บทที่ 4 ข้อเสนอ
บทที่ 4
ข้อเสนอ
แสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าม่านยาวสีเทาที่คลุมปิดอยู่ทั่วด้านหน้าต่างกระจกห้องที่เป็นห้องที่วิวดีที่สุดของคอนโดฯแห่งนี้ พื้นที่โดยรอบถูกจัดตกแต่งด้วยแนวสไตล์วินเทจข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดอยู่ในหมวดสีน้ำตาลไม้และสีเทาซะเป็นส่วนใหญ่และหากเมื่อเปิดม่านออกจะมองเห็นกระจกบานใสยาวเรียงรายกันจัดเป็นมุมที่มีทั้งหมดหกบานจะสามารถมองเห็นพื้นที่ในเมืองหลวงได้อย่างทั่วถึงแม้ในยามค่ำคืนก็จะเห็นสีแสงที่เปิดไปทั่วตามท้องถนนหรือตามตึกราบ้านช่องทำให้สามารถเห็นอีกมุมหนึ่งของเมืองหลวงได้ในอีกหนึ่งแง่มุม
แสงอาทิตย์ในยามเช้าลอดผ่านม่านเข้ามาด้านในห้องทำให้ร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงของใครสักคนต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา เปลือกตาบางค่อยๆลืมขึ้นที่ละนิดทีละนิดสายตากวาดมองไปทั่วรอบห้องที่ตนอยู่อาการปวดหนึบที่ศีรษะก็เริ่มเข้าโจมตี
“ที่นี่ที่ไหน” เมื่อตื่นขึ้นมาได้มือบางก็กุมเข้าที่หน้าคอของเธอทันที พอคล่ำดูแล้วพบว่ามันยังคงอยู่ก็สุขใจได้ระดับหนึ่ง แต่อีกสิ่งที่เธอกลัวเหลือเกินว่าชายหนุ่มที่มาช่วยตนเมื่อคืนจะเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นหากมันเป็นเช่นนั้นจริงแล้วเธอจะทำเช่นไรกัน
“อ้าว? ตื่นแล้วเหรอครับ” ชายหนุ่มเดินออกมาเสแสร้งทักทายหญิงสาวเขาอยู่ในชุดที่เสมือนเป็นวันหยุดงานสบายๆและเดินเข้ามาพร้อมกับอาหารในยามเช้า
“คะ...คุณเป็นใคร” เมื่อเห็นผู้ชายเดินออกมาเธอก็ก้มลงไปมองและสำรวจที่ตัวเองทันทีแต่โชคดีที่ทุกอย่างมันอยู่บนตัวของเธอเหมือนเดิมทุกชิ้น เขาคือใครคำถามนี้คืออีกคำถามที่แล่นเข้ามาในสมองปรี๊ดหรือหากจะคิดในแง่ดีเขาอาจจะเป็นคนที่ช่วยเหลือเธอใว้เมื่อคืนก็ได้ หรือจะคิดในแง่ร้าย โอ๊ยไม่อยากจะคิด...
“อย่ากลัวผมสิครับ”
“ผมเป็นคนที่ช่วยคุณไว้เมื่อคืนครับ” อัครินบอกพร้อมกับเดินนำเอาอาหารเช้าที่ตนทำไว้ไปวางที่ตั้งโต๊ะอาหาร เขาจะต้องทำให้หญิงสาวเชื่อใจเขาให้ได้เสียก่อน
“จะ...จริงเหรอคะ?”
“จริงสิครับ ผมเป็นคนช่วยชีวิตคุณไว้”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แล้วทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ได้ละคะ”
“เมื่อคืนผมเห็นว่ามันดึกแล้วนะครับ แล้วอีกอย่างเมื่อคืนก็ฝนตกหนักมาก ผมเลยพาคุณมาที่นี่”
“แล้วที่นี่ที่ไหนคะ?”
“คอนโดฯของผมเองครับ”
“อะไรนะคะ! คอนโดฯของคุณ”
“ใช่ แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะครับผมไม่ทำอะไรคุณแน่นอน”
“งั้นฉันขอบคุณคุณมากเลยนะคะ คุณ...”ปานธิดาหยุดลากตรงคำว่าคุณท่อนสุดท้ายนานๆเพราะเธอยังไม่รู้จักชื่อเขาเลย
“อ่อ...ผมรินครับ...อัคริน วงค์อัครกูล” เขาเน้นเสียงตรงชื่อของตนเป็นพิเศษเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างชัดแจ้งหากเธอรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นเธอต้องเคยได้ยินชื่อเขาเป็นแน่
“วงค์อัครกูลหรือคะ?” ปานธิดานึกสงสัยนามสกุลนี้ทำไมมันเหมือนกับนามสกุลของสามีเพื่อนเธอเลยล่ะ เขาเป็นใครกันแน่?
“ใช่ครับนามสกุลของผมเอง วงค์อัครกุล ทำไมเหรอคุณนึกอะไรได้” เขายังรอคำตอบจากร่างบาง
“คุณเป็นอะไรกับคุณอัศวินเหรอคะ?” เธอถามเขาอย่างสงสัย
“อัศวินเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ คุณอัศวิน”
“ผมเป็นน้องชายเขาน่ะครับ เป็นน้องชายเพียงคนเดียวของเขา”
“ก็ว่าทำไมนามสกุลของคุณทั้งสองคนถึงเหมือนกัน” ปานธิดาพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับอัคริน
“แล้วคุณรู้จักพี่ชายผมหรือครับ” อัครินเพ่งถามคำถามใส่หญิงสาว
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แค่เคยเจอครั้งสองครั้ง” เธอเคยเจออัศวินอยู่ที่งานแต่งของเพื่อนสาว แต่ทำไมไม่ยักรู้เลยว่าชายคนนี้เป็นน้องของเขา เพราะในวันงานเธอก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของชายหนุ่มผู้นี้
“ครับ ผมว่าคุณลงมาทานอะไรหน่อยดีกว่านะครับ” อัครินบอกกับหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงของตนโดยไม่มีท่าทีว่าจะลงมา ตนคงต้องจุดธูปเชิญก่อนหรืออย่างไรถึงจะลงมาได้
“คะ...ค่ะ ขอบคุณคุณอัครินมากเลยนะคะ” พูดจบก็ค่อยๆก้าวเดินลงมาจากเตียงกว้างที่ละก้าวและเดินตามอัครินไปอย่างติดๆ
“ผมเห็นว่าเหมือนคุณกำลังหางานอยู่ ใช่ไหมครับ?” เพราะเห็นเอกสารและชุดที่สวมของปานธิดาทำให้เขารู้ว่าหญิงสาวในตอนนี้กำลังหางานทำ และมันจะเป็นการง่ายที่เธอจะได้อยู่ใกล้เขาก็คือดึงเธอมาทำงานด้วย
“ใช่ค่ะ ทำไมหรือคะ” เงยหน้าขึ้นมาจากจานอาหารตรงหน้าและถามด้วยความสงสัย
“ผมมีข้อเสนอมาให้คุณ แต่มันแล้วแต่คุณจะพิจารณาเอาเองนะครับ”
“ขอเสนออะไรคะ”
“คือช่วงนี้ผมกำลังหาเลขาใหม่พอดีน่ะครับ”
“แล้วทำไมหรือคะ หรือว่า...”
“ใช่ครับ ผมอยากจ้างให้คุณมาเป็นเลขาส่วนตัวของผมที่บริษัทอัครกูลนานเป็นเวลาหนึ่งปีด้วยค่าจ้างห้าหมื่นบาทต่อเดือน”
“หะ...ห้าหมื่นเลยเหรอคะ” เป็นเงินเดือนในการทำงานที่สูงมากในชีวิตของเธอ
“ใช่ ห้าหมื่นบาทถ้วนทุกสิ้นเดือนเมื่อคุณทำงานให้ผม ผมจะโอนเงินเข้าในเลขบัญชีของคุณทันที” ครั้งนี้เขายอมเสี่ยงหนักมากเพื่อให้ได้เป็นไปตามหมากที่วางไว้กับหญิงสาว
“แต่...”
“แต่อะไรหรือคะ”
“แต่คุณไม่สิทธิ์ที่จะออกจากงานจนกว่าจะครบกำหนด”
“ก่อนครบกำหนดหรือคะ”
“ใช่ครับ ถ้าคุณสนใจก็บอกผมได้นะครับ ผมว่าระยะเวลาแค่หนึ่งปีบางทีมันคุ้มมากด้วยซ้ำกับเงินเดือนที่ได้ในแต่ละเดือน”
มันคงซะยิ่งกว่าคุ้มหากเธอตกลงที่จะทำงานกับเขาสัญญากันเพียงแค่หนึ่งปีที่เธอต้องทำงานให้เขามันคงจะไม่ลำบากไปมากนักหรอกหากเธอต้องการที่จะหางานทำจริงโอกาสแบบนี้ไม่ได้มาได้ง่ายๆเธอควรที่จะรับมันไว้สิ!
“แต่ถ้าฉันออกก่อนกำหนดละคะ” ปานธิดานึกถาม
“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ คุณแค่จะต้องคืนจำนวนเงินที่คุณได้ไปในทุกๆเดือนคืนผมเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์” ข้อตกลงเขามันไม่มีอะไรที่ว่ายากเลยสักนิด
“ของทุกเดือน เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เลยหรือคะ” เป็นข้อสัญญาที่เธอนึกไม่ถึงจริงๆ และยิ่งคิดหากเธอออกจากงานที่เขาจ้างกลางคันเธอก็จะต้องเสียเงินให้เขาหลายบาทเทียบกับเงินเดือนที่จ่ายแต่ในแต่ละเดือนเธอก็จะได้เงินถึงห้าหมื่นแบบไหนที่มันคุ้มกว่ากัน
“ใช่ แต่มันคงเป็นไปได้ยากไม่ใช่เหรอครับเพราะงานมันก็ไม่ได้หนักอะไรมากมายเลยแล้วอีกอย่างระยะเวลามันเพียงแค่หนึ่งปี”
“มันก็จริงค่ะแต่บางทีข้อเสนอที่คุณเสนอมาฉันจะไม่เคยเห็นว่าบริษัทที่ไหนเขาจะทำกันเลย”
“มันก็จริงครับที่บริษัทอื่นเขาไม่ทำแต่ทางบริษัทของผมทำ เพื่อความเชื่อมั่นในการทำงานและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในตัวของพนักงานทุกคนว่าพวกเขาจะไม่ออกไประหว่างการทำงานให้กับทางเรา” เขาหาสารพัดขอกล่าวอ้างมาเพื่อให้เธอยอมที่จะรับงานในครั้งนี้
“ตกลงคุณจะว่าอย่างไรครับ จะรับข้อเสนอผมมั้ย” เขาพยายามที่จะออกอุบายข้อเสนอให้เธอเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าตนเองเขาจะนำเธอไปเป็นหมากในการเดิมเกมครั้งนี้และเขาต้องเป็นผู้ที่จะดำเนินการเกมนี้เองทั้งสิ้น! ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะเอาเธอมาทำให้เจ็บกว่าเขาแน่ เธอจะต้องเจ็บกว่าเขาให้มากกว่าที่เขาเจ็บ!
“ถ้าฉันสนใจ คุณจะให้เงินเดือนฉันตามข้อเสนอที่คุณบอกมาก่อนหน้านี้ใช่ไหมคะ” ทบทวนข้อเสนอของเขาอีกทีหากมันเป็นอย่างนั้นก็ถือว่าเธอได้ผลประโยชน์เยอะทีเดียวเพราะเงินเดือนเดือนละห้าหมื่นต่อเดือนมันไม่ใช่สิ่งที่เธอจะหาได้ง่ายๆ
“ใช่ครับ หากคุณสนใจผมจะให้คุณตามข้อเสนอที่ผมได้บอกคุณไว้”
“โอเคค่ะฉันสนใจฉันตกลงที่จะทำงานกับคุณ” เธอทบทวนเต็มทีแล้วมันเป็นข้อเสนอที่ดีเลยทีเดียวถ้ามีโอกาสเธอคิดว่าคงที่จะรีบไขว้คว้าไว้
“งั้นยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ” อัครินยื่นมือหนาออกไปข้างหน้าจับมือบางของปานธิดาเป็นเชิงว่าเขาและเธอคือลูกน้องและเจ้านายกันเรียบร้อยแล้ว
“แล้วคุณจะให้ฉันเริ่มงานวันไหนคะ”
“เอาเป็นพรุ่งนี้แล้วกันครับ ผมเข้าบริษัทพอดี”
“พรุ่งนี้เลยเหรอคะ?”
“ใช่ครับหรือคุณมีปัญหาอะไร” น้ำเสียงแข็งกระด้างลงไปอีก
“อ่อปะ...เปล่าค่ะ” พรุ่งนี้เลยหรือทำไมมันเร็วอย่างนี้ล่ะ
เมื่อคำตกลงที่จะไปทำงานร่วมกันของทั้งสองเสร็จสิ้นการทานอาหารเช้าของเขาและเธอจึงดำเนินต่อไปปานธิดาเริ่มจัดแจ้งทานอาหารให้เสร็จโดยเร็วเพื่อที่จะกลับไปหามารดาของตนที่ป่านนี้คงจะนั่งรอเสียนานแล้ว
“เดี๋ยวฉันไปล้างให้เองค่ะ” ปานธิดาอาสาที่จะจัดการล้างถ้วยชามเขา
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ คุณเป็นคนช่วยฉันไว้ให้ฉันตอบแทนคุณเถอะนะคะ” เธออยากจะตอบแทนบุญคุณของเขาที่ได้ช่วยเหลือเธอไว้เมื่อคืนแล้วแถมยังให้งานเธอทำอีก
“โอเคครับ แล้วคุณชื่ออะไรหรือครับผมจะได้เรียกถูก”
“อ่อใช่ ลืมไปเลยค่ะคุยกันมาตั้งนาน ฉันชื่อปานธิดา เพียงนารา ค่ะ หรือจะเรียกสั้นๆว่าดาก็ได้ค่ะ” เธอพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้เขาและเดินเข้าไปในครัวเพื่อที่จะล้างจานต่อ
“ปานธิดา เพียงนารา” อัครินเขาย้ำชื่อเธออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจกับสิ่งที่หูของเขาได้ยินว่ามันไม่ผิด...เขาตัดสินใจถูกที่เชื่อว่าต้องเป็นเธอ
“รินคะ คุณพ่อบอกกับกานต์ว่ากานต์มีน้องสาวด้วยนะคะ” กานต์นิภา สุปรางค์นภา สาวสวยไฮโซแสนหวานและเรียบร้อยบอกกับแฟนหนุ่มของตนที่หนุนตักอย่างสบายใจอยู่ที่ขาของเธอว่าตนเองนั้นก็มีน้องสาวกับเขาด้วยเหมือนกันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลูกคนเดียว แต่เธอกับน้องเป็นเพียงกันแค่พี่น้องต่างสายเลือดเท่านั้นและเหตุด้วยว่าเธอรู้จักเพียงแค่ชื่อของน้องสาวเธอและยังไม่เคยที่จะได้พบเห็นหน้าค่าตากันเลยกันแบบตัวเป็นๆจะมีก็แค่ในยามที่เธอขอผู้เป็นบิดาดูรูปถ่ายของน้องสาวที่ทางบิดาของเธอให้คนไปสืบดูเท่านั้นว่าเป็นใครคนไหน
“หรือครับแล้วน้องสาวกานต์ชื่ออะไรละครับ”อัครินถามแฟนสาวของตนที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะเห็นเจ้าตัวบอกว่าอยากจะมีน้องเหมือนกับใครเขาเหมือนกัน
“เห็นคุณพ่อบอกว่าชื่อปานธิดา เพียงนารา อะไรเนี่ยแหละค่ะ” เธอเคยได้ยินคุณพ่อพูดถึงชื่อนี้อยู่บ่อยครั้ง
“ปานธิดา เพียงนารา แล้วทำไมนามสกุลของคุณกับน้องคุณไม่เหมือนกันละครับ?”
“อันนี้กานต์ก็เคยถามคุณพ่อนะคะ แต่คุณพ่อเขาบอกแค่ว่าน้องสาวกานต์ใช่นามสกุลของแม่เธอน่ะค่ะ”
“คนละแม่หรือครับ?” คำถามนี้เกิดขึ้นกับอัครินเขาสะดุดตรงคำว่า แม่เธอ หากเป็นน้องสาวที่พ่อแม่เดียวกันเธอคงจะไม่บอกอย่างนี้
“ใช่ค่ะ เราสองคนเป็นคนละแม่พ่อเดียวกัน คุณแม่กานต์เคยบอกว่าเมื่อตอนที่กานต์เด็กๆคุณพ่อเคยมีบ้านน้อยอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ท่านเลิกหมดแล้ว”กานต์นิภาบอกอัครินแฟนหนุ่มที่เธอกับเขารักกันมาตั้งแต่สมัยเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันใหม่ๆ
“แล้วมีอีกอย่างที่คุณพ่อบอกกานต์ด้วยค่ะ”
“อะไรล่ะครับ ฮึ”
“คุณพ่อบอกว่าน้องสาวกานต์มีสร้อยจี้มุกห้อยอยู่ที่คอด้วยนะคะ” บอกอย่างตัดพ้อนิดๆบิดาบอกกับเธอไว้ว่าได้ให้สร้อยจี้มุกเส้นนึงให้น้องไว้ในยามที่ยังเด็กๆแต่กับเธอมันกลับไม่มีอะไรที่แทนใจท่านเลย
“เหรอครับ” ส่งยิ้มแสนหวานให้แฟนสาวที่ดูผิดหวังแบบหงอยๆ
“ค่ะ” ยิ้มตอบกลับ ชายหนุ่มคนนี้เขาเป็นอีกหนึ่งกำลังใจของเธอในเวลาที่เหงาหรือเศร้าใจ
ความทรงจำเก่าๆที่อดีตคนรักเคยบอกไว้กับเขามันผลุดเข้าที่หัวชื่อนั้นมันคือเธอจริงๆ เขานี้มีสายสัมผัสที่ดีจริงๆเลยถึงแม้ว่าจะเป็นคนละแม่กันแต่รูปร่างหน้าตาของทั้งสองก็ไม่ได้ต่างไปจากกันมากแถมสิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เขาอีกอย่างคือเธอมีสร้อยเส้นนั้น เพราะหากมองดูด้วยสายตาแล้วเธอทั้งสองนั้นจะได้ผู้เป็นพ่อมาเป็นซะส่วนใหญ่มากกว่าผู้เป็นแม่จากลักษณะการสังเกต
“คุณอัครินคะ ฉันล้างเสร็จแล้วคว่ำไว้ตรงไหนคะ”เธอร้องเรียกถามเขาหากวางไว้สุ่มสี่สุ่มห้ามันคงจะไม่สวยงามนัก
“อ่อ...วางไว้ตรงที่คว่ำจานข้างๆกันนั้นแหละครับ” ตะโกนตอบกลับไป
“ฉันล้างเสร็จแล้วขอตัวกลับก่อนนะคะ”
“ให้ผมไปส่งนะครับ” เขาอาสาที่จะไปส่งเธอที่บ้านเพื่อจะได้รู้ว่าบ้านเธอนั้นมันอยู่ที่ไหน
“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ”เธอเกรงใจเขาทั้งอาหารที่ทานทั้งความช่วยเหลือที่เขาช่วยเธอไว้เมื่อคืนก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนเขายังไงแล้ว
“ไม่เป็นไรครับผมเต็มใจ” เขาอยากที่จะไปส่งเธอจริงๆหากในยามที่เธอไม่มาทำงานจะได้ไปลากตัวมาถูก
“งั้นก็ได้ค่ะ” ส่งยิ้มไปให้เขาแล้วเดินนำไปด้านหน้าที่ทางออกของห้อง
อัครินขับรถมาส่งปานธิดาที่หน้าบ้านเช่าของเธอผู้ที่เป็นมารดาก็ค่อยนั่งอยู่ตรงทางเข้าสายตาเฝ้าพะวงหาอย่างห่วงใยลูกสาวเพียงคนเดียวที่ตนเลี้ยงดูมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” ปานธิดาส่งรอยยิ้มหวานไปหาเขากล่าวขอบคุณเสร็จก็เดินลงจากรถของชายหนุ่ม
อัครินเพียงแต่พยักหน้าและส่งยิ้มตอบกลับไปแค่นั้น ก่อนจะกลับขึ้นรถหรูขับ ออกไปเส้นทางเดิมที่เข้ามา
“ดาไปไหนมาลูก แม่เป็นห่วงเรามากน่ะรู้ไหม” เสียงผู้เป็นมารดาที่นั่งรออยู่ที่หน้าทางเข้าถามบุตรสาวที่เพิ่งจะเดินเข้ามาอย่างห่วงใย
“เมื่อคืนมีอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะค่ะ ดาเลยไม่ได้กลับบ้านดาขอโทษนะคะแม่” หญิงสาวเดินเข้ามาสวมกอดกับอ้อมแขนของมารดาอย่างอบอุ่นแล้วพากันเดินเข้าด้านใน พลางในใจนึกขอบคุณอัคริน ถ้าเมื่อคืนเขามาช่วยเธอไม่ทันป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นอย่างไร นึกอยากจะขอบคุณเขาสักร้อยครั้ง
“แล้วเป็นอะไรบ้างรึเปล่า”
“นิดหน่อยน่ะค่ะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรมากแล้ว”
“แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรมาก เราน่ะชอบโกหกแม่อยู่เรื่อย”
“แน่ใจค่ะ ดาไม่เป็นอะไรจริงๆ”
“อ่อ...แม่คะตอนที่ดามีอุบัติเหตุดากำสร้อยเส้นนี้ไว้แน่นมากเลยน่ะค่ะ ดาคิดว่าพ่อช่วยดาไว้” เธอเชื่อว่าพ่อของเธอที่ได้จากไปดั่งที่มารดาได้บอกไว้ ทิ้งสร้อยจี้มุกเส้นนี้ไว้ให้แม่ฝากไว้ให้เธอคือสิ่งที่ช่วยให้เธอพ้นจากเหตุร้ายครั้งนี้
“หรือจ๊ะ” ดวงตาหมองเศร้าเล็กน้อยเมื่อลูกสาวที่ตนเองเลี้ยงมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเอ่ยถึงผู้เป็นบิดา
“แล้วนั้นใครน่ะลูก” พยายามที่จะเปลี่ยนย้ายเอนเรื่องไปทางอื่นเพราะกลัวว่าบุตรสาวจะจับผิดสายตาที่เศร้าได้
“คุณอัครินค่ะ เขาคือคนที่ช่วยดาไว้เมื่อคืน”
“แล้วเขามาเจอเราได้ไงล่ะ”
“หนูคิดว่า...พ่อ...นำเขามา” ส่งยิ้มแหย่มารดาทำน้ำเสียงเล็กเสียงน้อย
“เราเชื่ออย่างนั้นเหรอดา”
“แน่สิค่ะแม่”
“อีกอย่างเขาใจดีมากเลยนะคะ เขาให้งานดาทำด้วยค่ะ” สีหน้าดีใจอย่างบอกไม่ถูกเธอจะได้มีเงินซื้อยาและเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แม่แล้ว
“งานอะไรล่ะฮึ เราถึงดีใจขนาดนี้เนี่ย”
“เป็นเลขาส่วนตัวเขาที่บริษัทอัครกูลค่ะ เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกรถยนต์”
จะให้เธอไม่รู้จักว่าบริษัทนี้ส่งออกและนำเข้ารถยนต์ได้ยังไงก็ในเมื่อมันคือบริษัทอันดับต้นๆของประเทศที่ใครๆก็ต่างหมายที่จะลงทุน
“จริงหรอลูก แล้วเป็นไงมาไงเขาถึงจ้างเรามาเป็นเลขาเขาเสียละ”
“คือพอดีว่าเขากำลังหาเลขาอยู่พอดีน่ะคะ แล้วเขาคงคิดว่าความสามารถของหนูน่าจะถึงเขาเลยให้งานนี้มาค่ะ”
“แล้วเขาไว้ใจได้รึเปล่าน่ะ ไม่ใช่เหมือนกับเจ้านายคนเก่าของเรานะ” กลัวว่าลูกสาวจะเจอกับเจ้านายแบบเดียวกันที่ทำอยู่ในปัจจุบันรายนั้นนะเจ้าชู้ตัวพ่อแถมรุ่นราวของนายนั้นก็ไม่ใช่ย่อย
“ไม่แน่ค่ะแม่ เขาเป็นคนช่วยหนูไว้จากอุบัติเหตุเลยนะคะ” บอกมารดาไปว่าเขาเชื่อใจได้แน่นอนถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาช่วยเธอ เธอก็คงไม่ตกลงที่จะทำงานกับเขาง่ายๆอย่างนี้แน่นอน
“แล้วไป แล้วนี้กินอะไรมารึยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ แล้วแม่ละคะกินข้าวกินยาแล้วหรือยัง” ทวงถามมารดาคืน ยิ่งช่วงนี้อาการยิ่งดีขึ้นอยู่เรื่อยๆหากขาดยาไปไม่กี่วันอาการอาจจะซุดลงได้
“กินแล้วจ้า”
“แล้วไปค่ะ อย่าให้ดารู้นะว่าแม่แอบดื้อไม่ยอมกินยา” ส่งยิ้มอย่างเคยเธอกับมารดาผูกพันกันกว่าสิ่งใดการพูดการจาจึงยิ่งที่จะหยอกล้อกันได้มากกว่าการพูดคุยตามภาษาของแม่ลูกทั่วไป
“อ้อ...แล้วเราเริ่มทำงานที่นั้นวันไหนละ”
“พรุ่งนี้ค่ะ” บอกผู้เป็นมารดาขณะที่กำลังจะเตรียมตัวเดินไปอาบน้ำเพื่อที่จะไปทำเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงานเก่าให้มันเสร็จ
“พรุ่งนี้เลยหรือ ทำไมเร็วนักล่ะ”
“คุณอัครินเขาบอกว่าเขาเข้าบริษัทพอดีน่ะค่ะ เลยให้หนูไปพรุ่งนี้” พูดเสร็จก็เดินเข้าห้องน้ำไป ห้องของเธอกับมารดาที่อยู่กันไม่ได้ใหญ่มากนักเป็นแค่ห้องเช่าเล็กๆที่เพียงพอที่จะอยู่กันสองคนแม่ลูก
เขมมิกาหลังจากที่ตื่นจากฝันร้ายที่มันเป็นจริงก็ลุกและก้าวเดินลงจากเตียงกว้าง ยามที่เท้าแตะลงที่พื้นเธอแทบจะแดดิ้นลงเสียตรงนั้น มันยากลำบากเหลือเกินทุกก้าวมันเจ็บเกินที่จะบรรยายน้ำตาใสก็ไหลนองหน้าฟันขาวโคล่มเข้าหากันแน่นมือบางค่อยๆก้มเอื้อมและกอบโกยเสื้อผ้าที่ตกกระจายทั่วพื้นห้องขึ้นมาก่อนจะค่อยๆก้าวเดินไปที่ห้องน้ำอย่างลำบากเพื่อจะชำระล้างความเจ็บปวดออกไปจากกาย...
เมื่อยามตื่นขึ้นมองพื้นผนังห้องกายหนาก็ค่อยๆขยับหันข้างหวังที่จะไปกอดคนที่ทำให้ตนมีความสุข
“อื้ม” มือหนาควานหาคนที่ตนเองมีความสุขด้วยเมื่อคืน แต่ทว่าสิ่งที่ได้กลับมามันกลับว่างเปล่า และเป็นอีกจังหวะเดียวกันที่เขมมิกาออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อผ้าที่ใส่เข้าตัวเรียบร้อยแล้ว ทำให้เขาต้องจ้องมองการกระทำของเธออยู่เช่นนั้นโดยที่ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืน ถ้าจะพูดถึงมันในยามเช้าแบบนี้เขาก็กลัวว่ามันจะกระดากปากเกินไป สู้ลืมๆมันไปเสียดีกว่า
สาวเจ้าเองยามที่ยืนจ้องมองใบหน้าคมความรู้สึกอึดอัดหัวใจต่างๆนาๆมันก้ปะทะเข้าที่อก จนเจ็บสะท้านก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นางท่าทางไร้ความรู้สึกแล้วเดินจากไป...
อัศวินรู้สึกแปลกๆที่หัวใจ แม้เขาจะจงใจให้เรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้แต่หลายสิ่งมันก็เหนือความคาดหมายรู้สึกหงุดหงิดชะมัดยาก ทำไมจู่ๆมันถึงได้มีความรู้สึกเช่นนี้ออกมากันนะ ชายหนุ่มนั่งสงบสติอารมณ์ของตนเอง เพียงไม่นานมันก็เริ่มผ่อนคลาย เขาก็ลุกจากที่นอนแล้วเดินตรงเข้าห้องน้ำทันที
หลังจากเวลาผ่านไปราวๆสามสิบนาทีได้ เท้าหนาก็ค่อยๆก้าวลงมาที่ชั้นล่างหลังจากที่แต่งตัวในชุดที่เตรียมพร้อมจะไปทำงานแล้ว เมื่อเดินลงมาแล้วไปพบใคร เขาเดินตรงเข้าไปที่ห้องครัวที่มีหญิงสาวยืนหันหลังอยู่
“อาหารเสร็จรึยัง” น้ำเสียงนิ่งเข้มคงมาดสุขุม
“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ” เมื่อได้ยินเสียงเขาก็รีบปาดคราบรอยน้ำตาอกจากกรอบดวงตาทั้งสอง เขาเดินมาเงียบๆก็นึกกลัวแค่เขายืนนิ่งๆในมาดที่แสนเย็นชาของเขาก็มันก็น่าเกรงขามมากพอแล้ว
“เสร็จแล้วก็รีบยกมาสิ ฉันไม่ได้มีเวลามากนักหรอกนะ” พูดเสร็จก็หันหลังกลับแล้วเดินนำหญิงสาวไปที่ห้องอาหาร
เขมมิกาปล่อยให้เขาเดินไปก่อน ก่อนที่จะตามไปทีหลังพร้อมกับอาหารเช้า หญิงสาวเดินมาด้านข้างของเขาแล้วตักข้าวต้มกุ้งที่ชายหนุ่มโปรดปรานใส่ชาม การปรุงแต่งอาหารเช้าให้อัศวินในแต่ละครั้งต้องใช้ความสามารถในการตวงปริมาณเครื่องปรุงเป็นอย่างมากเพราะเธอไม่สามารถชิมรสมันได้ หลังจากนั้นเธอก็เตรียมที่จะเดินออกไปที่ด้านนอกจากห้องอาหาร
“เขมขอตัวนะคะ” กำลังที่จะก้าวเท้าเดินออกไป
“เธอจะไปไหน” เรียกหญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเธอเป็นภรรยาของเขาแบบเต็มตัวแล้วทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มาจากความรักก็เถอะ แต่เขาก็จงใจพยายามทำให้เธอเจ็บ
“เขมจะไปทำความสะอาดที่ห้องค่ะ ถ้าคุณวินทานเสร็จแล้วก็วางไว้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวเขมลงมาเก็บเอง” หันหลังกลับมาที่ต้นเสียงเขาจะถามเธอทำไมกันถ้าอยู่ก็คงขัดหูขัดตาสู้ที่จะไปไม่ดีกว่าหรอ? ก่อนที่เท้าบางจะก้าวออกไป
“เดี๋ยว” ส่งน้ำเสียงแบบเดิมตามฉบับคนอย่างเขา
“คุณวินมีอะไรคะ” เขาเรียกเธอไว้อีกแล้ว ทำไมกัน...?
“ช่วงนี้ป้าสมรจะไม่ได้มาที่นี่” บอกเหตุผลที่จะบอกเธอ และอีกอย่างที่เขารู้ก็เพราะว่าผู้เป็นมารดาได้โทรมาบอกก่อนจะลงมาข้างล่าง
“ทราบค่ะ”
“เดี๋ยว...มานี่” เรียกให้เธอเดินมาตามที่เขาต้องการ
“คุณวินมีอะไรอีกคะ”
“มานั่งตรงนี้”
“คะ...”
“ฉันบอกให้เธอมานั่งตรงนี้” เขาเรียกให้เธอมาตรงนี้แต่ยังเอ๋อยืนอยู่ตรงนั้นอยู่ได้
เขมมิกาก้าวเดินมาตามที่เขาบอกเธอไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนเมื่อตอนที่อยู่ข้างบนเขายังดูนิ่งๆเย็นชาไร้หัวใจไร้ความรู้สึกแต่ทำไมตอนนี้เขากลับเหมือนเป็นอีกคนที่เหมือนเริ่มห่วงใย...
“คุณวินมีอะไรกับเขมคะ” เมื่อนั่งลงตรงข้างๆเขาเธอก็ถามทันทีว่าเขามีอะไรถ้าไม่มีอะไรจริงๆเธอจะได้ขึ้นไปข้างบนเสียที
“ตักข้าวสิ”
“อะ...อะไรนะคะ”
“ไม่ได้ยินเหรอ ฉันบอกให้เธอตักข้าวมากินด้วยกัน”
“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ คุณวินทานไปเถอะ เขมขอตัว” เตรียมที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้แต่มือเขาดันรั้งเธอไว้
“ไม่ ฉันบอกให้เธอตักมัน” กับอีแค่กินข้าวมันจะลำบากอะไรมากมายอย่างกับไม่เคยกินข้าวร่วมกัน
“ไม่ค่ะ เขมแพ้กุ้ง ขอโทษที่อยู่ทานกับคุณวินไม่ได้”
“อย่ามาเสแสร้ง เธอไม่เคยแพ้อาหาร” เขาจำได้ว่าเขมมิกาไม่เคยมีอาการอย่างที่ว่า
“......” เธอเลือกที่จะเงียบดีกว่า เธอไม่รู้จะบอกยังไง ก็ในเมื่อก็บอกออกไปแล้วว่าเธอแพ้กุ้งนอกจากเขาจะจำไม่ได้ เขายังไม่ใส่ใจต่อคำพูดที่เธอพูดอีก
“ทำไม หรือเธอใส่อะไรลงไปในข้าวนี้ เธอถึงไม่ยอมกินมัน ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าคนแพ้กุ้งจะปรุงรสชาติมันได้ดีแบบนี้” ต้องยอมรับว่ารสชาติมันใช่ได้เลยทีเดียว
“ไม่ค่ะ เขมไม่ได้ใส่อะไรลงไปในนั้นทั้งนั้น เพียงแต่เขมแพ้กุ้งทานไม่ได้”
“ฉันไม่เชื่อ...กินซะ”
“เขมกินไม่ได้” เธอตอบทันควันว่าสิ่งที่ทำมาให้เขานั้นเธอไม่สามารถกินมันได้แถมยังบอกไปแล้ว แต่อัศวินไม่เชื่อกันเลย
“ขอตัวนะคะ” เขมมิกาลงหนีออกไปจากเขา แต่ทว่ากลับมีมือหนามารั้งเข้าไว้ไม่ให้เธอไปไหนเสียก่อน
“ได้เขมมิกาเมื่อเธอไม่กิน เดี๋ยวฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้เธอกินมันเอง” เขาจับที่กรามของหญิงสาวทั้งสองข้างแล้วบีบแน่นให้อ้าออก
“พอดีฉันเห็นว่าการทานอาหารเช้ามันจะทำให้ร่างกายแข็งแรงนะ ยิ่งเมื่อคืนฉันจัดเธอหนักซะด้วยสิ” เขาตักข้าวต้มกุ้งใส่ในช้อนด้วยคำโตๆจนล้นปากของหญิงสาว
มันก็คงช่วยไม่ได้เพราะเธอเป็นคนเลือกวิธีนี้เอง มันไม่มีคนบ้าที่ไหนที่รู้ว่าตัวเองแพ้กุ้งแล้วยังจะทำกินหรอก
“อื้มม อื้อ” อัศวินยัดข้าวต้มกุ้งเข้าปากเธอมันล้นจนเกินช้อน นี่เขาเล่นอะไรของเขาอยู่? ในเมื่อเธอบอกไปแล้วว่าเธอกินมันไม่ได้ ทำไมเขาถึงยังทำแบบนี้อีก...เกลียดกันมากนักหรืออย่างไร
“เป็นไงอร่อยไหมฝีมือเธอเองไม่ใช่เหรอกินซะสิ ใส่อะไรเข้าไปก็กินมันเองก็แล้วกันนะ” อัศวินพูดก่อนจะจับยัดเข้าเป็นช้อนที่สองและสาม ส่งให้เธอกลืนมันลงไปในลำคอ
“พะ...พอใจคุณแล้วใช่ไหม เขมขอตัว” ดันให้ตัวเองลุกขึ้นแต่เขาก็ไม่ยอมให้เธอไป มือหนาจับข้อมือของเธอให้ฉุดรั้งนั่งลงกับที่อีกครั้ง
“ยังสิ เธอน่าจะยังไม่อิ่ม” ยามที่เขมมิกาจะลุกหนีเขาก็จับให้เธอนั่งนิ่งอู้กับที่ไม่ให้ไปไหน ทั้งยังจะตักข้าวต้มเข้าปากเธอ
“พอแล้วคุณวิน” เขมมิกาพยายามปัดป้ายสุดฤทธิ์แต่อัศวินก็แกล้งเธอสุดฤทธิ์เช่นกัน
อาการของเขมมิกาเริ่มกำเริบเมื่อเวลามันผ่านไปได้เกือบสิบถึงสิบห้านาที ทุกช้อนที่เขาให้เธอกินเข้าไปมันเยอะนักจนเกินปริมาณที่คุณหมอได้สั่งไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรจะเยอะหรือน้อยเธอก็อยู่ในระดับที่แพ้กุ้งชั้นรุนแรงเลยก็ว่าได้หากเป็นไปได้ไม่ควรที่จะยุ่งกับมันเสียด้วยซ้ำ
ใบหน้าและตัวของเขมมิกาเริ่มแดงก่ำขึ้น อาการจุกแน่นที่หน้าอกเริ่มจะทำให้เธอทรมานหายใจลำบากนักทั้งมีอาการไอออกมาอย่างหนัก
“เป็นอะไรของเธอเขมมิกาแค่กินข้าวกับฉันถึงกับสำลักอาหารเลยเหรอ” คนใจร้ายยังพูดหน้าตาเฉย มิได้สังเกตสิ่งผิดปกติใดๆเลย
“ปะ...เปล่า เขมขอตัว” หญิงสาวเริ่มหายใจติดขัด กล่าวหลีกเลี่ยงชายหนุ่มเพื่อที่จะขึ้นไปด้านบน
“เธอจะไหนเขมมิกา” เห็นท่าทางของเขมมิกาเขาก็เริ่มแปลกใจ หัวใจอัศวินเริ่มเต้นไม่คงที่หรือที่เธอพูดจะเป็นเรื่องจริง...นี่เขาทำอะไรลงไป
“......” เมื่อยืนขึ้นได้อาการหน้ามืดวินเวียนศีรษะก็เข้ามาเนื้อตัวเริ่มแดงก่ำ ร่างบางโอนเอนไปมาเหมือนบ้านเคลื่อนไหวจนสุดแล้วก็พยุงตัวเองไม่ไหวจนต้องล้มลง...
‘โครม’
เสียงของโต๊ะเก้าอี้ที่ถูกกระทบจากแรงล้มของหญิงสาวอย่างแรงจนทำให้เกิดเสียงดัง
“......” เขาตกใจที่อยู่ดีๆร่างของหญิงสาวก็ล้มลงกระแทกเข้ากับโต๊ะเก้าอี้แล้วฟุกลงไปที่พื้น...เขมมิกาพยายามที่จะดันตัวเองขึ้นจากพื้นแต่ก็ทำไม่ได้เนื้อตัวเริ่มแดงก่ำมากกว่าเดิมลมหายใจก็เริ่มติดขัดมากขึ้น
“คุณวินค่ะ ช่วยเขมที” พยายามแล้วแต่ทำไม่ได้จึงต้องเรียกเขาให้มาช่วย แต่...เขาจะช่วยเธอหรือ
“ธะ...เธอเป็นอะไร” อัศวินตกใจเป็นเท่าตัว ทำจู่ๆเขมมิกาถึงมีอาการแปลกไปแบบนี้ได้
“ฮะ...เฮือก คะ...คุณวิน ช่วยเขมที” เสียงเว้าวอนของหญิงสาวกำลังดังก้องทั่วทั้งโสตประสาทของอัศวินความคิดต่างๆนาๆต่างพากันกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
“ช่วยไปเอายาให้ทีเถอะคะ เขมขอร้อง แค่ก” เมื่อเริ่มเห็นว่าตัวเธอเริ่มที่จะไม่ไหวเเล้ว หญิงสาวก้มหน้าลงกับพื้น มือบางกำขาโต๊ะไว้แน่น แล้วเสี่ยงที่จะเรียกขอความช่วยเหลือจากเขาอีกครั้ง
“เขมมิกาเธอเป็นอะไร” ตอนแรกเขาก็คิดว่ามันเป็นแค่มารยาหญิงที่เธอจะใช้ให้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา แต่พอเริ่มมองอาการไปเรื่อยๆเขาก็ตกใจที่อยู่ดีๆเนื้อตัวของหญิงสาวก็เริ่มแดงจนเห็นได้ชัด ทั้งยังมีเลือดไหลออกจากจมูกเล็กน้อย อัศวินทนนั่งเฉยๆต่อไปไม่ได้ เขารีบเข้ามาประคองหญิงสาวเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยความห่วงใยที่แทรกแทรงเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว
“ขะ...เขมแพ้กุ้ง” ดวงตาของเธอเริ่มเลือนลางลงเรื่อยๆ
“ยะ...ยาแก้แพ้...” น้ำเสียงที่ใช้พูดมันแทบจะขาดห้วงเพราะมันยังติดขัดอยู่เลยๆ
อัศวินยังฟังไม่ทันเสร็จว่ามันคือยาแก้แพ้ชนิดไหน ร่างหนาก็รีบดีดตัวขึ้น รีบไปช้อนร่างบางไว้ในอ้อมแขน เขาไม่สนว่ามันจะต้องกินยาอะไร ตอนนี้คือพาเขมมิกาไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
ทำไมหัวใจเขามันรู้สึกราวกับจะขาดอากาศหายใจอย่างนี้ คล้ายเมื่อตอนที่เสียวิชุดาไปไม่มีผิด ทำไม...
บนใบหน้าของเขมมิกาก็เริ่มมีเลือดไหลออกมาจากโพรงจมูกข้างซ้าย อาการเริ่มแย่ลงทุกขณะ...ร่องรอยของภาพนี้ทำไมมันถึงสะท้อนหัวใจเขาได้มากมายถึงเพียงนี้
“เขมมิกา อย่าเป็นอะไรนะ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ...” รถคันหรูพุ่งทะยานออกสู่ถนนเส้นทางสีเทาอย่างรวดเร็ว เขาไม่สนว่าเวลานี้การจราจรมันจะเป็นเช่นไร สนเพียงแค่ว่าเชลยของตนเองต้องได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด
