทำไมปวดหัวอย่างนี้วะ?” อัศวินรู้สึกปวดหนึบที่สมองทั้งสองข้าง เหตุใดเขาถึงได้ปวดหัวเช่นนี้ แล้วที่นี่ที่ไหน ทำไมตนถึงมาอยู่ที่นี้ได้ สายตาคมกวาดมองไปทั่งรอบบริเวณของห้องที่เขาเข้ามาพัก แต่ก็ต้องถึงบางอ้อ เพราะที่นี้คือบ้านของเขาหรือเรือนหอนั่นเอง
แล้วเช่นใดเขาถึงมาอยู่ที่เรือนหอแห่งนี้ได้ เพราะสิ่งสุดท้ายที่จำได้คือเขาอยู่ที่คลับของติณภพ
“ไอภพ ไม่มีที่อื่นให้มึงพามาเหรอวะ” สบถเล็กน้อยกับเพื่อนของตน พรางสมองหนาก็ยังครุ่นคิดทบทวนกับเหตุการณ์เมื่อคืน
“วิ!” อัศวินคิดไปคิดมาก็ต้องวนไปหาคนรักอีกที
“วิ เมื่อคืนคุณมาหาผมใช่ไหมครับ” คิดเองเสียทุกอย่าง แต่เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็รีบเด้งตัวลงมาจากเตียงกว้างทันที อาการปวดศีรษะเมื่อครู่ก็หายไปราวกับมีเม็ดยาเม็ดใหญ่ทำให้มันหายไป
หากว่ามันไม่ใช่ความฝันเขาก็ต้องได้พบกับวิชุดาเป็นอันแน่ รีบเร่งที่จะสาวเท้าหนาให้ไปพบกับคนที่รักให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อัศวินค้นหาทุกห้องเท่าที่เขาจะคิดว่าหญิงสาวจะไป แต่ยังไม่ทันที่จะไปยังห้องสุดท้ายที่คิดว่าหญิงสาวจะอยู่ ก็มีอันต้องหยุดชะงัก
“อ้าวคุณวิน ตื่นแล้วเหรอคะ” เสียงของป้าสายสมรแม่บ้านวัยห้าสิบปี เรียกขานคุณหนูที่ตนเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเดินไม่ได้
“ครับ...แล้วป้าสมรมานานแล้วหรือครับ” อัศวินถามป้าสายสมรแม่นมของตนเองอย่างสงสัย เขานับถือหญิงชราตรงหน้าเป็นมารดาอีกคนเพราะท่านเลี้ยงตนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนัก
และเหตุอีกอย่างที่ต้องถามเช่นนี้เพราะว่าภายในบ้านหลังนี้มีเพียงแต่อัศวินและเขมมิกาเท่านั้นที่อยู่เพราะมารดาของเขาอยากจะให้อัศวินและเขมมิกาสานสัมพันธ์ที่ดีกันให้มากกว่านี้
“ป้าเพิ่งมาถึงได้สักพักเองค่ะ แล้วนี้คุณวินจะไปไหนเหรอคะ รีบร้อนเชียว” เมื่อเห็นความเร่งรีบของคุณหนูของตนจึงเอ่ยถามเพื่อความกระจ่าง
“อ่อ...พอดีว่าผมลงมาหาวินะครับ ป้าพอจะเห็นบ้างไหมครับ” อัศวินยังคงไม่ลดละกับสิ่งที่ต้องการพบเจอ สายตาคมก็กวาดมองไปรอบๆบริเวณของตัวบ้านหลังใหญ่
“คุณวิเหรอคะ” อึกอักเล็กน้อยหญิงชราไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน
“ใช่ครับ ป้าสมรพอจะเห็นวิไหม...” พูดอย่างมีหวัง ปากหนาฉีกยิ้มกว้าง รอรับคำตอบจากแม่นมอันเป็นที่รัก
“คุณวินคะ คุณวิเธอไม่อยู่แล้วนะคะ ป้าว่าคุณวินอาจจะคิดถึงเธอมากไปเลยลืมว่าเธอ...จากไปแล้วรึเปล่า” หญิงชราถามเขาไปอย่างสงสัย อาจจะเป็นเพราะความคิดถึง...ถึงทำให้เขาลืมเธอไม่ได้
“...” เพียงแต่มีใบหน้าที่สลด รอยยิ้มที่เห็นเมื่อครู่หุบลงอย่างช้าๆ จากนั้นก็มีความเงียบเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ พยักใบหน้าหนาเป็นเชิงรับรู้ แล้วหมุนตัวเองขึ้นไปยังชั้นบนทันที
หากแต่การสาวเท้าหนาขึ้นไปยังชั้นบน ไม่ได้เหมือนยามที่เดินลงมาเลยสักนิด ยามที่เดินลงมานั้นชั่งสดใสราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง แต่ทว่ายามที่ต้องเดินขึ้นทำไมมันยากจวนร่างหนาของอัศวินจะเซล้มลงมาเช่นนี้ เรี่ยวแรงที่มีแทบหดหายไป
ความหวังที่คิดว่าไม่ใช่ความฝัน แต่สุดท้ายแล้วมันกลับกลายเป็นความฝันที่แท้จริง เป็นความฝันที่ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้
หยาดน้ำตาใสของลูกผู้ชายเอ่อล้นออกมาอย่างหมดเปลือกที่ดวงตาคมด้านขวา ก่อนที่มันจะร่วงแหมะลงที่ฝ่ามือหนาของอัศวิน เท้าหนาค่อยๆสาวเดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อไปยังจุดพักใจ สองเท้าหนาของอัศวินที่ก้าวไปข้างหน้ามันชั่งไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย เมื่อมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนาก็จัดการค่อยๆบิดลูกบิดเพื่อเข้าไปภายในห้องที่ออกมายังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พาร่างที่เหมือนจะไร้ความรู้สึกมานอนลงบนเตียงกว้าง ขดตัวราวกับมีความเจ็บปวดเข้ามาปะทะร่าง
สุดที่จะทนน้ำตาใสที่เอ่อล้นเพียงแค่ขอบตาเมื่อครู่ บัดนี้มันได้ไหลออกมาอาบแก้มสากทั้งสองข้างมันคงจะยากที่ต้องสะกดกั้นเอาไว้แล้ว
“วิ วิ...” คดตัวเข้าด้วยความเจ็บปวด ครวญครางราวจะขาดใจ ยามนี้ต้องการอ้อมกอดที่แสนจะนุ่มของวิชุดาเท่านั้นเข้ามาโอบกอดไว้...
ด้านของคนร่างบางที่ตื่นขึ้นมาจากโซฟาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เมื่อลุกขึ้นจากโซฟาหนาได้ก็รีบเร่งอาบน้ำแต่งตัวแล้วตรงมายังห้องครัวทันที
การพูดคุยระหว่างอัศวินและป้าสายสมร เขมมิกาได้ยินชัดทุกถ้อยทุกคำ พร้อมกับเสียงคำรามดังของอัศวินที่เรียกร้องหาวิชุดา เธอก็ได้ยินเพราะมันดังจนรับรู้ถึงความเจ็บปวดของต้นเสียง แต่เธอจะทำไงได้ละในเมื่อหัวใจของเขาไม่มีที่ว่างไว้เผื่อใครแล้ว แต่สุดท้ายแล้วหัวใจดวงน้อยของเธอก็ยังคงที่จะมอบให้เขาแต่เพียงผู้เดียว
เขมมิกาเลือกที่จะเข้าครัวแต่เช้าเพื่อที่จะเตรียมอาหารเช้าไว้ให้สามีทางนิตินัยของตน เธอเลือกที่จะทำข้าวต้มกุ้งเพราะพอจะได้ยินมาบ้างว่าเขานั้นชอบทานกุ้งยิ่งกว่าสิ่งใด
แต่กลับผิดกับเธอที่มีอาการแพ้กุ้ง หากแต่มันไม่ได้มีอาการรุนแรงอะไรมากมาย แต่หากได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากก็อาจจะทำให้หญิงสาวช็อกหรือหมดสติไปก็เป็นได้ แต่ถึงแม้จะแพ้เพียงใดก็พร้อมที่จะทำมันให้ชายหนุ่มได้ทานในสิ่งที่ตัวเขานั้นชอบ
ทุกขั้นตอนการทำเขมมิกาบรรจงทำสุดฝีมือเท่าที่จะทำได้ หากแต่การชิมหรือลิ้มรสเธอคงไม่สามารถที่จะทำสิ่งนั้นได้เป็นแน่ จึงต้องขอความช่วยเหลือจากใครอีกคน เท้าเรียวบางค่อยๆก้าวเดินไปหาผู้ที่จะมาลิ้มรสอาหารของตน ที่ตอนนี้อาจจะอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ เมื่อพบเป้าหมายก็รีบสาวเท้าบางเข้าไปหาทันที
“ป้าสมรคะ” เขมมิกาเอ่ยเรียกหญิงสูงวัยที่กำลังเก็บของอยู่ที่ห้องโถงใหญ่
“ว่าไงคะคุณเขม” เมื่อได้ยินเสียงหวานของเขมมิกาก็หันมาตอบรับคำขานของต้นเสียงทันที พร้อมทั้งนำใบหน้าที่ยิ้มแย้มส่งมายังสาวเจ้า
“ป้าสมรช่วยไปชิมข้าวต้มกุ้งให้เขมหน่อยได้ไหมคะ” หญิงสาวไม่รีรอที่จะเอ่ยความต้องการ
“อ้อ...ได้สิคะ แล้วทำไมคุณเขมไม่ชิมเองคะหรือว่าไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง” พูดตอบรับหญิงสาวพร้อมรอยยิ้ม
“ก็คงจะประมาณนั้นแหละค่ะ” พูดกับหญิงสูงวัย พรางเรียวปากเล็กอมชมพูก็อมยิ้มไว้ ชวนให้ใบหน้าหวานนั้นเพิ่มความน่ามองยิ่งขึ้น
“อ่อ...ถ้าอย่างนั้นเราไปกันดีกว่าค่ะ” เขมมิกาพยักใบหน้าหวานรับ ป้าสายสมรเดินนำหญิงสาวไปห้องครัวเมื่อพูดเสร็จ เรียวเท้าบางของเขมมิกาก็เดินตามไปทันที
“กลิ่นหอมมากเลยนะคะคุณเขม” ป้าสายสมรเมื่อย่างเท้าเข้ามาเหยียบภายในห้องครัว ก็ได้กลิ่นของอาหารที่เขมมิกาได้ทำไว้ จนต้องเอ่ยปากชม
“ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวเขมไปตักมาให้ชิมนะคะ” ตอบรับคำชมแล้วเดินไปตักข้าวต้มกุ้งที่อยู่ในหม้อให้หญิงสูงวัยทันที
“นี่ค่ะ” ยื่นถ้วยข้าวต้มที่อยู่ในมือบางส่งให้หญิงสูงวัยที่อยู่ตรงหน้า
“ก็อร่อยดีนี่ค่ะ รสชาติแบบนี้คุณวินเธอน่าจะชอบ”
“จิรงหรอคะ”
“งั้นเดี๋ยวป้า ไปตามคุณวินให้นะคะ” ป้าสายสมรพยักหน้าก่อนขันอาสาขึ้นไปตามคุณหนูของตนแต่ก็ต้องหยุดเพราะเสียงของเขมมิกาดังขึ้นเสียก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเขมไปตามคุณวินมาทานเองดีกว่าค่ะ” เขมมิกาอาสาที่จะขึ้นไปตามอัศวินแทนป้าสายสมรเพราะว่าป้าสายสมรนั้นมีอายุที่ค่อนข้างมากจึงกลัวว่าอาจจะยากลำบากต่อการขึ้นลงบันไดหลายขั้น
“ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวป้าไปจัดโต๊ะไว้ให้นะคะ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” กล่าวขอบคุณหญิงสูงวัย ก่อนที่จะหมุนตัวเดินไปยังจุดหมาย
ค่อยๆสาวเรียวเท้าบางขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าห้องที่ตนต้องเข้าไป มือบางค่อยๆยกขึ้นหวังที่จะเคาะให้เกิดเสียงเพื่อให้คนในห้องได้ยิน แต่ก็ต้องชักมือกลับ เพราะเจ้าของห้องนั้นได้เปิดประตูบานหนาออกมาเสียก่อน
“มาทำอะไร!” ถามเสียงเข้มยามที่เห็นใบหน้าหวานของเขมมิกา อัศวินแต่งตัวพร้อมที่จะออกไปทำงานที่บริษัทของตน เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวถูกสวมทับเข้ากับสูทตัวโก่งสีดำ พร้อมกับกางเกงขายาวสีดำ
“อะ...เอ่อ พอดีว่าเขมมาตามคุณวินไปทานอาหารเช้าคะ” ปากบางพูดกับอัศวิน แต่ใบหน้ากลับก้มงุงลงต่ำ ไม่กล้าที่จะสบตามองร่างหนา
“ฉันไม่กิน” ตอบเสียงเย็นชานิ่งเรียบ ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกต่อสิ่งใด ราวกับตอนนี้เขาเป็นคนไร้ความรู้สึกไปแล้ว
“แต่อาหารเช้าสำคัญมากนะคะ คุณวินต้องทานค่ะ” ไม่ยอมที่จะหลีกหนีร่างหนา พร้อมกับพูดเพื่อให้เขาไปทานอาหารให้ได้
“ฉันบอกว่าฉันไม่กินไม่ได้ยินหรือไง!” จากเสียงเย็นชาคราแรก แต่เวลานี้มันกลับแข็งกระด้างขึ้นมาทันที เขาไม่อยากที่จะทานอะไรทั้งนั้น ไม่อยากที่จะทำอะไรในเวลานี้ นอกจากจะออกไปไม่ให้เห็นใบหน้าของเขมมิกาคือสิ่งที่ต้องการที่สุด
“ตะ...แต่คุณวินต้อง...” ยังไม่ทันทีจะจบประโยคเสียงเข้มก็เข้ามาแทรกทันควัน
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันบอกว่าไม่กิน เธอไม่ได้ยินหรือไง!” อารมณ์เดือดพล่านมือหนาเข้ากระชากข้อมือของเจ้าของร่างบางให้เข้ามาปะทะอกแกร่ง บีบข้อมือเล็กเน้น ผลักร่างบางให้แนบชิดกับประตูห้อง
ไม่เข้าใจว่าเธอจะมายุ่งกับเขาทำไม ทั้งที่เป็นอยู่ในเวลานี้มันก็จะขาดใจตายอยู่แล้ว
ใบหน้าหวานเหยเกด้วยความเจ็บ แต่ก็ไม่อาจที่จะต้านทาน ปล่อยให้เขาทำไปหากทนได้ก็พร้อมที่จะทน หากแต่การกระทำของเขามันชั่งเพิ่มทวีความบีบเน้นที่ข้อมือสวยมากขึ้น ไม่มีท่าทีว่าจะลดผ่อน
“โอ๊ย คะ...คุณวินเขมเจ็บนะคะ” ร้องบอกให้อัศวินปล่อย แต่หากทว่าเวลานี้สติของอัศวินจะอยู่กับตัวของเขาหรือเปล่า? การพูดหรือขอร้องของเธอจึงไม่ได้ผล
“...” มีเพียงแค่ความเงียบเท่านั้นที่ได้รับรู้ ใบหน้าของอัศวินในเวลานี้มันชังนิ่งเฉยและเย็นชา แรงบีบที่ข้อมือบางก็เพิ่มพูนมากขึ้น
หากแต่เขมมิกาพยายามที่จะบิดข้อมือสวยออกจากพันธะใหญ่ แต่แรงเสียดทานก็มีมากขึ้นตามมาด้วย สุดท้ายแล้วจึงต้องเรียกสติของชายหนุ่มคืนอีกครั้ง
“คุณวินปล่อยเขมนะ เขมเจ็บ” เสียงหวานส่งตรงไปที่อัศวิน เรียกคืนสติที่หลุดลอยให้หวนกลับมา
เมื่อได้สติ สายตาที่เลิ่กลั่กของอัศวินก็ผลุดขึ้นมาก่อนที่จะผลักร่างบางที่เคยอยู่ในพันธะใหญ่ ออกอย่างแรง
‘ผลัก’
“โอ๊ย” เสียงหวานร้องครางด้วยความเจ็บ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นปูนเงาวาว
“ฉันขอโทษ...” เสียงเรียบและเย็นชาเช่นเดิม เป็นคำขอโทษที่ฟังแล้วดูห่างไกล แต่ทว่าในใจดวงหนาของชายหนุ่มถูกแฝงไปด้วย ‘ความรู้สึก’ ที่เจ้าตัวก็ไม่อาจที่จะล่วงรู้
พูดจบร่างหนาของอัศวินก็หันหลังแล้วสาวเท้าหนาออกห่างจากเขมมิกาทันที ส่วนคนร่างบางที่ตอนนี้นั่งอยู่กับพื้นที่หน้าประตูห้องก็ค่อยๆยันกายขึ้นแล้วค่อยๆเดินตามร่างหนาไป แต่ทิ้งระยะห่างพอสมควร
ร่างหนาของอัศวินรีบสาวลงมาจากชั้นบน แต่ก็ต้องหยุดเพราะเสียงของป้าสายสมร “อ้าว คุณวินไม่ทานอาหารเช้าหน่อยเหรอคะ ข้าวต้มกุ้งที่คุณวินชอบเลยนะคะ” ป้าสายสมรถามคนร่างหนาที่รีบเร่งเดินลงมาจากชั้นบน
“ไม่ดีกว่าครับผมไม่หิว ขอตัวก่อนนะครับ” ยิ้มให้ป้าสายสมรเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินเลี่ยงออกไปจากบ้านหลังใหญ่ แล้วบึ่งรถคันหรูพุ่งทะยานออกไปที่ท้องถนนสีเทาดำทันที
เขมมิกาที่เดินตามอัศวินมาอย่างห่างๆเดินลงมาด้วยท่าทางที่นิ่งเฉย ยิ้มให้กับป้าสายสมรเล็กน้อย แล้วเลี่ยงเข้าไปที่ห้องครัวทันทีไม่ทันที่จะให้ป้าสายสมรได้ทักถามถึงเรื่องราว ทุกอย่างที่เตรียมพร้อมทำไว้ให้อัศวินได้ทานในยามเช้า ในเวลานี้มันถูกจัดแจงใส่กล่องใบใหญ่ เตรียมพร้อมที่จะนำไปให้กับป้าสายสมร ที่รอเธออยู่ด้านหน้า
“ป้าคะ นี่ข้าวต้มที่เขมทำไว้ค่ะ เขมฝากเอาไปให้คนที่บ้านใหญ่ด้วยนะคะ” มือบางยื่นถุงที่ใส่กล่องข้าวต้มให้กับป้าสายสมร ที่ยืนอยู่ที่หน้าประตูพร้อมที่จะกลับไปยังบ้านใหญ่ หลังจากได้จัดสิ่งของเล็กน้อยๆในบ้านเสร็จ
“อ้าวแล้วคุณเขมไม่ทานเหรอคะ” ถามอย่างสงสัย เธอไม่ทานข้าวต้มหรอกหรอ
“พอดีว่าเขมทานแล้วล่ะค่ะ” ยิ้มให้กับหญิงสูงวัย เธอยังไม่กล้าที่จะชิมมันด้วยซ้ำ...แล้วเหตุใดเธอจะทานมันล่ะ?
“อ่อค่ะ งั้นป้าไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ป้าจะมาใหม่” ส่งยิ้มที่เป็นมิตร แล้วเดินออกไปยังรถที่จอดรออยู่ด้านนอก ป้าสายสมรต้องมาที่บ้านหลังนี้ประจำเพราะไม่มีทั้งแม่บ้านหรือคนค่อยอยู่ที่นี้มีเพียงแต่เขาและเธอเท่านั้นที่อยู่เพียงสองคน
เมื่อรถที่หญิงสูงวัยนั่งลับสายตาไปแล้ว เขมมิกาก็หันแผ่นหลังบาง สาวเท้าเรียวเข้าไปทำหน้าที่ของตนทันที
ภายในบ้านหลังนี้มีความใหญ่ที่พอสมควรแต่ไม่ใหญ่มากเท่าขนาดของบ้านใหญ่อีกหลัง การทำงานบ้านของเขมมิกาจึงหนักพอสมควร ทั้งในสวนที่มีทั้งดอกกุหลาบดอกไม้อีกหลายชนิดที่หญิงสาวต้องรดน้ำให้เพื่อเพิ่มความชุ่มช่ำทั้งบริเวณรอบตัวบ้าน รวมทั้งห้องนอนของชายหนุ่ม เขมมิกาจัดการเก็บกวาดบริเวณพื้นห้อง ทุกซอกทุกมุมที่คนร่างบางสามารถจะมุดเข้าไปได้ ทั้งซอกตู้เล็กๆเขมมิกาก็ยังพยายามที่จะทำมัน
“โอ๊ย” เสียงร้องครางเล็กของสาวเจ้าดังออกมาจากเรียวปากบางขณะที่กำลังพยายามเก็บกวาด ข้างซอกตู้เล็ก แล้วศีรษะสวยดันไปโดนกับขอบตู้ทำให้ต้องร้องด้วยความเจ็บ
‘ซุ่มซ่ามจริงๆเลยน้า...เขมเอ้ย’ อมยิ้มเล็กน้อยพร้อมทั้งยังที่จะอดพูดถึงความซุ่มซ่ามของตัวเอง อยู่เพียงภายในใจไม่ได้ ก่อนที่จะก้มลงมือทำความสะอาดต่อ การที่ต้องคัดถูกตามซอกเล็กๆเป็นไปอย่างลำบาก แต่เขมมิกาก็ทำจนมันเสร็จสิ้น
ร่างบางเดินทำความสะอาดรอบห้องใหญ่ สายตาสวยสะดุดเข้ากับกรอบรูปที่มีขนาดพอประมาณไม่ใหญ่ไม่น้อยที่วางอยู่บริเวณบนโต๊ะข้างเตียงฝั่งของชายหนุ่ม ค่อยๆก้าวเข้าไปยังจุดหมายที่วางอยู่เบื้องหน้า มือบางค่อยๆเอื้อมไปหยิบขึ้นมาพิจารณา สำรวจใบหน้าหญิงสาวในภาพที่หันด้านข้างเอียงพอประมาณมือน้อยจับปอยผมให้ทัดอยู่ข้างใบหูอย่างไตร่ตรอง พร้อมทั้งไรลูกผมที่ปรกหน้าสวยเล็กน้อยเพิ่มความมีเสน่ห์ให้กับหญิงสาวในภาพเป็นอย่างมาก ดูก็รู้ว่าสถานที่ที่ไปนั้น เป็นพื้นที่ที่มีสายลมที่พลิ้วไสวตลอดเวลา หากแต่คนที่กดถ่ายภาพนี้ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...อัศวิน
“คุณกับเธอคงรักกันมากใช่ไหมคะ” ตั้งคำถามให้กับตนเอง รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้าสาว แต่ผิดกับจิตใจที่ชั่งหว่าเหว่ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงเพราะหญิงสาวผู้นี้มีทั้งใบหน้าที่อ่อนหวานกิริยาชั่งอ่อนโยนเหตุนี้อัศวินจึงรักเธอไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลง และถึงแม้ว่าเธ จะไม่ได้พบหรือเจอหน้าวิชุดาจริงๆแต่การกระทำหรือท่าทางที่อยู่ในรูปภาพนั้นแล้วก็สังเกตได้ไม่ยากนักหรอก?
เขมมิกาจัดการว่างรูปไว้ที่เดิมแล้วเดินไปจัดการงานของตนต่อ
‘โอกกกก’
เสียงท้องน้อยดังขึ้นเพื่อประท้วงมือบางลูบที่หน้าท้องเบาๆ พลันก็นึกขึ้นได้ว่าตนนั้นยังไม่ทันได้ทานข้าวตั้งแต่เมื่อคืนจนเวลาล่วงมาถึงสิบสามนาฬิกาของอีกวัน ข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้องของสาวเจ้า เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขมมิกาจึงเตรียมที่จะไปหาอะไรใส่ท้องของตน เรียวเท้าบางค่อยสาวออกมาจากห้องใหญ่แล้วมุ่งตรงไปที่ห้องครัวที่อยู่ด้านล่างทันที อาหารที่เขมมิกาเลือกทานเป็นเพียงสิ่งง่ายๆก็คงไม่พ้นไข่เจียวแสนอร่อย
เมื่อทานเสร็จเรียบร้อยก็จัดการเก็บกวาดภายในห้องครัวไปในตัวเลย แต่กว่าจะเสร็จจากงานบ้านของเขมมิกาก็กินเวลาไปถึงหกโมงเย็น ซึ่งก็คงจะเป็นเวลาที่อัศวินจะกลับมาจากบริษัท หญิงสาวเลือกที่จะมานั่งรออัศวินอยู่ที่ประตูหน้าบ้านเพื่อจะช่วยเขาขนกระเป๋า พยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
แต่รอจนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีเงาของชายหนุ่มมาเลย จนจากท้องฟ้าที่สว่างกลับเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มเริ่มมีเมฆหนาเข้าปกคลุมเสียงของท้องนภาดังขึ้นเป็นระยะ ด้วยความที่จัดการทำงานบ้านทั้งวันจึงทำให้เขมมิกาที่นั่งรออัศวินอยู่หน้าประตูจึงต้องผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากที่เขมมิกาเผลอหลับไปได้เพียงไม่นาน ก็มีเสียงของรถคันหรูของอัศวินขับเข้ามาจอดภายในบ้าน ก้าวเท้าหนาลงจากประตูด้านคนขับแล้วยืนสำรวจสภาพอากาศได้สักพัก เสียงของท้องฟ้าที่เริ่มดังขึ้นเป็นระยะทำให้ชายหนุ่มต้องรีบสาวเรียวเท้าหนาเข้าไปภายใน แต่...ทว่าเมื่อเดินมายังประตูทางเข้าก็พบกับคนร่างบางนั่งหลับอยู่กับขอบประตู แต่เขากลับเลือกที่จะไม่สนใจในสิ่งที่เห็น สาวเท้าเข้าไปด้านในแล้วตรงเข้าห้องทันที
จากเสียงท้องฟ้าที่ดังขึ้นเป็นระยะในคราแรกมีเมฆหนาปกคลุม แต่บัดนี้มีทั้งเสียงและเม็ดฝนที่กระหน่ำสาดลงมาอย่างหนัก แต่ก็ไม่อาจที่จะทำให้คนที่เข้าสู่ห้วงนิทราตื่นขึ้นมาได้ ละอองฝนที่ตกหนักอยู่ด้านนอกกระเด็นสาดเข้ามากระทบกับสาวเจ้าเล็กน้อย
‘เปรี้ยง!’ เสียงสายฟ้าฟาดดังขึ้น หญิงสาวที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงที่เกิดนั้นมันดังพอที่จะทำให้คนที่เหนื่อยล้าลืมตาตื่นขึ้นมา เขมมิกาบิดกายเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือเรียวขึ้นมาดูนาฬิกาที่ข้อมือ แล้วพบว่านี้คือเวลายี่สิบนาฬิกาสี่สิบห้านาทีแล้ว เธอรีบสาวเท้าบางขึ้นไปยังชั้นบนเผื่อว่าคนที่ตนเฝ้ารอจะมาถึงแล้ว หญิงสาวค่อยๆก้าวขึ้นไปชั้นบนทีละก้าวอย่างช้าๆไม่รีบร้อน หากเขาอยู่ด้านในจริงก็คงจะทำงานอยู่เป็นแน่ เพราะเวลานี้อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่ชายหนุ่มจะเข้านอน
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
มือบางของเขมมิกายกขึ้นไปเคาะที่ประตูหรูด้านหน้าเพื่อให้เจ้าของห้องรับรู้ หากเข้าไปเองโดยสุ่มสี่สุ่มมีหวังได้โดนเขาตวาดใส่เป็นแน่
เสียงเคาะจากด้านนอกทำให้คนที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับเอกสารตรงหน้าต้องหันไปตามเสียงที่ได้ยิน มือหนาละออกจากเอกสารที่ต้องสะสางตรงหน้าแล้วเดินไปที่ต้นเสียงที่ได้ยินทันที มือของอัศวินเอื้อมไปเปิดประตูบานหนาที่กั้นกลางระหว่างเขาและคู่สนทนาให้เปิดออก
เมื่อสิ่งที่กีดขวางกั้นกลางระหว่างเขาและเธอเปิดกว้าง อัศวินก็พบกับร่างบางของหญิงสาวที่มีสภาพเปียกชื้นเล็กน้อย ด้วยเหตุจากหญิงสาวผล็อยหลับไประหว่างรอคนร่างหนา ขณะที่กำลังมีเม็ดฝนโปรยปรายล่วงโรยลงมาจากท้องฟ้า
อัศวินเห็นผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของตนยังคงที่จะนิ่งเงียบ เขาจึงเปิดฉากถามเขมมิกาขึ้นก่อนทันที เมื่อเริ่มเห็นท่าทีที่มีอาการสั่นเทาของหญิงสาว ไม่รู้ว่าเกิดจากอาการกลัวเขาหรือหนาวจากหยาดฝนที่กระทบเข้าผิวหนังกันแน่
“มีอะไรกับฉัน” ถามหญิงสาวที่อยู่ด้านหน้า เธอก้มหน้างุนไม่ยอมที่จะเงยขึ้นมาสบตากับเขา สายตาคมกวาดมองไปทั่วเรือนร่างและใบหน้าของเขมมิกา เขาไม่อยากที่จะพบหน้าเธอด้วยซ้ำ แล้วยิ่งต้องมาอยู่ด้วยกันเจอกันทุกวันเขาจะสามารถที่จะอดกลั้นอารมณ์ของตนไว้ได้หรือ...มันยังคงเป็นอีกหนึ่งคำถามที่อัศวินตั้งเฝ้าถามตนเองอยู่ตลอดเวลา ตัวของอัศวินเองก็ไม่สามารถที่จะให้คำตอบกับคำถามนั้นได้...
คนฟังถึงกับหน้าชาน้ำเสียงและคำพูดมันชั่งห่างเหินออกไปจากเธอเหลือเกิน... เมื่อหลุดออกจากอาการกลัวที่เริ่มบรรเทาลงแล้ว จึงรีบบอกจุดประสงค์ของตนเองให้เขาได้รับรู้ก่อนที่เขาจะเดือดไปมากกว่านี้
“อะ...เอ่อ” น้ำเสียงหวานอ้ำอึ้ง ยามที่อยากจะพูดกับเขาก็ดันมาติดอ่างซะนี่ยัยเขมเอ่ย เขมมิกาคิดกับตนเองเพียงในใจ
“เธอจะพูดอะไรกับฉัน ก็รีบพูดฉันไม่มีได้มีเวลามากมายนักหรอกนะ” อัศวินพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดันเล็กน้อย เขมมิกาเห็นเช่นนั้นก็รีบสาธยายบอกเขาทันที
“อะ...เอ่อ พอดีว่าเขมเห็นว่าคุณวินยังไม่ได้ทานอาหารเย็นเลย...เขมเลยจะมาชวนคุณวินลงไปทานอาหารด้านล่างค่ะ” พูดไปก็ก้มหน้าสวยไปไม่ยอมที่จะเงยหน้าขึ้นมาเช่นเดิม
“ไม่ ฉันไม่หิว” อัศวินตอบกลับ กับคนที่ยืนอยู่ด้านหน้า
เขมมิกาที่ได้ยินเสียงที่ออกจากปากของเขาที่มันพ่นออกมาพร้อมกับลมหายใจ ที่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มนั้นจะดื่มมาไม่น้อย ทำให้เธอนั้นต้องเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อยก่อนที่จะพ่นคำถามออกมาอีกครั้ง
“คุณวิน คุณดื่มมาเหรอคะ”
“ฉันจะดื่มหรือไม่ดื่มมันก็เรื่องของฉัน เธอไม่มีสิทธิมาก้าวกายว่าฉันจะทำอะไรบ้าง” ชีวิตนี้มันเป็นของเขาไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่มีใครหน้าไหนมาก้าวก่ายได้ทั้งนั้น จะยกเว้นก็เพียงแค่คนที่ดวงใจของเขาเฝ้าเพียงแต่โหยหาอยู่ตลอดเวลา
“ละ...แล้วคุณวินต้องการอะไรไหมคะ เดี๋ยวเขมจะลงไปทำให้ค่ะ” การพูดครั้งนี้เขมมิกาเงยหน้าสวยหวานขึ้น แต่คำถามที่ต้องการคำตอบนี้ กลับเงียบไม่มีเสียงของชายหนุ่มพูดขึ้นมาแม้แต่น้อย...เธอรู้ว่าเขาไม่ต้องการอะไรเลย แต่เธอก็ยังเลือกที่จะถามเขาไปเช่นนั้นหรือมันจะเป็นเพราะความห่วงใย
“........” อัศวินนิ่งเงียบไม่ยอมปริปากหนาพูดออกมาตามคำถามของเขมมิกา สายตาที่มองดูธรรมดาก็น่าเกรงขามยิ่งแล้ว แล้วยิ่งเขาเริ่มทำสีหน้าที่ไม่พอใจ ทำให้ดวงใจดวงน้อยของเขมมิกาเริ่มสั่นเทา แต่ก็ไม่แสดงออกให้เขาเห็น...
“ถ้างั้นเดี๋ยวเขมลงไปชงกาแฟให้นะคะ” พูดกับตัวเองทุกอย่าง ไม่มีเสียงจากเขาแม้แต่น้อยอัศวินยืนนิ่งสีหน้าไม่ค่อยจะสบอารมณ์สักเท่าไร เธอหวังดีกับเขาทุกอย่างแต่ในเมื่อเขาไม่หิว เขมมิกาจึงเลือกที่จะหาหนทางให้ท้องหนาได้รับอะไรเข้าไปได้บ้าง
“....” แม้ไม่มีเสียงที่เอ่ยออกมาแต่ก็พยักหน้ารับ เป็นการตอบกลับไป
“งั้นเดี๋ยวคุณวิน รอสักครู่นะคะ” เห็นว่าเขาพยักหน้ารับเขมมิกาก็รีบลงไปด้านล่างเพื่อจะชงกาแฟให้กับชายหนุ่มทันที เมื่อแผ่นหลังบางของเขมมิกาเดินลงไปด้านล่างแล้ว อัศวินก็ปิดประตูบานหนาลง แล้วเดินไปนั่งยังที่เดิมที่ตนมาแล้วลงมือสะสางเอกสารตรงหน้าต่อทันที
เท้าเรียวของเขมมิกาก้าวลงจากชั้นบนอย่างเร็ว เพื่อตรงไปยังห้องครัวเพื่อจัดเตรียมชงกาแฟให้แก่อัศวิน มือบางเอื้อมไปเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนที่อยู่ไม่ไกล เมื่อน้ำร้อนจนได้ที่ เขมมิกาก็จัดเตรียมตักเมล็ดกาแฟที่บดละเอียดแล้วใส่แก้วใบสวยที่วางอยู่บนชั้นวางแก้ว...ด้วยความที่มีอาการที่รีบร้อนกลัวว่าเขาจะรอนานและบวกกับการเหม่อลอยคิดไปเรื่อยเปื่อยของหญิงสาว ทำให้ไม่ทันที่จะดูน้ำร้อนที่ไหลลงมาจากกระติกราคาแพง จนมันราดรดมือของหญิงสาว แต่เพียงแค่เฉียดไปเพียงครึ่งเท่านั้น
“โอ๊ย!” เสียงหวานร้องครางด้วยความแสบและความร้อนของน้ำที่กำลังเดือดอยู่ภายใน ที่ขณะนี้ได้ราดรดลงมาที่มือสวยของสาวเจ้าแล้ว เธอรู้สึกแสบร้อนไปทั่วทั้งมือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ราดไปทั่วทั้งมือแต่ความแสบร้อนก็แพร่ซ่านไปถึงได้เช่นกัน...
มือบางแดงขึ้นเรื่อยๆด้วยฤทธิ์ของน้ำร้อนที่รดใส่จนสาวเจ้าต้องหาผ้ามาผูกไว้เพียงชั่วคราวก่อน แล้วจึงจะค่อยลงมือทำแผล ส่วนมืออีกข้างที่ยังว่างก็ถือแก้วกาแฟที่ชงให้แก่อัศวินแล้วเดินถึอขึ้นไปชั้นบน เป็นเวลานานมากแล้วที่ทำให้เขาต้องรอจึงต้องรีบเร่งฝีเท้าให้ทันท่วงทีเร็วขึ้นกว่าเดิม
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
เสียงเคาะประตูบานหนาจากด้านนอกดึงความสนใจจากอัศวินที่กำลังยุ่งอยู่กับเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองไปยังต้นเสียงก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วสาวเท้าหนาไปที่ประตู เพื่อเปิดให้กับสาวเจ้าที่ยืนรออยู่ด้านนอกประตู
“เขมเอากาแฟมาให้ค่ะ” ใบหน้าสาวบ่งบอกถึงความเต็มใจ แต่ก็ต้องกักเก็บความเจ็บปวดไว้เหมือนกัน...
“ขอบใจ เอาไปวางไว้ข้างในนั้นแหละ” เสียงเข้มหวนบอกแกมสั่งสาวเจ้า
“ค่ะ” เขมมิกาน้อมรับคำบอก เอ๊ะ...ไม่ใช่สิ มันคือคำสั่งต่างหาก เธอค่อยๆก้าวเดินข้าไปด้านใน มือก็ยังคงถือแก้วกาแฟเช่นเดิม ส่วนข้างที่โดนน้ำร้อนราดใส่ก็ยังคงเจ็บแสบไม่จางหาย
หญิงสาวค่อยๆวางแก้วลงยังพื้นโต๊ะราคาแพงอย่างเบามือเมื่อมาถึงที่โต๊ะทำงานของชายหนุ่ม ส่วนคนที่สั่งก็เดินตามมาติดๆ ระหว่างที่เดินตามสาวเจ้าเข้ามา เขาก็พอที่จะเห็นมืออีกข้างของเขมมิกาที่มีผ้าพันปิดไว้อยู่...จึงเอ่ยถามขึ้นไปอย่างสงสัย
“มือเธอไปโดนอะไรมา” คำถามหวนๆแต่ดูห่วงใยส่งไปที่เขมมิกาที่กำลังจะหันกลับมาทางเจ้าของเสียง ไม่ได้ฟังในสิ่งที่เขาพูดด้วยหรืออย่างไง?
“อะไรนะคะ” เธอถามอย่างงงงวย เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไม? เขาแสดงความห่วงใยกับเธออย่างนั้นหรือ แต่...จากใจจริง หรือ...เพียงแค่หน้าที่เท่านั้นละ
“ฉันถามว่ามือเธอไปโดนอะไรมา” ถามซ้ำอีกรอบ รอบที่แล้วที่เขาพูดไม่รู้เรื่องหรือไงเธอถึงไม่ได้ยิน ฟังไม่เข้าใจ ถึงได้ต้องให้พูดซ้ำสองอย่างนี้
“อ่อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะแค่แผลเล็กๆน้อยๆ” เขมมิกายกมือขึ้นมาดู เธอโกหกเขา...ก่อนที่มือบางจะลดลงไปข้างลำตัว อาการมันยังคงปวดแสบปวดร้อนอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่เท่าคราแรกที่โดน
“งั้นเขมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” เป็นการตัดบท เธอเลี่ยงไม่อยากที่จะตอบคำถามของเขา
แต่ก็ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขา ก็มีมือหนามาจับไว้เสียก่อน แล้วหากเธอคงจะไม่ร้องจนเสียงหลง ถ้าข้างที่เขาจับนั้นมันไม่ใช่ข้างที่เธอกำลังเจ็บปวดอยู่...
มือหนารีบชักมือกลับ แล้วออกห่างจากเขมมิกาทันที ก่อนที่จะค่อยๆก้าวเท้าหนาเข้าไปใกล้ๆสาวเจ้าอีกครั้ง
“ไหนให้ฉันดูหน่อยสิ” พูดจบก็จัดการดึงข้อมือข้างที่พันผ้าอยู่มาทันที โดยเจ้าของมือยังไม่ได้ให้อนุญาต อัศวินจัดการแกะผ้าที่พันอยู่รอบมือบางของเขมมิกาออก บาดแผลที่โดยน้ำร้อนราดรดใส่ปรากฏตรงหน้าของอัศวินเมื่อเขาแกะผ้าที่พันออกเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมมันแดงอย่างนี้ เธอไปทำอะไรมา” ถามน้ำเสียงเครียด สายตากวาดมองไปทั้งมือบางที่ตอนแรกจากมีสีขาวนวลแต่ตอนนี้มันกลับมีสีที่ต่างออกไปคือ...มันมีลักษณะเป็นสีแดงนิดๆพองหน่อยๆ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวเขมไปทำแผลแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย”
“ฉันถามว่าเธอไปทำอะไรมา” น้ำเสียงหวนขึ้นกว่าเดิมเมื่อไม่ได้คำตอบที่ตนต้องการ เขาถามว่าเธอไปทำอะไรมา เรื่องแค่นี้มันยากมากนักรึไงถึงไม่ยอมที่จะบอกตน มันยากมากนักใช่ไหม
“.....” เริ่มเห็นอาการขุ่นมั่วของเขา ปากบางก็เริ่มที่จะสั่นไหว
แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบก็ถูกอัศวินกระชากข้อมือบางให้เดินตามเขาไป อัศวินดึงข้อมือบางให้เดินตามมาที่เตียงกว้างแล้วจัดการเหวี่ยงหล่อนลงไปนั่งที่เตียงทันที
“นั่งอยู่ตรงนี้แล้วห้ามไปไหนเด็ดขาด” เป็นเสียงเด็ดขาดว่าไม่ให้เธอลุกไปไหน ก่อนที่อัศวินจะเดินออกไปด้านนอกของห้อง อัศวินเดินลงมาด้านล่างก็รู้สึกถึงความเป็นห่วงที่ตนมีให้แก่เขมมิกา พยายามที่จะไม่คิดมันแต่ก็ทำไม่ได้ ‘ไม่...ไอวิน แกต้องแก้แค้นคนที่มันทำให้แกเจ็บสิวะ!’ ก่อนที่เขาจะสะบัดความคิดที่มันแสนจะรกหัวออกไป แล้วเดินตรงไปที่ตู้ปฐมพยาบาลที่อยู่ไม่ไกล มือหนาหยิบกล่องยาได้ก็รีบเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อนำมันไปรักษาใครอีกคนที่รออยู่ทันที...
ประตูบานหนาถูกเปิดกว้างด้วยฝีมือของใครอีกไม่ได้...นอกจากอัศวิน เขาเดินตรงมาที่สาวเจ้าที่นั่งรออยู่ที่เดิมไม่ยอมไปไหนตามคำสั่งของเขา แต่หากลุกไปมีหวังระเบิดลูกใหญ่ได้ลงบ้านหลังนี้แน่ๆ อัศวินเดินมาพร้อมกับกล่องยาขนาดย่อมไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป เขาเดินตรงมาที่สาวเจ้าที่นั่งรอตาแป๋วอยู่บนเตียงหนา
เขมมิกาเอื้อมมือเพื่อที่จะไปหยิบกล่องยาที่อัศวินวางไว้ข้างตัว แต่ก็โดนคนตัวหนาจับข้อมือไว้เสียก่อน
“เธอจะทำอะไร” อัศวินพูดขึ้นมา เมื่อเห็นมือของสาวเจ้ากำลังที่จะเอื้อมมาหยิบกล่องยาที่วางอยู่ข้างตน จะทำอะไรก็ไม่ดูตัวเองหน่อยเลยว่าไหวไหม มือน่ะแดงจนไม่รู้มันจะแดงยังไงแล้ว เขาบ่นงุบงิบกับตนเองเพียงเสียงที่แผ่วเบาแม้แต่สาวเจ้าก็ไม่มีวันได้ยิน
“ทะ...ทำแผลไงคะ” เขมมิกามีสีหน้าที่ไม่เข้าใจในตัวของเขา ก็ทำแผลของตัวเองน่ะสิ จะให้เธอทำอะไรเล่า? เพราะอะไรเขาถึงถามตนเช่นนี้?
“มือแดงขนาดนี้ยังจะทำเองอีกเหรอ” น้ำเสียงเริ่มเข้ม
“แต่มืออีกข้างของเขมก็ยังว่างนี่คะ ยังคงใช่งานได้ดีไม่ต้องลำบากคุณวินหรอกค่ะ” เสียงหวานเถียงกลับอัศวินฉับพลัน เธอแค่โดนน้ำร้อนลวกไม่ได้โดนยิงเสียหน่อยถึงทำอะไรเองไม่ได้ แล้วอีกอย่างมืออีกข้างของตนก็ยังพอที่จะใช้การได้
“ไม่ต้อง! เดี๋ยวฉันทำให้ แล้วช่วยนั่งอยู่นิ่งๆด้วย เข้าใจไหม” อัศวินเลือกที่จะทำให้สาวเจ้าด้วยตัวเองเมื่อเห็นว่าเธอนั้นกำลังเจ็บ คงไม่สามารถที่จะทำอะไรเองได้สะดวกแน่ รู้ว่าทำไม่ไหวแล้วยังจะกล้าขืนอีก!
“ค่ะ” เขมมิกานั่งนิ่งปล่อยให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการ โดยที่ไม่สามารถขัดได้
มือเรียวหนาค่อยๆบรรจงเทยาลงบนฝ่ามือบางของเขมมิกาอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าไม่ต้องการให้เธอเจ็บไปมากกว่านี้ สิ่งที่อัศวินทำ ทำให้หน้าหวานของเขมมิกาคอยเหลียวตามใบหน้าคมที่กำลังตั้งใจบรรจงเทยาลงบนมือของเธออย่างลืมตัว จนไม่รู้ตัวว่าเขาก็แอบมองใบหน้าหวานของเธออยู่เหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างจ้องมองไปที่ใบหน้าของกันและกันอย่างไม่ยอมละสายตา จนใบหน้าคมของอัศวินค่อยๆจ้องและโน้มลงมาที่กลีบปากบางสีชมพูหวาน รสสัมผัสที่ได้รับมันแสนอ่อนละมุน ราวกับปุยฝ้ายที่ล่องลอยอยู่บนอากาศ
