บทที่ 3 ความรู้สึกที่ (ไม่) รัก

บทที่ 3

ความรู้สึกที่ (ไม่) รัก...

ปากบางน้อมรับเรียวสัมผัสอันอ่อนโยนของอัศวิน รอยสัมผัสที่อันแสนเนิ่นนานและหอมหวานราวกับน้ำผึ้งเดือนห้า ทั้งสองตกอยู่ในห้วงแห่งฝัน อัศวินพยายามควานหาความหอมหวานจากโพรงปากหวานของเขมมิกา เมื่อเห็นเช่นนั้นหญิงสาวก็พร้อมที่จะไม่ขัดเขาปล่อยให้ชายหนุ่มได้ทำตามสิ่งที่ต้องการ...เพราะคงเดี๋ยวเดียวเขาคงละออกจากเธอเอง...

อัศวินวกวนอยู่กับเรียวปากของหญิงสาวอยู่นาน จนเขาผละออกจากร่างบางที่นั่งแข็งทื่ออยู่บนเตียงกว้าง สมองหนาเริ่มนึกถึงใครบางคน ใครบางคนที่เขารักสุดชีวิตและสุดหัวใจ...

เขมมิกาในเวลานี้สมองของเธอขาวโพลนไปหมด ไม่รับรู้ว่าเขาได้ผละออกไป

“วิ” เสียงคมดังขึ้นร้องหาคนรักเก่า มือหนายกขึ้นลูบไล้ที่ใบหน้านวลขาวอย่างแผ่วเบา ตอนนี้เขามองสิ่งใดก็เป็นแต่เพียงใบหน้าของเธอ ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า เขาก็ยังมองเห็นเธอเป็นใครอีกคน...ที่ตนรัก...แม้จะมีฤทธิ์แอลกอฮอล์แต่ใช่ว่าดวงตาของเขาจะพร่ามัวได้ตลอดก่อนจะสะบัดศีรษะไล่สิ่งนั้นออกไป

เขมมิกาได้ยินน้ำตาใสแทบร่วงแหมะ เพียงแต่มันยังคลออยู่ที่บริเวณขอบตาของเธอเท่านั้นแต่ถึงแม้มันจะร่วงมายังไงเขาก็คงจะไม่ได้เห็นมัน เขมมิกาจัดการเก็บกลืนความรู้สึก มือหนาของอัศวินก็ยังคงทำหน้าที่ลูบไล้ใบหน้านวลอยู่ที่บริเวณเดิม เสียงหนาคมก็ยังคงคร่ำครวญอยู่แต่คำเดิมไม่มีเปลี่ยน

เขมมิกาไม่รับรู้สิ่งใดตั้งแต่เธอปล่อยให้เขาระดุมรสสัมผัสอันแสนหวานใส่เธอแล้ว...เสียงยังคงสม่ำเสมอไม่มีเบาและไม่มีวันหายไป ใบหน้าหนาเริ่มทำการรุกล้ำใบหน้านวลอีกครั้ง แต่คราวนี้มันกลับหนักหน่วงและทันท่วงที รอยประทับตราเริ่มมีที่ตัวของหญิงสาว เขมมิกายังคงนั่งนิ่งปล่อยให้เขาได้สัมผัสกายเธอ...

อัศวินที่เผลอเห็นปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้ายามที่เขาเรียกหาชื่อคนรักแล้วมันยิ่งอยากทำให้เธอได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีค่าพออะไรเลยที่จะให้เขาเอ่ยชื่อเธอยามที่กำลังสุขสมเช่นนี้ ดังนั้นแล้วชื่อที่เขาจะเอ่ยมันออกมาตั้งแต่เวลานี้จนจบมันจะเป็นเพียงแค่ชื่อของวิชุดาเท่านั้น

อัศวินเริ่มล่ำไล้ลงมาบริเวณลำคอระหงก่อนที่เขาจะประทับตราความเป็นเจ้าของไว้อย่างแผ่วเบาและนุ่มนวลเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อช่วงหัวค่ำก่อนกลับมาที่บ้าน เขมมิกานิ่งงันไม่คิดว่าเขาจะทำกับเธอเช่นนี้ ก่อนที่มือบางจะเริ่มผลักไสคนตัวโตให้ออกห่าง แต่ผลักเท่าไร เขาก็ไม่ยอมปล่อยเธอเสียที...ยิ่งผลักออกก็ยิ่งแน่นมากยิ่งขึ้น...

“อือ คุณอัศวินปล่อยเขมนะ ปล่อย!” เสียงหวานสั่งเป็นเชิงประมาณว่าให้เขาปล่อย ปล่อยมือหนาๆออกจากกายสาว ปล่อยทุกการกระทำให้ออกห่าง...จากร่างของเธอ

อัศวินไม่ยอมที่จะฟังสิ่งใดยังคงทำหน้าที่ระดมจูบและประทับตราลงบนเนื้อเนียนนุ่ม เขาหลงใหลรสสัมผัสนี้ยิ่งนัก ไม่อยากที่จะจากรสสัมผัสที่แสนหอมหวานเช่นนี้ไป... “ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน” พูดเสียงแผ่วเบานุ่มนวลก่อนที่จะประทับรอยจุมพิตที่แสนปรารถนาไว้ที่หน้าผากนวล

“ผมขอเถอะนะครับ” เสียงหนาแหบซ่านผสมกับซ่อนความอ่อนโยน ร้องขอความต้องการ เวลานี้เขาอยากที่จะซบกอดที่อกนุ่มๆของหญิงสาวยิ่งนัก...

เขมมิกานิ่งอึ้งกับคำพูดวาจาของอัศวินที่เอ่ยพูดออกมา เขาคงคิดว่าเธอคือ...วิชุดาสินะ ถึงได้พูดในสิ่งที่มันไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นออกมาจากริมฝีปากหนา น้ำตาใสที่กลัดกั้นอยู่คราแรก...บัดนี้มันได้ไหลลงมาจากขอบตาเสียแล้ว...คำพูดคำเอ่ยวาจาของเขามันช่างแทงใจดำเสียจริง...พยายามที่จะปิดดวงตานิ่งไม่อยากรับรู้สิ่งใด...เพราะยังไงแล้วเธอก็คือ...เงาของใครอีกคนอยู่ดี

อัศวินค่อยๆไล้เลียลงไปตามซอกคอขาวระหงของเขมมิกา โดยที่เขาเองก็รู้ว่าคนที่ตนกำลังมีความสุขอยู่ด้วยนั้นไม่ใช่วิชุดา...อัศวินค่อยๆปล่อยสัมผัสที่อ่อนโยนใส่คนใต้ร่าง ที่เขาได้ผลักเธอลงไปที่เตียงกว้างสุดหรู...

“อื้อ คุณวิน ปล่อยนะคะ อย่าทำอย่างนี้ได้โปรด” เขมมิกาเรียกร้องบอกอัศวินที่ตอนนี้เขาทับร่างของเธออยู่บนเตียงกว้างกับห้องหรูที่มีเพียงเขาและเธออยู่กันเพียงแค่สองคน...

มือเรียวบางผลักไปที่ไหล่กว้างของผู้ที่อยู่เหนือร่างของตนเอง ผลักไปจนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่ยอมลุกออกไปจากการอยู่เหนือร่างเธอสักที...เมื่อปากหนาพูดจบก็ส่งสัมผัสที่อ่อนโยนและมีความร้อนรุ่มเข้าไปในโพรงปากบางของเขมมิกา เขาค่อยๆควานหาและลิ้มรสสัมผัสของความหวานในโพรงปากบางอยู่นาน

“ปล่อยเขมนะคะ ปล่อยนะเขมไม่ใช่คุณวิ คุณวินปล่อย!” ‘สติเขาอยู่ไหน’ เขมมิกาคิดในใจมือของเธอก็คงไม่อยู่นิ่งพยายามที่จะผลักเขาออกตลอดเวลา แต่ผลักเท่าไรเขาก็ไม่ยอมออกเสียที...บางทีครั้งนี้เธอคงต้องยอมแพ้และยอมจำนนเป็นตัวแทนของวิชุดาเสียแล้วล่ะ

แต่มันก็คงเจ็บน้อยกว่าเขาที่ต้องเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ มือบางค่อยๆลดลงไปตามความคิด ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการฝืนทนนักหรอกเพราะเธอไม่ได้สมยอมเลย หากแต่เป็นเพราะรักของเขาและเธอ เธอก็พร้อมเสมอที่จะตกเป็นของเขาทันที...โดยที่จะไม่เอ่ยปากห้ามอะไรเลย เธอจะปล่อยให้เขาสิ่งที่ต้อง หากแต่เขาและเธอรักกันจริง...ไม่ใช่เพียงแค่การแต่งงานที่ฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองจัดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ

อัศวินค่อยๆไล้เลียลงไปที่ลำคอระหง ฝากรอยความเป็นเจ้าของไว้เสียใหญ่กลัวอย่างกะว่าจะมีใครไม่รู้ว่าเธอผู้นี้มีเจ้าของแล้ว มือหนาเริ่มสอดเข้าไปที่ใต้เสื้อของหญิงสาว เขมมิกานอนนิ่งตัวเกร็งเล็กน้อยตั้งแต่เธอเกิดมาเธอไม่เคยรับรู้ถึงความรู้เช่นนี้เลย มันชั่งแสบซ่านและมีความรู้สึกหน่วงๆยังไงไม่รู้

“ขอร้อง อย่าทำแบบนี้กับเขมเลย ฮึก...”

เธอไม่รู้ว่าอาการหรือความรู้สึกเช่นนี้มันหมายถึงอะไร เขมมิกานอนนิ่งหลับตาพริ้มไม่อยากรับรู้ถึงการกระทำของคนบนร่างว่าเขากำลังจะทำอะไรเธออยู่เพราะอ้อนวอนเท่าไหร่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด...กระนั้นเมื่อสิ้นประโยคเมื่อครู่เสียงของอัศวินดังขึ้นทำให้เขมมิกาเป็นต้องชะงักกับคำพูดนี้

“อย่าพูดชื่อผู้หญิงคนนี้ให้ผมได้ยิน! ผมเกลียดเธอ ผมเกลียดเธอผู้หญิงสารเลวคนนั้น!” เขมมิกาที่ได้ยินชื่อของตนเองที่หลุดออกมาจากเรียวปากหนา ถึงกับสะอึก น้ำตาใสไหลคลออยู่ที่ดวงตา ทำไมนะ? เขาเกลียดเธอขนาดนี้เลยหรือ...เกลียดกันมากเช่นนี้เลยใช่ไหม? ทำไมแรงเกลียดชังที่เขามีต่อเธอมันถึงได้เยอะเพียงนี้...

อัศวินรู้ตัวดีทุกอย่างว่าพูดสิ่งใดออกมา เพียงแค่เขาต้องการให้หญิงสาวรับรู้เท่านั้นว่าการที่อยู่อย่างไร้รักมันเป็นเช่นไร

มือหนาค่อยๆบดตะขอเสื้อชั้นในตัวน้อยของเขมมิกาออกอย่างเบามือ ก่อนที่จะกระชากมันให้พ้นจากร่างบางแล้วทุกอย่างบนร่างของหญิงสาวก็ค่อยๆหลุดลอยออกไปทีละชิ้นสองชิ้น ตามแรงกระชากที่ไม่แรงมากของคนที่กำลังหิวกระหาย เมื่ออัศวินได้สลัดเสื้อผ้าของอีกฝ่ายทิ้งไปเรียบร้อยแล้วเขาจึงหันมาสนใจตนเอง

แล้วค่อยๆปลดเปลื้องมันออกทีละชิ้นทีละชิ้น เมื่อเสร็จแล้วจึงค่อยๆโน้มตัวลงไปหาคนร่างบางที่ตอนนี้นอนหลับตาพริ้มเช่นเดิม ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างมาทับบนร่างตนอีกครั้ง น้ำตาใสไหลพรากออกมาจากดวงตาอันแสนเศร้า เมื่อเธอรู้ว่าเธอคงต้องเสียสิ่งที่เธอรักและพยายามรักษามันไว้เท่าชีวิตเพื่อไว้ให้แก่คนที่เธอรักและรักเธอ ไม่ใช่เพียงแค่เธอรักเขาอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้...

“ฮือ...ได้โปรดเถอะนะคะ คุณวินอย่าทำแบบนี้ อย่าทำอย่างกับเขมเป็นตัวแทนของคนอื่นเลยนะคะ ได้โปรด ฮึก ฮือ...” ปล่อยเสียงร้องไห้โฮ มือบางยกขึ้นปิดสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตอยู่ทั้งสองข้างพยายามดันตัวเองหนี แต่ก็ไม่พ้นภัยจากเขาอยู่ดี ทั้งโซนเสียงร้องไห้หรือคำขอร้องไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของอัศวินเลย ชายหนุ่มกำลังคิดว่าเขาได้มีความสุขกับคนที่ตนรักอยู่...ไม่ได้สนใจสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย อัศวินเริ่มรุกหนักขึ้นเรื่อยๆไม่สนใจคนใต้ร่างว่าจะมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ไม่มีคำพูดออกมาถามเลยว่า ‘เธอเจ็บรึเปล่า ทนได้ไหม’คำพูดเหล่าไม่มีหลุดมาแม้แต่คำเดียว!...

“ฮึก อื้อ ขะ...เขมเจ็บออกไปนะ ออกไป อื้อ จะ...เจ็บ กรี๊ด ฮึก”เขมมิการ้องด้วยความเจ็บตรงใจกลางความเป็นหญิงเพราะเขาได้สอดแก่นกายความเป็นชายเข้ามาเสียที่เดียวหมด เธอเจ็บปวดมากเหลือเกินเมื่อไหร่การรวมทุกข์ครั้งนี้มันจะหมดและจบลงไปเสียที...

“อื้ม อ้า แน่นจริงๆ ทนอีกนิดนะ” อัศวินร้องครางเสียงสั่น ไม่รู้ว่าเขมมิกาเป็นอย่างไรบ้างรับรู้เพียงแค่ว่าเขาได้ทำลายป้อมปราการที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว และสำหรับเขาเวลานี้รู้เพียงว่าการร่วมรักครั้งนี้ทำไมมันชั่งคับแน่นเสียจริง

“อื้อ...ฮึก ฮือ จะ...เจ็บ เขมเจ็บพอแล้ว เอามันออกไป” เขมมิกายกมือขึ้นผลักร่างหนาออกแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมันหมดไปเสียแล้ว เธอไม่คิดว่าครั้งแรกมันจะเจ็บขนาดนี้ มันชั่งเจ็บเหนือเกินแม้พยายามเรียกร้องและอ้อนวอนไปเท่าไรเขาก็เหมือนไม่ได้ยินเสียงๆนี้...แต่...สำหรับเธอเจ็บกายไม่เท่าไรหรอก แต่คำพูดของเขานี้สิคือสิ่งที่เจ็บยิ่งกว่าเข็มพันเล่มที่กำลังพุ่งตรงมาทิ่มเธอหลายต่อหลายรอบเสียอีก...

“อีกนิดเดียว อ้า มันชั่งแน่นเหลือเกิน” อัศวินครางเสียงสั่นทั้งความแสบซ่านผสมอยู่ในลำคอหนา อัศวินไม่มีผ่อนแรงเขาเดินหน้าเต็มที ไม่สนใจใครทั้งนั้น เขมมิกาสั่นไหวตามแรงที่คนร่างหนากระทำ เขาไม่พอกับมันง่ายๆยังคงดำเนินการต่อไปเรื่อยๆเหมือนไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย ซึ่งต่างจากเขมมิกาที่แทบจะไม่ไหวติ้งแล้ว แต่เขากับคึกเสียจริง

อัศวินค่อยๆร้องครางเสียงต่ำออกมาจากลำคออย่างสุขล้นเป็นช่วงๆ  “อื้ม ดีมาก” อัศวินพูดพร้อมกับค่อยๆช้อนร่างบางขึ้นนั่งบนตักของตน มือหนาเกาะแผ่นหลังบางแน่นผมยาวลอนสยายเต็มแผ่นหลังเหงื่อเม็ดเล็กเม็ดน้อยค่อยๆผุดมาที่ใบหน้านวลทีละน้อย เขมมิกาเอนอกรับสัมผัสของอัศวินที่เขามอบให้อย่างเผลอตัว

มือของเขมมิกาจัดการหาที่เกาะทันที แต่นั้นก็คงไม่พ้นลำคอหนาของชายหนุ่มที่กำลังเป็นคนคุมเกมพิศวาสครั้งนี้...เขมมิกาเอามือบางสอดเข้าไปใต้ผมอันดกดำของอัศวินก่อนจะค่อยๆดึงกระชากเบาๆตามแรงอารมณ์ที่เขาเป็นคนส่งมันมา จังหวะขึ้นลงการหายใจมันชั่งถี่ถ้วน อกของร่างบางสั่นตามแรงรับ อัศวินขบเม้มไปทั่วตามหน้าอกหน้าท้องและลำคอของเขมมิกาอย่างหนักหน่วงตีตราทุกซอกตารางนิ้ว ร่างบางเริ่มโอนเอนสติที่มีน้อยเริ่มจะดับวูบลงไปทีละน้อย...แรงที่มีเริ่มหมด สตินั้นเตลิดไปไกลแสนไกลยากที่จะคุมมันอยู่

“อ๊ะ พอแล้ว เขมไม่ไหวแล้วคุณวิน อ๊ะ ฮึก ฮืออ” เขมมิการ้องบอกพลางทั้งสะอึกเสียงร้องไห้บอกต่อเขาที่กำลังเสพสุขอยู่บนเรือนร่างเธอ ณ ตอนนี้

“อ้า อีกนิดนะ อีกนิด อื้ม” อัศวินไม่ยอมลดละง่ายๆ จัดการทำตามความต้องการของตัวเองต่อ โดยที่ไม่ยอมมองดูคนที่อยู่เบื้องหน้าสักนิดเลย เขมมิกาได้ยินชื่อคนที่เขารักออกมาจากปากหนาทีไรน้ำตาเม็ดน้อยก็เป็นต้องไหลออกมาจากดวงตาที่แสนเศร้าทุกที เขาจะรู้บ้างมั้ยว่าเธอนั้นเจ็บใจทุกทีที่เขาเอ่ยชื่อของวิชุดาออกมา

สติเขมมิกาเริ่มวูบลงไปเรื่อยๆอาการหน้ามืดเริ่มมาเยือนวินเวียนศีรษะเล็กน้อยภาพภายในห้องกำลังหมุนติ้ว เกิดอาการภาพซ้อนจนเจียนจะอาเจียน สุดท้ายเปลือกตาบางก็เริ่มปิดลงเรื่อยๆแล้วก็ดับวูบลงไปทันที เธอไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว มีเพียงแต่เขาที่เดินหน้าต่อ สุดท้ายเมื่อร่างหนาเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เขาก็ค่อยๆปล่อยสายธารและปล่อยเธอลงไปกับเตียงหนา แล้ววางตัวนอนลงข้างๆกายสาวอย่างช้าๆมือหนาไม่ลืมที่จะดึงเอาร่างบางที่สติเลือนลอยเข้ามาสวมกอดอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกระซิบบอกกับร่างบางในอ้อมแขนหนา

“นี่คือสิ่งที่เธอต้องเจอเขมมิกา ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บ” เขารับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าคนที่ตัวเองหาเศษหาเลยด้วยนั้นคือใคร แต่เขาก็ยังพยายามพ่นชื่อของวิชุดาออกมาเพื่อให้หญิงสาวได้รู้สึกเหมือนที่เขาเองก็รู้สึก ก่อนอ้อมแขนที่เคยดึงร่างบางเข้ามาก่อนจะปลดปล่อยมันออกและดึงผ้าห่มที่มันอยู่ที่ปลายเตียงขึ้นมาห่มแต่เพียงตัวเองเท่านั้น หาให้อีกคนใช้มันร่วมด้วยก่อนเขาจะหลับตาแล้วเข้าสู่ห่วงแห่งนิทราไป...

บนถนนเส้นยาวในยามค่ำคืนแสงจากดวงจันทร์และเสาไฟตามข้างทางสอดส่องลงมายังเบื้องล่างพาให้มองเห็นร่างของหญิงสาวในชุดสมัครงานที่เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกระโปรงสีดำเลยเข่ามาเพียงเล็กน้อย ที่กำลังทอดน่องเดินไปตามข้างทางที่มีรถผ่านสัญจรกันอย่างคับแน่น...ในยามราตรี

“เฮ้อ ทำไมงานมันหายากอย่างนี้เนี่ย แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนมารักษาแม่ห๊ะ คิดสิคิดสิยัยดา” เสียงจากเรียวปากหวานของปานธิดาบ่นอุบอิบกับตัวเอง น้ำตาเม็ดน้อยก็เริ่มคลออยู่ที่ขอบตา ลงนั่งกุมเข่าอย่างคนเหนื่อยล้าปิดหน้าเฝ้าภาวนาอยู่กับตนเองสักพักก่อนจะลุกขึ้นเดินต่อ...

เหตุที่เธอต้องหางานทำเสริมช่วงเวลาว่างก็เพราะว่าลำพังเพียงแค่เธอทำงานในร้านอาหารคงไม่พอที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไหนจะค่ารักษาพยาบาลของผู้เป็นมารดาอีก ปานธิดาเดินหางานเช่นนี้มาสองวันกว่าแต่เธอก็ยังคงหาไม่ได้เสียที หญิงสาวเดินอย่างคนเหม่อลอย เดินตรงไปเรื่อยๆไม่รู้จุดหมายข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ขอเพียงแค่หากเธอไปสมัครงานที่ไหนก็ขอให้เขารับเธอเขาทำงานเสียทีเถอะ

เส้นทางที่เดินเริ่มเปลี่ยวขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ แสงที่ส่องจากเสาไฟตามท้องถนนก็เริ่มไม่มี มีเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้นที่ไฟยังส่องเเสงติดอยู่ ปานธิดาทอดน่องเดินต่อไปบนเส้นทางพบกับชายฉกรรจ์จำนวนสองคนที่กำลังตั้งวงนั่งดื่มสุรากันอยู่อย่างสนุกสนาน หากมองดูจากไกลๆแล้วก็รู้ว่าเขาทั้งสองกำลังเมามายอย่างหนักอยู่ ปานธิดาจึงพยายามเดินหลีกเลี่ยงออกอีกทางแต่กลับมีมือสากหนามาจับข้อมือไว้เสียก่อน...

“อ๊ะ ใครน่ะปล่อยนะ” ‘พ่อคะคุ้มครองดาด้วยนะคะ’ เมื่อโดนดึงข้อมือปานธิดาจึงนำมือกอบกุมสร้อยที่คอหวังให้ผู้เป็นบิดาค่อยคุ้มครอง หญิงสาวเหลียวหลังไปมองเจ้าของข้อมือที่ดึงตนไว้พยายามสะบัดข้อมือออกแต่มันกลับไม่ยอมหลุด แล้วก็พบว่ามันคือมือของชายที่นั่งอยู่จากจุดที่เธอเห็นแต่ไกลๆ ชายทั้งสองเห็นเธอเดินมาตั้งแต่ไกลๆแล้วแต่พอเห็นในสิ่งที่เธอกำลังเดินหลีกเลี่ยงก็เดินเข้ามาหาเองโดยทันที

“คุณเป็นใครปล่อยฉันนะ!” ปานธิดาพยายามสะบัดมือออกอีกครั้ง แต่ทำยังไงมันก็ไม่ยอมหลุดเสียที น้ำตาใสเริ่มคลอและไหลออกมาเป็นสาย ใครก็ได้ได้โปรดช่วยเธอที...

“จะไปไหนล่ะจ๊ะน้องสาว มากินเหล้าเป็นเพื่อนพี่ก่อนสิ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น ดึงเธอเขาไปใกล้ตัวพยายามลูบคล่ำไปตามร่างกายของเธอ

“ไม่! ...ปล่อยฉันเถอะนะ” เสียงอ้อนวอนดังขึ้นพยายามแสดงขอความเห็นใจแต่มันกลับเสียเปล่า ชายทั้งสองดึงข้อมือของเธอเสียไว้ทั้งสองข้างเอกสารการสมัครงานที่อยู่ในมือก็ร่วงกระจัดกระจายเกลื่อนเต็มพื้น ปานธิดาโดนชายฉกรรจ์ทั้งสองดึงลากเข้าไปข้างทางใกล้ๆกับถนนเพียงแค่นิดเดียว

“มาม้ะ มามีความสุขกับพวกพี่กันดีกว่าเนาะน้องสาว” เสียงคำพูดจากชายหนึ่งคน ส่วนอีกคนกำลังทำหน้าที่ลูบคล่ำไปทั่วกายสาว ปานธิดาเห็นหน้าหนีไม่อยากที่จะได้ยินเสียงอันน่ารังเกียจพวกนี้

“ออกไป อย่ามายุ่งกับฉันออกไป!” มือบางปัดป้องกายสาวของตัวเอง ผลักอกชายคนที่กำลังลูบคล่ำตนเองออกมือบางเผลอฟาดลงไปที่หน้าของชายคนหนึ่งเต็มๆแรง แล้วเตรียมวิ่งหนีทันที ปานธิดารีบเร่งฝีเท้าวิ่งหนีชายชั่วทั้งสองอย่างสุดกำลัง เธอวิ่งออกไปตามข้างถนนอย่างไรจุดหมาย...มือบางก็คอยปัดป้ายคราบน้ำตาที่เปื้อนออกแล้วออกตัววิ่งให้สุดชีวิต แต่วิ่งไปเพียงได้ไม่นาน...ด้วยอาการที่กลัวและสั่นยิ่งทำให้ปานธิดาเสียหลักและล้มลงบนพื้นถนน...จนสุดท้ายคนชั่วทั้งสองก็ตามเธอทัน

“มึงกล้าตบกูเหรอ”

‘เพลี๊ยะ!’ จับใบหน้าหวานเชิดขึ้นจากพื้นแล้วจับหันมาและจัดการนำมือหนาฟาดลงไปที่หน้านวลอย่างแรงจนเกิดรอยแดงเป็นจำนวนหนึ่งครั้ง...

“มึงจะไปไหนห๊ะ พูดดีๆไม่ชอบใช่ไหม! ชอบความรุนแรงก็ไม่บอก!”

‘เพลี๊ยะ! เพลี๊ยะ!’

ยกมือฟาดลงไปที่ใบหน้านวลอีกครั้งอย่างเต็มแรงทั้งซ้ายและขวา ดึงกระชากแขนเรียวตามด้วยการเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวจนกระดุมที่ติดอยู่หลุดออกสองถึงสามเม็ดจนขาดวิ่น เผยให้เห็นช่วงไหล่บางของหญิงสาวเพิ่มความหื่นกระหายที่มีอยู่แล้วให้ทั้งสองชายร้ายพุ่งจนถึงขีดสุดจนสุดท้ายมันก็ล้นออกมา เป็นความต้องการที่มีมากขึ้น! ชายชั่วลากร่างบางให้เดินตามตนมา จนถึงบริเวณข้างทางของตัวถนนจึงจับปานธิดาเหวี่ยงเข้าไป...

“โอ๊ย ฮึก ฮือ... อย่าทำฉันเลยนะ อย่า...” ปานธิดาล้มลงไปกับพื้นด้วยเหวี่ยงของอีกฝ่ายพยายามเอามือปิดป้องส่วนที่เผยออกมา ปานธิดาลนลานถอยห่างออกจากชายทั้งสอง ที่กำลังค่อยๆก้าวมาทีละก้าวอย่างมาดมั่น แต่...มันเป็นก้าวที่น่ากลัวสำหรับเธอนัก

“จะหนีไปไหน... หนียังไงแกก็หนีฉันไม่พ้นหรอก มานี่!” มือสากชายคนหนึ่งบีบรัดอย่างเต็มแรง ดึงข้อเท้าบางลากมากับพื้นปูนเนื้อหยาบเผยให้เห็นเนื้อขาเรียวขาวที่ซ้อนรูปอยู่ภายใน ก่อนจัดการต่อยเข้าไปที่หน้าท้องของ ปานธิดาทันทีเป็นจำนานหนึ่งครั้งจนเจ้าตัวสิ้นฤทธิ์ ปานธิดาเมื่อโดนต่อยเข้าไปที่หน้าท้องถึงกับขดตัวเข้าเหมือนกุ้งโดนน้ำร้อนลวก เสียงร้องครวญครางด้วยความจุกและเจ็บ

“อ๊ะ โอ๊ย!” ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยเจอเหตุการณ์หรือสถานการณ์แบบนี้มาก่อน พอมาโดนด้วยตัวเองได้รู้เลยว่าตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ที่พากันขึ้นหน้าหนึ่งจะมีข่าวการล่วงละเมิดทางเพศอยู่ปล่อยครั้งนั้นมันทรมานเหลือเกิน มันมีความหดหู่มาก เฝ้าแต่คอยภาวนาให้ใครสักคนผ่านมาทางนี้...

หรือแม้กระทั่งการดิ้นรนหาหนทางก็แทบจะไม่มีเพราะพื้นที่แต่ละเหตุการณ์ที่แต่ละคนโดนนั้นมันแสนจะเปลี่ยว มีน้อยมากนักที่จะมีผู้คนผ่านมา หากแต่ผ่านมาพบทันก่อนที่จะโดนล่วงละเมิดก็ถือว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาที่บางทีเขายังคงเห็นใจในชีวิตของเราอยู่บ้าง...ปานธิดายกมือพนมขึ้นไหว้ชายทั้งสองตรงหน้าคร่ำครวญร่ำร้องขอให้ปล่อย หวังว่าชายชั่วคงจะเห็นใจเธอเละปล่อยเธอไปแต่เธอคงคิดผิดซะแล้วละ

“มึงคิดว่าพวกกูจะเห็นใจมึงเหรอ คิดผิดแล้วเว้ย” ชายอีกคนพูดขึ้นเมื่อเห็นพฤติกรรมของคนตรงหน้า

“เฮ้ย จับมันไว้ดิ เสียเวลากับมันมากพอละ เดี๋ยวก็ได้มีใครมาเห็น เร็วๆสิวะ” ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆกัน สั่งให้อีกคนจับปานธิดาไว้ เมื่อคิดว่ามันเสียเวลามากไปแล้ว

“เอ่อๆ มานี่!”จัดการลากข้อเท้าบางอีกรอบ เมื่อปานธิดาก็พยายามขยับหนีตลอดเวลาเพื่อให้ตนพ้นจากภัยครั้งนี้

“ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันสัญญาถ้าปล่อยฉันไปฉันจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ปล่อยฉันไปเถอะนะ” เฝ้าร้องขอด้วยสายตาวิงวอน น้ำตาใสไหลอาบท่วมแก้มทั้งสองข้าง

เวลานี้กลัวซะเหลือเกินกลัวว่าหากเธอเป็นอะไรไปแล้วใครจะดูแลมารดาเธอ ยิ่งมีกันเพียงแค่สองคน มารดาของเธอก็ป่วยออดๆแอดๆไม่สามารถทำงานหนักได้ทำได้เพียงแค่งานบ้านธรรมดาหรือแค่รับจ้างซักรีดเท่านั้น

“หึ พวกกูปล่อยมึงแน่ แต่ขอพวกกูสุขเสพร่างกายมึงก่อนนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พูดจบก็ก้าวเดินหน้าเข้าหาปานธิดา ที่กลัวจนเนื้อตัวสั่นเธอยังคงเชื่อในศรัทธาและความดีของเธอว่าต้องมีคนมาช่วยเธอแน่ แต่หากมันกลับไม่มีเสียละ...

“ฮึก ฮืออออ อย่านะ อย่า!” ตะโกนสุดเสียงพร้อมคำร้องขอ...

บนเนื้อถนนเส้นใหญ่มีรถสปอร์ตคันหรูสีดำกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง คนขับขี่เป็นหนุ่มมาดหล่อเนี้ยบครองตำแหน่งรองประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์รถยนต์ส่งเข้าและออกขนาดใหญ่ระดับต้นๆของประเทศและเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงดังก้องเกือบทั่วโลกเป็นบริษัทที่ผลิตและส่งเข้าและออกรถยนต์มีนักลงทุนมากมายต่างต้องการลงทุนกับบริษัทนี้กันมาก ทั้งด้านคุณภาพการจัดทำองค์ประกอบหรือการเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนบริษัทนี้ก็สามารถที่จะรักษามาตรฐานเช่นนี้ไว้ได้ จึงถือว่าได้รับการยอมรับในวงกว้าง...จากทั่วโลก

“ขับมาตรงไหนวะเนี่ย อยู่มาตั้งนานทำไมขับหลงวะ” อัครินสายหน้ากับเส้นทางที่ตนขับรถหลงเข้ามาอย่างไม่คุ้นเคย เขาเป็นชายหนุ่มสุดหล่อแต่ชอบวางหมาดนิ่งไม่ต่างจากพี่ชายของเขาจะมีก็ในยามที่อยู่กับคนเป็นพี่และพ่อแม่เท่านั้นที่จะกวนนิดๆ

อัครินที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศหมาดๆหลังจากที่ไปสัมมนาและประชุมการลงทุนแทนผู้เป็นพี่ชายที่ลั่นระฆังวิวาห์ไปได้เพียงไม่นาน บ่นอุบอิบกับตนเองเมื่อเขาขับรถสปอร์ตคันหรูมาผิดทางที่ตนจะไปเสียแล้ว...

“นี่มันส่วนไหนวะ มืดก็มืด ไฟก็เริ่มไม่มีแถมซอยยังเปลี่ยวอีก” อัครินตะโกนลั่นบ่นกับตัวเองงุบงิบอยู่ภายในรถคันหรูของตนแต่ก็วางหมาดแนวเย็นชาเช่นเดิม ก่อนจะมุ่งหน้าขับต่อไปเลยๆ ท้องฟ้าสีดำในยามค่ำคืนกลับกลายเปลี่ยนมาเป็นมืดครึ้มเมฆหนาลอยอยู่เต็มละล่องทั่วผืนฟ้า สายตาคมสอดส่องมองผ่านออกไปนอกหน้าต่างรถหรู

ทำหน้าตึงทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาบนท้องฟ้าที่เหมือนธรรมชาติจะเริ่มกลั่นแกล้ง แต่เพียงมองไปได้สักพักเสียงซ่าจากเม็ดฝนก็ดังขึ้น และเสียงที่ราวกับการคำรามของสัตว์ป่าก็ดังตามมาติดๆ เม็ดฝนน้อยใหญ่เริ่มโปรยปรายร่วงโรยจากท้องฟ้าสู่พื้นดิน กลิ่นไอของสายฝนโชยผ่านเข้ามาด้านในตัวรถของอัครินเล็กน้อย

เจ้าตัวสูดดมกลิ่นนี้อยู่สักพักก่อนจะเคลื่อนรถคันหรูไปด้านหน้าต่อ...แสงไฟที่เห็นก่อนหน้านี้ค่อยลดลงไปเรื่อยๆเส้นทางเริ่มเปลี่ยวมากกว่าเดิม จนเจ้าตัวเผลอคิดว่าหากเดินหลงเข้ามาแล้วไม่ได้ขับรถแบบตนเช่นนี้จะทำอย่างไร พื้นที่แถวนี้มันน่ากลัวมากจนบางทีคนร่างหนาก็รู้สึกผวา...

รถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนที่มาเรื่อยๆสายฝนก็ยังคงเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย จนรถหรูของอัครินเคลื่อนที่ผ่านมาอีกจุดหนึ่งของถนนเส้นนี้ใจของเขากลับมีความรู้สึกหน่วงๆหวิวๆแบบแปลกๆจึงค่อยๆผ่อนเครื่องยนต์แล้วขับต่อแบบช้าๆ...กลัวว่าบางทีเขาอาจจะเจอใครก็ได้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

“ฮึก ฮือ อย่าทำอะไรฉันเลยนะ ฮือ ปล่อยฉันไปเถอะนะ ฮือ...” เสียงหวานร้องห้ามคนที่อยู่บนร่างของตนที่ตอนนี้กำลังซุกไซ้ตามซอกคอขาวของตนอยู่อย่างไร้ความปรานี ดึงกระชากเสื้อเชิ้ตตัวน้อยสีขาวขาดวิ่นจนไม่มีชิ้นดีกระโปรงตัวยาวเลยเข่าเพียงนิดก็ถูกถกขึ้นมาจนถึงหน้าขาอ่อน

สายฝนก็คอยเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายยิ่งเผยให้เห็นความขาวนวลรวมทั้งบราเซียร์สีชมพูขาวออกแนวพาสเทลของปานธิดาให้ชัดมากขึ้นแถมยังเป็นจุดเพิ่มต่อมความหยาบกระด้างหื่นกระหายให้แก่ชายใจชั่วทั้งสองอีกด้วย ส่วนอีกคนที่ร่วมกระทำความชั่วครั้งนี้ด้วยกันก็ค่อยมองดูต้นทางเมื่อเพื่อนชั่วของตนเสร็จจึงจะเข้าไปต่อ

“ฮึก ปล่อยนะ ปล่อยฉัน ฮึกฮืออ” ยกมือบางพนมขึ้นไหว้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เป็นผลชายชั่วยังคงทำการรุกล่ำร่างบางต่อเสื้อชั้นในสีชมพูขาวพาสเทลที่โดนน้ำจากสายฝนจนเปียกชุ่มถูกถกขึ้นเหนือเนินหน้าอกของปานธิดา กระโปรงตัวสวยที่โดนถลกจนถึงต้นขาอ่อนอยู่แล้วถูกมือหนาสากน่ารังเกียจถลกมันขึ้นสูงกว่าเดิม

“โอ้! มึงนี่ชั่งซ้อนรูปเสียจริง กูว่าเรามามีความสุขกันเถอะ” มือหนาสากบีบเค้นไปที่เต้านวลของปานธิดาทั้งสองข้างอย่างป่าเถื่อน

“อ๊ะ...ปล่อยฉันนะฮื้อออ ปล่อยฉัน ใครกะ...ก็ได้ช่วยฉันด้วย...” เปลือกตาบางปิดลงด้วยอาการหวาดหวั่นมือบางพยายามยกขึ้นมาปกปิดสิ่งสงวนของตน ร่างกายบางสั่นทิ่มก่อนเปลือกตาบางมันจะถูกจะเปิดโผ! ขึ้นอีกครั้งมือบางกำหมัดแน่นดวงตาสีน้ำตาลสีนิลดำของปานธิดาส่อแววถึงความมุ่งมั่น

รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเพราะร่างกายของเธอเริ่มจะไม่ไหวเสียแล้วจึงต้องหวังผลกับความพยายามครั้งนี้ไว้เสียให้มาก มือบางจัดการผลักร่างหนาของผู้ที่อยู่ด้านบนของตนจนสุดแรง จนชายชั่วกลิ้งล้มลงไปจากเธอ แล้วเมื่อชายชั่วอีกคนทำท่าจะเข้ามาจัดการปานธิดา เท้าเรียวก็ถีบเข้าไปที่น้องชายของมันจนสุดแรงจนต้องขดเข้ากำน้องชายน้อยไว้ในมือเพื่อบรรเทาอาการจุกและเจ็บ...ปานธิดาเมื่อได้โอกาสจึงลุกเตรียมที่จะวิ่งหนีทีนที

“มึงจะไปไหนห๊ะ!” คนชั่วอีกคนเมื่อตั้งหลักได้ก็จับข้อเท้าบางไว้ไม่ให้ไป จนปานธิดาล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง

“โอ๊ย” ปานธิดาร้องด้วยอาการทั้งเจ็บและจุกที่หน้าท้องน้อย เสื้อชั้นในตัวน้อยที่เคยถูกถกขึ้นก็ถูกจับมาไว้ที่ตำแหน่งที่มันสมควรอยู่เรียบร้อยแล้ว

“มึงจะไปไหนห๊ะ! กล้ามากเลยนะที่ถีบพวกกู!”

‘เพลี๊ยะ เพลี๊ยะ’ มือหนาสากฟาดลงไปที่หน้านวลอีกรอบเป็นครั้งที่สาม หน้าเรียวหันตามแรงฟาดที่กระทบลงหน้าอีกรอบ เลือดสีแดงฉาดซิบที่มุมปากของปานธิดาอย่างเจ็บแสบ ปานธิดาล้มคะมำลงไปที่พื้นถนนอย่างทุลักทุเล พยายามคลานหนี้จนเสื้อผ้าบางส่วนที่โดนดึงกระชากหลุดลุ่ยลงมากกว่าเดิม

“ปล่อยฉันไปเถอะนะ ได้โปรด”

“หึ คิดว่ากูจะปล่อยมึงไปง่ายๆเหรอ! ฝันอยู่รึเปล่า”

ปานธิดาฟังคำพูดของชายชั่วตรงหน้าแล้วเป็นต้องกัดฟันแน่น ขอร้องอย่างไรก็ไม่มีวันปล่อยไปจนร่างบางต้องฮึดสู้ ปานธิดานั่งนิ่งตั้งหลักเพียงสักพักแล้วลุกขึ้นวิ่งจ่ำอ้าวไปบนท้องถนนเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

“เฮ้ย! มึงจะหนีไปไหน” รีบสาวเท้าหนาตามไปอย่างเร่ง

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย” ปานธิดาวิ่งกะเผลกพร้อมโบกมือหวังให้ใครสักคนผ่านมาทางนี้และช่วยเธอไปจากขุมนรกนี้เสียที แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นแสงไฟจากกรอบรถด้านหน้าขับมายังเส้นทางที่เธอกำลังยืนอยู่เหมือนรถคันนั้นจะเป็นความหวังของเธอ ปานธิดาวิ่งเข้าไปอย่างไม่กลัวว่ารถคันนั้นจะพุ่งเข้าชนตัวเธอขอแค่เวลานี้ได้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่แสนย่ำแย่เช่นนี้เสียที

“ชะ...ช่วยด้วยค่ะ ชะ...ช่วยฉันด้วย” ปานธิดาล้มฟุกลงบนพื้นถนนแต่ก็พยายามคืบคลานพาร่างกายที่แสนไร้เรี่ยวแรงมุ่งไปข้างหน้า

‘เอี๊ยด!’

เสียงรถยนต์คันดำคันหรูเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน ร่างของหญิงสาวเบื้องหน้าเกาะกุมอยู่ที่ฝากระโปรงรถ สายตาคู่คมของชายหนุ่มตกตะลึงอึ้งอย่างบอกไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่ขับรถอยู่ดีๆก็เป็นต้องมีหญิงสาวพุ่งเข้ามาที่หน้ารถ

“ชะ...ช่วยด้วยค่ะ ชะ...ช่วยด้วย” ปานธิดาเงยหน้าขึ้นมาจากส่วนที่ตนฟุกหน้าอยู่จากนั้นเล็กน้อย

“กะ...กานต์” ชายหนุ่มนิ่งอึ้งทำไมหญิงสาวตรงหน้ามันคล้ายกับอดีตแฟนสาวคนรักของเขาขนาดนั้น นี่เขาแค่ตาฝาดใช่ไหม?

คนที่นั่งอยู่ในรถอย่างอัครินถึงกับตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าที่บริเวณริมฝีปากมีเลือดไหลออกมาอย่างน่าเวทนาเสื้อสีขาวก็ถูกเผยให้เห็นเสื้อชั้นในของหญิงสาวอย่างหมดเปลือกในคราแรกที่เห็นเขาตกใจแทบแย่คิดว่าจะเป็นอดีตคนรักเขาที่เลิกรากันไปได้เกือบปีกว่า แต่มันก็เป็นความคิดแค่เพียงชั่วครู่เพราะเมื่อได้เห็นเพียงใบหน้าเต็มๆของหญิงสาวที่เงยหน้าขึ้นมากลับไม่ใช่

แล้วหากมันไม่ใช่ความบังเอิญแสงไฟที่ส่องมาที่ใบหน้าของเธอทำให้สายตาของอัครินมองหน้าตาของเธอยังคงคล้ายกับคนที่เขารักและก็ทำให้เขาเจ็บปวดใจมากที่สุดในเวลาเดียวกันขนาดที่ไม่อาจจะลืมลงและยังคงไม่สามารถที่จะมีรักใหม่ได้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ใครคนนั้นทำมันยากที่จะลืมแต่จะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงรอวันที่เธอคนนั้นจะกลับมา!

ไม่ว่าผู้หญิงที่เห็นอยู่ตรงหน้าจะเป็นใครเพราะเธอคนนี้คือคนที่มีใบหน้าที่คล้ายกับหญิงชั่วคนนั้นที่สุด! และมันคงไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้หากเธอคนนี้กับผู้หญิงคนนั้นจะไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันทางสายสัมพันธ์เพราะไม่ว่าจะเป็นหู ตา จมูก ปาก ทุกอย่างมันละหม้ายคลายเหมือนกันทุกอย่าง ในยามที่เห็นกันในคราแรกมันคล้ายคลึงยิ่งนัก จะต่างกันก็เพียงแค่แววตาเพราะเธอคนนั้นมีแววตาที่ดูสดใสและร่าเริงแต่สำหรับเธอคนนี้มันกลับเป็นแววตาที่ดูเศร้าปนความมุ่งมั่นและดูลึกลับเสียกว่าจะค้นเจอ...

ความทรงจำเก่าๆที่เขามีให้ผู้หญิงใจร้ายมันเข้ามาวนเวียนในหัว จนบางครั้งเขาก็อยากที่จะสลัดมันออกไปแต่จะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเสียที

“รินค่ะเร็วๆสิ กานต์รอนานแล้วนะ” เสียงหญิงสาวดังเรียกชายคนรักบอกให้รีบมาทางตน

“จ้า กานต์ รินกำลังจะไปแล้วแปบนึงสิครับ” อัครินบอกแฟนสาวของเขาที่ยืนรออยู่ที่ริมชายหาดทรายขาวท้องทะเลสีคราม อัครินเขาอยู่ในชุดเดินเที่ยวชายหาดสบายๆกางเกงขาสั้นสีขาวเสื้อยืดสีเทาแขนยาวที่กำลังเพ่งมองแฟนสาวของตนที่ยืนอยู่ในชุดของกระโปรงยาวเลยเข่าสีขาวประดับดอกไม้สวยทั้งชุดทำให้ดูสวยสดใสที่สุดในแววตาของเขา

“มาแล้วครับ แฟนใครเนี่ยใจร้อนจังเลย”

“ก็แฟนรินไงค่ะ แล้วไหนค่ะไปไหนมาให้กานต์ยืนรอตั้งนาน กานต์จะงอนรินแล้วนะคะ”

“โอ๋เอ๋ ไม่งอนผมนะครับ ผมมีอะไรจะให้คุณด้วยนะ”

“จริงหรอค่ะ รินจะโกหกกานต์อีกรึเปล่าน้า กานต์ไม่เชื่อหรอกค่ะ”

“เชื่อผมเถอะนะครับ”

“ก็ได้ค่ะกานต์จะเชื่อริน”

“งั้นหันหลังก่อนสิครับ”

“หันหลังเหรอคะ?”

“ใช่ครับหันหลัง”

“โอเคค่ะ แต่บอกไว้ก่อนเลยนะคะว่าถ้ารินโกหกกานต์ กานต์จะงอนรินจริงๆนะคะ”

“ครับผมไม่โกหกกานต์หรอกนะครับ หันหลังสิครับ”อัครินจับไหล่มนของแฟนสาวของตนให้หันหลังตามที่เขาต้องการก่อนที่จะล้วงบางสิ่งบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันคือกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินที่ด้านในมีแหวนเพชรน้ำดีอยู่พร้อมกับมีช่อดอกไม้ช่อใหญ่ซ่อนอยู่อีกฝั่งของด้านหลังของอัคริน

“แต่งงานกับผมนะครับกานต์” อัครินบอกกับแฟนสาวที่หันหลังให้อยู่จนเจ้าตัวที่โดนบอกขอแต่งงานต้องหันหลังหวับ

“อะ...อะไรนะคะริน แต่งงาน?”

“ใช่ครับ...แต่งงาน กานต์แต่งงานกับผมนะครับ ผมสัญญาว่าผมจะดูแลคุณอย่างดี”

“ค่ะ กานต์จะแต่งงานกับคุณ” ทั้งสองเข้าโอบกอดกันด้วยความรักก่อนที่อัครินจะก้มลงไปคุกเข่าแล้วสวมแหวนให้กับแฟนสาวของตน อัครินและแฟนสาวของเขายืนโอบกอดกันอยู่ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน...

“ผมรักคุณนะครับกานต์”

“กานต์ก็รักคุณค่ะริน”

อัครินโน้มหน้าคมลงมาจูบที่หน้าผากมนของหญิงสาวอย่างอ่อนโยนราวว่าร่างบางจะรู้สึกเจ็บ...

อัครินปัดความคิดที่เป็นความรักจอมปลอมกับอดีตหญิงสาวคนรักออกจากสมองก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้เปิดออก

เท้าหนาก้าวลงจากรถอย่างทันทีฟ้าฝนที่เทกระหน่ำก็ยังคงตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย สายฝนกระทบลงที่ร่างหนาของอัครินเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆตามแบบฉบับที่คนรักในการออกกำลังกายแต่เขาจะเล่นมันเมื่อในยามเครียด

“ชะ...ช่วยฉันด้วยค่ะ ช่วยด้วย” มือบางยกขึ้นเอื้อมไปจับกุมกับมือข้างหน้าที่ยืนออกมาเช่นเดียวกัน

อัครินอุ้มร่างบางที่เริ่มไร้สติขึ้นและเดินอ้อมไปที่ฝั่งข้างคนขับและวางลงอย่างเบามือ แต่เมื่อมือหนากำลังจะเอื้อมมือปิดประตูปลายหางตาเห็นร่างของชายสองคนมาไกลๆหากใช้การเดาก็คงเป็นพวกที่ทำร้ายเธอคนนี้แน่ๆ

“เฮ้ย! นั้นเมียกูมึงจะเอามันไปไหน!” เสียงดังหยาบกร้านตะโกนดังมาจากด้านหลังบ่งบอกความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

“อ้าวเหรอวะ! เมียมึงแต่ทำไมกูเห็นเขาวิ่งมาทางกู” โต้ตอบกลับด้วยน้ำสียงที่หยาบกร้านไม่ต่างกัน

“อ้าวเห้ย! มึงเป็นใครวะกูบอกให้ปล่อยเมียพวกกูไง!” ชายทั้งสองวิ่งมาที่อัครินที่ยืนอยู่หน้ารถของตนอย่างเดือดพล่าน!

เมื่อวิ่งเดินเข้ามาประชันชิดใกล้ตัวของอัครินที่ยืนอยู่ข้างรถก็จัดการปล่อยมัดแรงๆเข้าไปที่ใบหน้าหล่อของเขาทันที อัครินใบหน้าหันตามแรงกระแทกกับแรงของกำปั้นที่กระทบเข้าใบหน้าจนมีเลือดซิบที่มุมปากหนา แต่มีหรือที่เจ้าตัวจะยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างเดียว

อัครินปล่อยหมัดหนักๆหน่วงๆเข้าไปที่หน้าของชายชั่วทั้งสองเช่นเดียวกัน ทั้งสามผลัดกันต่อยกันไปอย่างไม่รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ แต่สุดท้ายน้ำหนักและความแรงของมืออัครินก็เป็นฝ่ายชนะด้วยเหตุที่จัดการอีกคนล้มพับลงไปก่อนแล้วทำให้อีกคนที่ยังยืนอยู่ถึงกับยืนเอ๋อจนเจ้าตัวต้องวิ่งเข้าไปประคองเพื่อนชั่วที่นั่งอยู่ที่พื้นด้วยแรงหมัดของอัครินขึ้นมาอย่างทุลักทุเล

“ยะ...อย่าทำพวกเราเลยนะพวกเราสำนึกผิดแล้ว” ยกมือกล่าวขอโทษพร้อมร้องขอ

“แล้วกูจะรู้ได้ไงว่าพวกมึงสำนึกผิดจริง คนเลวๆอย่างพวกมึงเนี่ยไม่น่าจะสำนึกคิดอะไรได้เร็วขนาดนี้นะ”

“ได้โปรดเชื่อเถอะครับ พวกเราสำนึกผิดแล้วจริง ได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะนะครับ” น้ำเสียงยามที่ร้องขอตอนนี้กับเมื่อก่อนหน้ามันแตกต่างกันอ่างสิ้นเชิง ฮึ! น่าสมเพชสิ้นดี

“ก็ได้กูจะปล่อยพวกมึงไป” อัครินบอกชายชั่วทั้งสองเบื้องหน้า

“จะ...จริงหรือครับขะ...ขอบคุณมากนะครับ”

“แต่...”

“แต่อะไรหรือครับ?”

“แต่...กูจะส่งพวกมึงให้ตำรวจ”

“ยะ...อย่าเลยนะครับพวกเราขอร้อง พวกเรายังต้องมีครอบครัวที่ต้องดูแลอยู่นะครับ อย่าจับพวกเราเข้าคุกเลยนะครับ” ยามนี้คนที่กล้าหาญวางท่าเมื่อครู่ตอนนี้ก็เหลือเพียงหมาที่กำลังจนตรอก

“ได้ยังไง ที่ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นร้องขอพวกมึง พวกมึงยังไม่เห็นใจเขาเลย ที่อย่างนี้มาทำเป็นขอร้อง”

“พวกเราขอร้องนะครับ”

“เสียใจ” อัครินต่อสายหาตำรวจก่อนที่จะลงมาจากรถเพราะหันว่ามันไม่ชอบมาพากลและคาดว่าตอนนี้ทางนั้นก็น่ากำลังจะมาถึง

“ยะ...อย่านะครับ”

“ทุเรศ! แบบนี้จะมาพูดอะไร ปล่อยไปคนอย่างพวกมึงก็ไม่สำนึกหรอก โน้น! พ่อมึงมาโน้นแล้ว” เขากวาดสายตาให้พวกมันหันไปดูที่ตอนนี้รถตำรวจกำลังแล่นเข้ามาใกล้ทุกที

ตำรวจจำนวนสามนายเดินลงมาจากรถจับกุมตัวคนร้ายพวกนั้นและสอบถามรายละเอียดจากอัครินถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาก็ว่าไปตามที่เห็น ก่อนจะขอตัวกลับ

อัครินขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว เขาใช้สายตาเหลียวไปที่อีกคนที่นอนคอพับอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ข้างๆ

“ต้องเป็นเธอแน่ๆ ปานธิดา เพียงนารา” มือหนาจับสัมผัสส่วนที่ลำคอที่มีสร้อยคอจี้มุกที่หญิงสาวใส่อยู่แล้วเพ่งพินิจมันอย่างจริงจัง เขาจำสิ่งที่อดีตคนรักเคยบอกไว้ได้ไม่มีผิดเพี้ยนมันจึงทำให้เขาแน่ใจว่าคนที่ตนช่วยนั้นไม่ใช่ใครอื่น  ใบหน้าของหญิงสาวข้างๆไม่ว่าจะมองยังไงเธอคนนี้ก็มีใบหน้าที่เหมือนกับเธอคนนั้น ทั้ง หู ตา จมูก ปาก

อัครินเพียงพินิจอยู่อย่างนั้นสักชั่วครู่ก็เคลื่อนรถหรูออกไปยังถนนสีนิลเบื้องหน้า เพียงไม่นานอัครินก็เคลื่อนรถคันหรูเข้ามาจอดยังคอนโดฯในเวลายี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบเก้านาทีพร้อมกับร่างบางของหญิงสาวที่ยังคงหลับอยู่ข้างๆเบาะคนขับ อัครินเมื่อนำรถเข้าจอดเรียบร้อยแล้วเขาก็จัดการเดินอ้อมมาอีกฝั่งค่อยๆช้อนร่างบางขึ้นแล้วนำไปยังห้องของตนที่อยู่ชั้นบนสุดของตัวคอนโดมิเนียมแห่งนี้

‘ตุ้บ’

เสียงแรงกระแทกร่างบางที่กระทบเข้ากับเนื้อที่นอนหนานุ่ม

“คงไม่ต้องเปลี่ยนให้หรอกมั้ง มันคงจะไม่หนาวตายก่อนที่ฉันจะต้องทำความรู้จักเธอมากกว่านี้หรอกนะ” อัครินเมื่อพูดเสร็จก็เตรียมที่จะเดินไปชำระล้างร่างกายของตนแต่เขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำถึงเพียงนั้นชายหนุ่มหันมาหยิบผ้าห่มที่อยู่ปลายเตียงดึงขึ้นมาห่มกายที่จากเปียกเริ่มเปลี่ยนเป็นชื้นให้หญิงสาว

เขาเหลียวหลังกลับมามองยังร่างที่ยังคงแน่นิ่งอยู่อีกครั้งก่อนที่จะสาวเท้าหนาไปชำระล้างร่างกายของตน เมื่อเสร็จก็เดินมาพร้อมกับเสื้อยืดสีขาวแขนยาวคอกลมพร้อมทั้งกางเกงนอนขายาวสีกรมธาตุแล้วเดินต่อไปที่โซฟาที่ถูกตั้งวางอยู่ไม่หากจากเตียงกว้างนักก่อนที่เขาจะเข้าสู่ห้วงนิทราไม่ต่างกันกับใครอีกคน...

“ฮือออ ปล่อยฉันนะ ได้โปรดเถอะปล่อยฉัน” เสียงของปานธิดาที่ร่ำร้องในเวลากลางคืนนึกถึงความหวาดกลัวที่เพิ่งพบพานมันโหดร้ายเกินไปจนกว่าชีวิตของหญิงสาวทุกคนจะได้พบเจอ ทุกอย่างที่เจอวันนี้มันเขามาตรอกย้ำเธอในฝันอีกครั้ง

เสียงร่ำไห้ของปานธิดาทำให้ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากห้วงของนิทราจนเขาต้องเดินเข้าไปดูอาการของเธอ

“นี่เธอ นี่เธอ นี่เธอ! มีสติหน่อยสิ ตื่น!” อัครินจับไหล่มนของปานธิดาแล้วเขย่าแรงๆเพื่อให้หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝัน

“อือ ปล่อยนะปล่อยฉัน” ปานธิดายังคงร้องร่ำไห้ร้องขอให้ปล่อย

‘เพลี๊ยะ’

ฝ่ามือบางพลั้งพลาดฟาดลงไปที่ใบหน้าหนาของอัครินอย่างหวาดกลัว ตอนนี้เธอนึกอยู่ว่าตนยังคงไม่รอดพ้นออกมาจากเหตุการณ์ร้ายๆนั้น

“นี่เธอ! ฉันบอกให้มีสติ สตินะมีไหม! ตื่นสิ!” อัครินเริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัวเขาบอกให้เธอมีสติตื่นขึ้นมาแต่เธอกลับไม่ยอมฟังแถมยังคงตบหน้าเขาไปตั้งหนึ่งทีนี่จะเรียกว่าทำคุณบูชาโทษหรือเปล่าเนี่ย

อัครินพยายามจะปลุกปานธิดาให้ตื่นจากความฝันแต่จะทำยังไงหญิงสาวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย บางทีความคิดที่เกิดขึ้นมันอาจจะดูฉวยโอกาสไปหน่อยแต่อาจจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ดีก็ได้ นั้นคือการที่เขาให้อ้อมกอดที่อบอุ่นกับเธอ     ปานธิดามีอาการบรรเทาลงจากความหวาดกลัวได้บ้างแล้วแต่ยังไม่พอ เขาจึงค่อยๆขยับตัวเข้าไปหาปานธิดาให้มากยิ่งขึ้น เขาสวมกอดเธอไว้จากด้านหลังค่อยๆลูบคล่ำตามศีรษะของหญิงสาวจนเธอค่อยๆสงบสติอารมณ์ลงได้และหลับไปในที่สุด

กายทั้งเขาและเธอมันแนบชิดติดกันจนแค่ลมหายใจของเขาก็ล้นใส่หัวเธอแล้ว เหล่มองต่ำลงมาหาคนที่หลับ สีหน้าบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ตนก็ไม่ได้อยากที่จะให้อ้อมกอดนี้กับหญิงสาวนักหรอก ก่อนเขาจะเข้าสู่ห้วงนิทราตามไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป