บทที่ 5 ร้าวใจ
บทที่ 5
ร้าวใจ
รถคันหรูเคลื่อนตัวเข้าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านนัก อัศวินรีบนำพาหญิงสาวที่ตอนนี้ได้หมดสติไปแล้วขึ้นไปที่เปลคนไข้แล้วบุรุษพยาบาลก็ออกตัวเข็นไปห้องฉุกเฉินอย่างเร็วไว ใบหน้าของเขมมิกาที่บริเวณจมูกมีเลือดไหลออกมาไม่หยุดเนื้อตัวก็แดงก่ำกว่าเดิม บริเวณเสื้อผ้าของอัศวินก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของหญิงสาวเพราะตลอดระยะทางที่ขับรถมามืออีกข้างก็คว้าร่างบางเข้ามาสู้อ้อมอกเอาไว้แน่น...
อัศวินวิ่งตามรถเข็นคนไข้ที่หญิงสาวนอนอยู่ไปที่หน้าห้องฉุกเฉิน...
“ขอโทษนะคะ ญาติกรุณารอด้านนอกค่ะ”เสียงพยาบาลสาวบอกว่าให้เขารอด้านนอกเพราะด้านในไม่สามารถที่จะเข้าไปได้นอกจากเจ้าหน้าที่ทางโรงพยาบาลเท่านั้น พร้อมกับปิดประตูห้องฉุกเฉินลง
‘นางสาวเขมมิกา วัฒนาคุณ เริ่มทำการรักษาเวลา 08.35 น.’ ป้ายไฟหน้าห้องฉุกเฉินปรากฏชื่อผู้เข้ารับการรักษาบอกสถานะว่าเวลานี้การรักษาได้ดำเนินเกิดขึ้นแล้ว...
“ฉันขอโทษเขม...ฉันขอโทษ” อัศวินเดินวนเวียนอย่างกระวนกระวายอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ทำไมเขาไม่เชื่อในคำที่เขมมิกาพูด ทั้งๆที่เธอก็ยืนยันอย่างหนักแน่นแบบนั้นแล้ว เขามันโง่เอง เป็นเขาที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ แม้ว่าจะโกรธแค้นเรื่องวิชุดาแต่ก็ไม่เคยมีความคิดที่จะให้มันเป็นแบบนี้เลย
“พี่วิน! พี่วิน!” เสียงน้องชายที่ดังมาแต่ไกลตะโกนเรียกพี่ชายของตน พอเกิดเรื่องได้สักพักอัศวินก็โทรหาอัครินทันที
“คุณแม่รู้เรื่องหรือยัง” อัศวินถามอัครินที่พึ่งเดินมาถึงหน้าห้องว่ามารดานั้นทราบเรื่องแล้วหรือยัง
“ยังครับ ผมไม่ได้บอกใคร”
“ดีแล้ว ฉันไม่อยากให้ท่านต้องเป็นห่วง”
“ผมก็เป็นห่วง ไม่อยากให้ท่านต้องคิดอะไรมาก”
“......” อัศวินนิ่งเงียบพอเขาฟังคำจากน้องชายจบก็เดินไปหาที่นั่งที่มันใกล้กับห้องฉุกเฉิน สีหน้าชายหนุ่มตอนนี้มันไม่สู้ดีนัก เขากำลังกังวลและเป็นห่วง...ใช่! เป็นห่วง เขากำลังเป็นห่วงคนที่อยู่ภายในนั้น
“พี่วิน ทำไมคุณเขมถึงเข้าโรงพยาบาลได้” อัครินเดินตามพี่ชายนั่งลงข้างกันและกล่าวถามในสิ่งที่อยากรู้ แต่ก่อนก็เห็นว่าสุขภาพของหญิงสาวก็ดีไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องเข้าโรงพยาบาลเลยถ้าหากไม่เป็นอะไรรุนแรง
“เขมมิกาแพ้กุ้ง” น้ำเสียงนิ่งเรียบก้มหน้าลงต่ำมองพื้น อย่างรู้สึกผิดจริงๆ
“อะไรนะ...แพ้กุ้ง” แพ้กุ้งเนี่ยนะถึงกับเข้าโรงพยาบาลแต่ถ้ารู้ว่าตัวเองแพ้กุ้งแล้วจะกินมันเข้าไปทำไมล่ะ
“ใช่เขมมิกาแพ้กุ้ง...ผู้หญิงคนนั้นบอกฉันแล้วแต่ฉันไม่เชื่อเลยพยายามบังคับให้กินเข้าไป” คนกังวลใจเหมือนกำลังสารภาพบาปในโบสถ์รากับอัครินคือคุณพ่อประจำโบสถ์นั้น
“พี่ว่าไรนะ แต่พี่ให้คุณเขมกินกุ้งเนี่ยนะ”
“เอ่อสิวะ ก็ฉันไม่รู้” เงยหน้าขึ้นมาตอบอัครินที่นั่งข้างๆกัน
“พี่แม่ง! ถ้าคุณเขมเขามาถึงมือหมอช้ากว่านี้มันจะเป็นยังไง คิดบ้างไหม” เขาเองก็อยากจะซัดหมัดเข้าหน้าพี่ชายหนักๆแต่ก็ทำไม่ได้เพราะสีหน้าและแววตาของอัศวินมันดูสำนึกผิด อัศวินเองก็เพียงได้แต่นั่งเงียบๆครั้งนี้เขาผิดเต็มๆไม่มีอะไรมาแก้ตัวให้ถูก เขายอมรับเรื่องทั้งหมด
จบบทสนทนาของทั้งสองก็เงียบกันไปสักพักก่อนที่อัครินจะพูดขึ้นบอกกล่าวพี่ชาย
“ผมว่าเสื้อพี่เลอะเลือดเยอะอยู่นะ กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อก่อนเถอะ” เขาสังเกตเห็นเลือดจำนวนหนึ่งเปรอะเปื้อนอยู่ที่เสื้อของอัศวิน มันเด่นชัดมากจนใครมองมาก็เห็นกันทั่ว
“ไม่เป็นไรหรอก” คนเป็นพี่ก้มมองที่เสื้อของตนเองก่อนจะตอบกลับไป ตอนนี้เขายังไม่อยากลุกไปไหนอยากจะขอดูอาการของคนที่อยู่ในห้องนั้นให้แน่ใจเสียก่อนว่าเธอปลอดภัยแล้ว...
“ว่าแต่แกเถอะหาเลขาใหม่ได้ยัง” อัศวินเปลี่ยนเรื่องคุย เห็นอัครินบ่นว่าเลขาคนเก่านั้นลาออกไปอย่างกะทันหันจะหาใหม่ก็ยังไม่มี
“เลขาเหรอครับ...ได้แล้วละ” กดน้ำเสียงลงต่ำ
“อืมงั้นก็ดี” น้ำเสียงเรียบๆแล้วก็ก้มหน้ามองพื้นเช่นเดิม
อัศวินและอัครินนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงเฝ้ารอให้หมอที่นำการรักษาออกมา จนสักพักป้ายไฟที่เปิดขึ้นหน้าห้องฉุกเฉินก็ปิดลง พร้อมกับมีร่างของคุณหมอเดินอออกมาจากภายในห้อง
“พี่วินหมอออกมาแล้ว” อัครินเอ่ยบอกพี่ชายที่นั่งก้มหน้ามาตลอดหลังจากที่สนทนากันเสร็จสิ้น
“หมอ ภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้างครับ” ลุกขึ้นเดินเข้าไปถามถึงอาการของหญิงสาว
“คุณคือสามีของคนไข้ใช่ไหมคะ” คุณหมอสาวถามอัศวินที่มายืนเบื้องหน้าของตน
“ใช่ครับ”
“หมอขอเชิญคุณมาทางนี้หน่อยค่ะ”
อัศวินเดินตามคุณหมอไปที่ห้องที่อยู่ไปไกลจากห้องฉุกเฉินมากเท่าไร
“คุณหมอมีอะไรกับผมหรือครับ” เมื่อเข้ามานั่งก็เปิดปากถาม
“คุณทราบไหมคะว่าคนไข้มีอาการแพ้กุ้งขั้นรุนแรง” หมอสาวเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้าที่เป็นสามีของคนไข้เธอ
“ผมไม่ทราบครับว่าภรรยาผมมีอาการแพ้กุ้ง” เขาเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“งั้นหมอก็ขอให้คุณดูแลเธอหน่อยนะคะ เพราะเธออยู่ในลำดับที่แพ้อย่างรุนแรง หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกหมอเกรงว่ามันจะเป็นอันตรายต่อตัวของคนไข้เอง พยายามหลีกเลี่ยงเข้าไว้จะดีที่สุดนะคะ” เธอบอกถึงอาการของภรรยาของชายหนุ่มและสั่งให้พวกเขานั้นพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกุ้งเป็นส่วนประกอบเข้าไว้ให้มากๆ
“และอีกอย่าง...คนไข้มีสภาพร่างกายที่อ่อนแอมาก มันเลยพลอยส่งผลกระทบไปที่ส่วนนั้นด้วย ยังไงคุณก็ดูแลเธอดีๆนะคะ” สภาพร่างกายที่อ่อนแอของเขมมิกาทำให้หมอสาวต้องหนักใจนิดหน่อยเพราะเหตุที่อาการของเธอมันรุนแรงขนาดนี้เพราะว่าในร่างกายที่มีภูมิต้านทานต่ำของหญิงสาวในช่วงนี้
“แล้วภรรยาผมจะกลับบ้านได้เมื่อไรครับ” อัศวินพยักหน้ารับก่อนจะถามถึงวันที่หญิงสาวจะได้ออกจากโรงพยาบาล เขาเพิ่งจะส่งตัวหญิงสาวเข้ามาภายในโรงพยาบาลไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ถามถึงเวลาที่เธอคนนั้นต้องกลับบ้านเสียแล้ว
“หมอคิดว่าจะให้คนไข้พักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณสองถึงสามวันก่อนนะคะถ้าอาการดีขึ้นแล้วก็สามารถกลับบ้านได้ และเดี๋ยวหมอจะจัดยาให้ค่ะ”
“ครับ ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นยกมือไหว้แล้วกล่าวขอบคุณ อัศวินเดินตรงไปที่ห้องพักของหญิงสาวที่หมอได้บอกแล้วว่าได้เคลื่อนย้ายไปไว้ที่ไหน ส่วนอัครินที่เห็นพี่ชายเดินมาแบบนิ่งๆก็เข้าไปถามอาการของพี่สะใภ้แต่อัศวินกลับไม่ตอบจนเจ้าตัวต้องขอตัวกลับไปก่อน
อัศวินยื่นมือไปบิดประตูห้องพักฟื้นให้เปิดเดินตรงเข้าไปที่คนไร้สติ มือหนาปัดปอยผมที่หล่นลงมาปิดหน้าของหญิงสาวออก ถึงแม้เขาจะเกลียดเธอมากแค่ไหนแต่ครั้งนี้เขาทำให้เธอเกือบตายก็คงต้องดูแลกันเสียหน่อย อีกอย่างมันยังไม่สาสมกับสิ่งที่เธอทำเลย
ตลอดระยะเวลาที่เขมมิกาพักฟื้นอยู่ เธอเห็นเพียงแต่ป้าสายสมรที่มาดูแล เธอไม่เห็นว่าเขาจะมาเลย แต่พอเธอถามว่าเขามาบ้างไหมป้าสายสมรก็บอกว่าเขาเข้ามาในช่วงที่เธอหลับพอมาได้สักพักแล้วก็กลับ จนวันสุดท้ายวันครบกำหนดวันที่เธอต้องออกจากโรงพยาบาล เธอก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาแบบเต็มๆตาตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เลย
“ป้าสมรคะ” เขมมิกากล้าๆกลัวๆ เธอสมควรที่จะถามถึงเขาหรือ
“คะ คุณเขมมีอะไรให้ป้าช่วยคะ”
“คุณอัศวินเขาไม่มาหรือคะ”
“ค่ะ...เธอไม่ได้มา”
“อ่อค่ะ” เธอผิดหวังคิดแล้วก็ไม่น่าถามหา อีกอย่างผู้ชายคนนั้นจะมาให้เสียเวลางานทำไมกัน เพราะไม่ว่าเธอจะเป็นตายร้ายดียังไงเขาก็คงไม่มีวันสนใจฆาตกรอย่างเธออยู่แล้ว เลิกฝันหาความเห้นใจจากผู้ชายคนนั้นเถอะ
“แต่คุณหนูบอกว่าจะรออยู่ที่บ้านแทนนะคะ” ป้าสายสมรพูดจริงอัศวนบอกว่าจะรออยู่ที่บ้านขอเพียงแค่มาส่งเธอไว้แล้วกลับที่เหลือเขาจะจัดการเอง
“ค่ะ”
รถยนต์เคลื่อนเข้ามาภายในบ้านพอจอดสนิทก็มีร่างของหญิงสาวในชุดเดรสกระโปรงสั้นเหนือเข่าสีขาวก้าวลงมาจากรถ
“ส่งเขมแค่นี้ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวหันไปบอกกับคนที่ก้าวลงจากรถตามลงมา
“เอาอย่างนี้เหรอคะ”
“อย่างนี้แหละค่ะ ป้าดูแลเขมมาเยอะแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ” เธออยากให้ป้าสายสมรได้พักผ่อนบ้างเพราะตลอดเวลาที่เธออยู่ที่โรงพยาบาลก็เห็นแต่ป้าสายสมรเท่านั้นที่มาดูแล
“แต่...”
“ไม่มีแต่ค่ะ กลับไปพักผ่อนเถอะนะคะ เขมขอร้อง”
“จะดีหรือคะ”
“ดีสิค่ะ”
“ก็ได้ค่ะ งั้นป้ากลับก่อน คุณเขมอย่าลืมทานยาทานข้าวด้วยนะคะ” ป้าสายสมรพูดไปด้วยเดินขึ้นรถไปด้วย นางกล่าวเตือนหญิงสาวคราวลูกด้วยความห่วงใย
“ค่า” ยืนส่งยิ้มให้กับผู้อาวุโส โบกไม้โบกมือให้ไป เขมมิกายืนรอให้รถยนต์ที่ตนนั่งมาเคลื่อนออกไปจนพ้นสายตาก็หันหลังเดินเข้าด้านใน
เรียวเท้าบางค่อยๆก้าวเข้าด้านในบ้านหญิงสาวเดินไปตลอดเส้นทางจะขึ้นไปด้านบนเพื่อไปพักผ่อนแต่เป็นต้องเปลี่ยนความคิดเพราะเหมือนว่าจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ดังและเหมือนมีเงาคนอยู่มาจากทางห้องรับแขก จึงเปลี่ยนใจแล้วเดินไปหาต้นเสียงนั้นและภาพเงานั้นแทน
พอเดินเข้ามาสิ่งแรกที่เธอเห็นอยู่ภายในห้องนั้นคือกำลังมีคนอยู่สองคนชายหญิงที่กำลังทำลูบไล้กอดจูบกันอยู่ หัวใจเหมือนแตกสลายเมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆเพราะภาพที่เห็นมันคืออัศวินกับวาริสาทั้งสองกำลังนัวเนียกันอยู่ที่โซฟาหรูราคาสุดแพง
‘ตุ้บ’
เสียงกระเป๋าเสื้อผ้าที่ถือมาด้วยหล่นลงที่พื้นอย่างดังจนทำให้คนที่กำลังเคลิ้มอยู่หันกันมาเป็นตาเดียว
“จะเข้ามาแล้วทำไมไม่หัดเคาะประตู” อัศวินเหลียวหลังไปที่คนที่เพิ่งเดินเข้ามา เขารู้อยู่แล้วว่ายังไงหญิงสาวก็ต้องเดินมาที่ห้องนี้เพราะเจ้าตัวนั้นเป็นคนชั่งสังเกตเสียประไร
“เขมขอโทษค่ะ” เขมมิกาเป็นต้องเอามือบางป้องปากเธอไม่อยากจะเชื่อ ทำไมเขาทำเช่นนี้
“แล้วเธอหายดีแล้วเหรอ ถึงกลับมาได้”
“ค่ะ...”
“ว้าย! คุณเขมมาตั้งแต่เมื่อไรค่ะ” ตอนแรกก็ตกใจที่แม่นางนั้นดันเข้ามาไม่ให้ซุ้มให้เสียง แต่ก็แอบซะใจที่มาเห็นภาพที่ตนกำลังเล่นสนุกกับสามีของตัวเองอยู่ ทั้งๆที่ตามจริงแล้วอัศวินเพิ่งจะยอมให้เธอเข้าใกล้เมื่อครู่นี้เอง
“มาเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ” เธอพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาตอกย้ำความอ่อนแอ
“แล้วคุณวานิสามาที่นี่ มีธุระอะไรหรือคะ” เขมมิกากักเก็บน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาจนสำเร็จก็ถามหญิงสาวอีกคนไป
“สามีธุระกับพี่วินน่ะสิค่ะ” ฉันก็มาหาสามีเธอไงล่ะ เรื่องแค่นี้ไม่น่าให้คิดนานนะ แม้จะหลุดพ้นจากพี่วิไปแล้วแต่ดันมาเจอก้างชิ้นใหญ่อีกชิ้นนี่มันน่าโมโหนัก
“สามีธุระกับฉัน”
“ค่ะ” ตอบเขาไปแค่นั้นจะพูดอะไรต่อก็คงไม่มีประโยชน์ บางทีเสียงพูดเธออาจจะทำให้เขารำคาญก็ได้และอาจจะไปขัดความสุขของทั้งสองด้วยซ้ำไป
“เขมขอตัวนะคะ เชิญพวกคุณสนุกกันตามสบาย เขมคงไม่อยู่รบกวนหรอกค่ะ” หญิงสาวก้มหยิบกระเป๋าที่ตกพื้นขึ้นมาถือไว้แล้วเดินออกไปจากห้องนั้น พอพ้นรัศมีความอดสู้ก็เผยน้ำตาที่กลั้นไว้นานออกมา แล้วตรงไปข้างบนปิดประตูห้องเสียเรียบร้อยปล่อยทิ้งกายที่พึ่งหายจากอาการป่วยลงเตียงอย่างเหนื่อยแรง กลับมาคิดว่าเขาจะดูแลเธอเหมือนที่เคยหวัง แต่ทุกอย่างที่คิดมันกลับกลับกันหมดเลย นี่เธอกำลังฝันแบบลมๆแล้งๆอยู่เหรอ...
ด้านของคนที่อยู่ในอีกห้องพอหญิงสาวพ้นไปก็ผลักหญิงสาวร่างอรชรอีกคนออกห่างจากกาย ถ้าเขาไม่ได้ยินเสียงรถที่เข้ามาจอดในบ้านเขาก็คงไม่ทำแบบนี้และมันก็เป็นจังหวะที่วานิสาเข้ามาหาตนเองพอดี หญิงสาวคนนั้นเป็นฝ่ายที่เริ่มรุกเข้าเสียก่อนตอนแรกก็จะไม่เล่นด้วยหรอก แต่พอได้ยินเสียงรถและถ้อยคำเอ่ยหวานของเขมมิกาเท่านั้นแหละ
เขาก็เริ่มดำเนินเกมนั้นเองโดยไม่ต้องให้คนอย่างวานิสาทำมัน แต่ยังไงแล้วเขาก็จะไม่มีวันทำอะไรที่มันเกินเลยกับคนที่คิดได้แค่น้องสาวอีกคนเท่านั้น เพราะที่ทำแบบนี้ก็เพื่ออยากให้เธอรับรู้ถึงความเจ็บปวด แต่มันกลับไม่ได้ในสิ่งที่คิดเธอกลับไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด แถมยังเหมือนไม่สะทกสะท้านต่อการกระทำของเขาเลยแม้แต่นิด
“พี่ขอโทษนะสาพี่ไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่วิน” อยากจะบอกไปจริงๆเลยว่าเธอนั้นเต็มใจให้เขาเสมอ แต่ต้องคีพลุคเอาไว้
“สากลับไปก่อนเถอะนะพี่มีเรื่องต้องไปทำ” อัศวินบอกกับคนที่ตนไม่ได้เชิญเธอมาแต่เจ้าตัวบอกว่ามีธุระจะมาคุยกับเขาจึงปล่อยให้หญิงสาวมาตามที่ต้องการ
“ทำไมล่ะค่ะพี่วิน” หงุดหงิดขึ้นมาทันใดเมื่อกี้เขายังอยากให้เธอทำโน่นทำนี้ให้อยู่เลยแล้วไหน เมียมาแล้วไล่เธออย่างนี้ละ
“พี่มีธุระน่ะ กลับไปก่อน” พูดเสร็จก็เดินออกจากห้องไป ทำให้คนที่ไม่พอใจต้องกระฟัดกระเฟียดออกไปนอกบ้าน ไม่บอกก็รู้ว่าหน้าเธอนั้นงอและหักซะยิ่งกว่าปลาทูแม่กลองเสียอีก
“ต้องเป็นนังเมียนั่นแน่ๆ ฉันฝากไว้ก่อนเถอะ!” พูดจบก็สตาร์ทเครื่องแล้วพุ่งทะยานออกไปในเส้นทาง เธออุตส่าห์หมายตาชายหนุ่มไว้ตั้งแต่แรกเห็น เธอเห็นชายหนุ่มก่อนพี่สาวตนเสียอีก จนวันหนึ่งพี่สาวนำพาคนรักมาแนะนำให้กับครอบครัวได้รู้จัก ตอนนั้นเธอถึงกับเกือบเก็บอาการไม่อยู่เพราะชายคนนั้นคือหนุ่มหล่อหน้าตาดี ดีกรีว่าที่ประธานบริษัทอัครกูลบริษัทที่รับเข้าและส่งออกรถยนต์รายใหญ่ระดับประเทศหรืออัศวิน วงศ์อัครกูล ชายหนุ่มที่ตนหมายตาไว้ตั้งแต่แรก
แต่ก็เป็นต้องผิดหวังเพราะชายหนุ่มคือชายคนรักของพี่สาวตนเอง แต่จะมีหรือคนอย่างวานิสาจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ เธอพยายามตีสนิทกับเขาให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ชายหนุ่มมาเป็นของตน พออยู่มาวันหนึ่งอยู่ดีๆพี่สาวตนก็เสียชีวิตไปเพราะหญิงสาวที่มันเมาไร้สติในคืนนั้น เธอจึงถือว่าบางทีมันคือโอกาสทอง แต่ยังไม่ทันที่จะไปทำสิ่งใดก็โดนผู้หญิงคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฆาตกรมางาบไปเสียก่อนแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้เช่นเดิม หล่อรวยขนาดนี้มีหรือที่จะบ่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ
เท้าหนาสาวขึ้นมาด้านบนอย่างฉับไว เขาไม่ชอบที่เธอทำกิริยาเช่นนี้ใส่มันเหมือนกับว่าหญิงสาวไม่รู้สึกรู้สาเกินไป...ดวงใจอัศวินรู้สึกกระตุกแปลกๆเมื่อเขาเห็นท่าทางนิ่งเฉยแบบนั้นของเขมมิกา แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ต้องยกมือขึ้นมาทุบที่อกของตน ตัดสิ้นความแปลกของหัวใจแล้วสาวเท้าตรงไปที่ห้องของเขมมิกาต่อ
“เธอกล้าพูดกับฉันแบบนั้นได้ไง” เปิดประตูเข้ามาก็ตวาดหญิงสาวที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนที่นอน หลังจากที่เธอปล่อยน้ำตาออกไปหมดแล้ว
“เขมพูดอะไรคะ ก็แค่เห็นว่าคุณวินกำลังสนุกกับน้องของคนรักตัวเองอยู่แล้วก็แค่บอกให้สนุกต่อไปก็เท่านั้น” ในเมื่อเธอก็พูดในสิ่งที่เห็นก็เขากำลังสนุกก็ควรที่จะปล่อยให้สนุกต่อไป มันผิดตรงไหน
“เขมมิกา!” อัศวินเดินเข้ามาที่ปลายเตียงแล้วกระชากข้อมือของหญิงสาวให้ลุกขึ้นมาเผชิญหน้า
“ว้าย!...คุณวิน ปล่อยนะ”
“ทำไมฉันต้องปล่อย พอหายแล้วปากดีขึ้นนะ” ทำไมเขาต้องปล่อยล่ะในเมื่อเขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรกับเมียตัวเองก็ได้
“......” เขาเพิ่มแรงบีบข้อมือเธอแรงมากขึ้นแต่ก็จะไม่พูดมันออกไป
“ทำไมล่ะ เงียบทำไม! เก่งนักไม่ใช่เหรอ”
“เขมไม่ได้บอกค่ะว่าตัวเองเก่ง คุณวินพูดเองเออเองรึเปล่า” เธอโต้ตอบทันที และพยายามบิดข้อมือออกจากพันธนาการของเนื้อมือใหญ่ของเขา
“มันจะมากไปแล้ว” ชายหนุ่มดึงกระชากร่างเข้ามาอีก แล้วผลักร่างบางล้มลงไปที่ที่นอนบนเตียง นับวันยิ่งปีกกล้าขาแข็งปกติเขาทำแค่นี้น้ำตาก็แทบไหลออกมาเป็นแม่น้ำได้ทั้งสายแล้ว แต่ครั้งนี้มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น
“มันไม่มากไปหรอกค่ะ เขมพูดจริงทุกอย่าง” เธอพูดจริงเธอไม่ได้บอกว่าตนนั้นเก่งเลย...ไม่เลยสักนิด
“อย่างนั้นเหรอเขมมิกา...” อัศวินจับร่างบางกดไว้ใต้ร่าง โน้มหน้าเข้าไปแล้วกระซิบที่ใบหูของหญิงสาว
“......”
“ฉันว่าเธอคงขาดการเอาใจใส่น้อยไปหน่อยนะ” กระซิบเบาๆเข้าที่ใบหูน้ำเสียงของเขาเปล่งพร่า
“คุณวิน คุณจะทำอะไร”
“ฉันเห็นว่าเธอคงขาดการเอาใจใส่ไปหน่อย ฉันเลยจะช่วย เอา ใจใส่ให้เธอไง ไม่ชอบเหรอ”
“ไม่นะ อย่า...” เธอร้องห้ามเขาแล้วแต่ดูเหมือนมันจะไม่ทัน
อัศวินโน้มตัวลงมาประกบเรียวปากของหญิงสาวที่นอนนิ่งน้ำตาซึมอยู่ใต้ร่าง เขาเริ่มซุกไซ้ตามซอกคอฝากความเป็นเจ้าของไว้หลายจุด ขบเม้มและฝากฝังร่องรอยไปทั่ว สากแก้มหนาสัมผัสถึงน้ำที่มันกำลังไหลออกมาจากดวงตาของหญิงสาวได้ จนดวงใจที่แข็งเมื่อครู่เริ่มอ่อนลง แล้วผละออกจากตัวเธอเปลี่ยนเป็นมามองหน้าแทน สิ่งที่สายตาเขาเห็นคือหญิงสาวที่ปากดีเมื่อครู่มันหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงแค่เขมมิกาหญิงสาวที่แสนจะเจ้าน้ำตาคนเดิมไว้แทน นี่แหละ...
...คือสิ่งที่เขาต้องการ
“สุดท้ายน้ำตามันก็คือสิ่งสุดท้ายที่เธอจะทำมันสินะ” เก่งปากดีมาได้ตั้งนานแต่สุดท้ายน้ำตาของสาวเจ้าก็ไหลออกมาเป็นคำตอบสุดท้ายเหมือนเดิม มารยาซะจริง!
“.... มันก็สาแก่ใจคุณไม่ใช่หรือคะ ที่ได้เห็นน้ำตาของฉัน ที่มันเกิดมาจากคุณ”
เขมมิกาเงยหน้าขึ้นมองมายังต้นเสียงใช้สายตาในการมองอย่างเจ็บร้าว ใช่! เธอมันทำได้ก็แค่ปล่อยน้ำตาที่เจ็บปวดออกมาให้เขาเห็น มันก็คงจะดีสำหรับเขาแล้วนิ มันคงจะซะใจเขามากเสียด้วย
“หยุดทำไมล่ะคะ ทำไมไม่ทำต่อละ คุณคงจะยังไม่พอใจกับรสรักจากคุณวานิสาสินะ” หญิงสาวพยายามกั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ออกมาให้เขาได้ยิน คำประชดประชันที่เพิ่งพูดออกมาให้อัศวินได้ยินเพื่อหวังว่าเขาจะปล่อยเธอให้รอดพ้น แต่อีกใจก็คิดว่าเขาคงจะยังไม่พอใจกับวานิสาจากด้านล่างสินะถึงเอาเธอมาบำบัดความใคร่ต่อแบบนี้ น่าสมเพชสิ้นดี!
“เขมมิกา” ราวกับอัศวินโดนหญิงสาวตบหน้าแรงๆ เธอกล้าท้าทายเขาได้อย่างไร แล้วเธอพูดออกมาได้ยังไง! คราแรกที่จะทำเพียงแค่ให้เธอได้เสียน้ำตาเท่านั้น แต่ถ้าบอกมาอย่างนี้แล้วมีหรือที่คนอย่างอัศวิน วงศ์อัครกูล จะไม่ตอบสนอง!
“ฮึก... ต่อสิคะ คุณจะรอช้าทำไม หรือคุณคิดว่าฉันเป็นคนที่คุณรังเกียจเลยไม่อยากที่จะใช้บำบัดความใคร่” คำประชดประชันคือสิ่งเดียวที่เธอทำได้ในเมื่อเขาเห็นความเจ็บปวดของเธอเป็นเพียงแค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง จะทำอย่างไรมันก็คงไม่มีค่าขึ้นมาเทียบกับเพชรเม็ดงามอย่างวิชุดาหรือใครๆ
“นับวันยิ่งปากดีมากขึ้นนะเขมมิกา แต่จำไว้...ถึงฉันจะเกลียดเธอเข้าไส้แม้แต่หน้าก็ยังไม่อยากมองแต่ยังไงเธอก็คือเมียฉันเพราะฉะนั้นหน้าที่บนเตียงมันคืออีกหนึ่งอย่างที่เธอต้องทำแต่เธอก็จะเป็นได้แค่นางบำเรอในค่ำคืนเท่านั้น อย่าใฝ่สูงหรือหวังจะเอาความรักของฉันที่มีให้วิไปไว้ที่เธอ เพราะมันไม่มีวัน!”
สิ้นคำถากถางชายหนุ่มก็ระดมซุกไซ้ไปตามซอกคอของหญิงสาวอย่างรุนแรง ในเมื่อเธอท้าทายเขา เขาเองก็จะทำให้หญิงสาวไม่มีวันลืม จะทำให้เธอนั้นเจ็บปวดมากกว่าเขาที่ต้องเสียคนรักไปเพราะยัยผู้หญิงขี้เมาในค่ำคืนนั้น
อัศวินบดขยี้ริมฝีปากของหญิงสาวด้วยปากของตนเองด้วยความรุนแรงสอดใส่ลิ้นหนาเข้าไปในโพรงปากสาวแล้วควานหาน้ำหวานอย่างดุเดือด จนร่างบางรู้สึกว่าตนได้ลิ้มรสของเลือดที่มันซิบอยู่ที่ปาก เขาดึงทึ้งกระชากชุดกระโปรงสีขาวออกจากร่างของเขมมิกาโดยไม่คิดว่ามันจะเสียดสีกับเนื้อหนังมังสาของหญิงสาวบ้างไหม...
เพียงแค่พริบตาทุกอย่างมันถูกเผยให้เห็นแก่สายตาของอัศวิน เห็นทีว่าจะยังมีบางสิ่งที่ขัดใจเขาอยู่ซึ่งสิ่งนั้นมันก็คือเสื้อชั้นใจตัวสวยและ...สิ่งที่ปกปิดอยู่ด้านล่าง ดังนั้นแล้วอัศวินจึงไม่รอช้า เขารีบกระชากให้มันพ้นออกไปไกลๆตา
น้ำตาใสของคนช้ำกายเป็นอันต้องไหลออกมาเป็นทางเพราะความอดสู้ ยังไงแล้วเธอก็คือแค่นางบำเรอที่คอยบำบัดความใคร่ให้เขาแค่คนหนึ่งเท่านั้น...แม้แต่หัวใจของเขาเอง เขายังไม่อยากที่จะเปิดรับให้เธอเข้าไปอยู่แม้แต่ห้องเดียวเลย...
“ฮึก อะ...โอ้ย” ครั้งนี้มันรุนแรงจนเกินไปสำหรับเธอ อัศวินกระทำโดยไร้ความปราณีไม่มีแม้แต่ความสงสารให้เกิดขึ้นในใจชายหนุ่ม แม้เพียงน้ำตาใสมันก็ไหลออกมาไม่รู้ตัวของเธอก็ไม่อาจจะห้ามสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นได้เลย...
“ไม่เอาสิ อย่าปล่อยน้ำตาของเธอออกมาเรียกร้องความสนใจหรือให้เปื้อนเป็นคราบบนหมอนฉัน” อัศวินละทิ้งจากของหวานตรงหน้าก่อนจะหยุดนิ่งและเงยหน้าขึ้นมาพูดกับคนใต้ร่างที่ปล่อยความเจ็บออกมาให้ได้ยิน มันชั่งน่ารำคาญหูและหัวใจเขานัก!
“ฮึก...ฉันไม่ได้อยากที่จะเรียกร้องความสนใจจากคนอย่างคุณ” เขมมิกากั้นเสียงพูดให้ดูเหมือนว่าตนนั้นไม่เคยคิดแม้แต่ครั้งเดียวที่จะเรียกร้องความสนใจจากเขา ทั้งสรรพนามที่เคยใช้ก็แปรเปลี่ยนไป
“ฮึ! งั้นก็ดี” อัศวินรู้สึกหงุดหงิดที่เขมมิกาเปลี่ยนการเรียกขานชื่อตัวเองเป็น ‘ฉัน’ ทำไมเพียงแค่เปลี่ยนการแทนตัวเองเพียงเท่านี้มันถึงได้กระตุกต่อมคามรู้สึกเขาได้มากขนาดนี้กัน...แต่กระนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ สิ่งที่ควรกระทำคือทำให้ผู้หญิงคนนี้ร้าวระทมสิ...มันถึงจะถูก
สิ้นคำพูดและความรู้สึกที่ฟุ้งซ่านก็จัดการถอดพันธะอันสุดท้ายออกคือเสื้อผ้าที่อยู่บนตัวของตนเอง ทุกอย่างมันถูกสลัดออกไปอย่างเร็วด้วยความไวแสง เมื่อพันธะสิ่งสุดท้ายหลุดแล้วก็ดำเนินการต่อ...โดยไม่นึกถึงหญิงสาว
“อะ...ฉันเจ็บ” เธอเจ็บทุกการกระทำที่เขาส่งมาทุกอย่าง เมื่อไหร่กันจะอ่อนโยนกับเธอบ้าง...มันจะมีวันนั้นบ้างหรือเปล่า...
“ในเมื่อเธอเจ็บก็ต้องทนเพราะเธอเรียกร้องมันเอง อ่าส์!” เสียงอัศวินแสบซ่านขาดหายเป็นช่วงๆเพราะแรงรัดที่แน่นตึง
“อะ...อือ คุณวิน” ร่างบางเคลื่อนไหวขึ้นลงไปตามแรงกระแทกกระทั้นของเขา มันเสียวซ่านจนเกินบรรยายจนต้องเผลอไผลปล่อยเสียงครางออกมา
“ร้องออกมาสิ ฉันชอบความทรมานของเธอ”
“ฮึก...” น้ำตาเป็นต้องไหลออกมาจากดวงตาอีกรอบ แม้แต่เสียงของเธอเขาก็ยังจะกระหน่ำซ้ำทำให้มันทรมาน
อัศวินไม่ยอมฟังเสียงร้องขอของเธอ เขายังดำเนินหน้าลงทัณฑ์หญิงสาวต่ออย่างไม่มีหยุด กายหนาเคลื่อนขึ้นลงตลอดเวลา มือก็ไม่ยอมปล่อยให้ว่างงานจัดการบีบเค้นเข้าที่ทรวงอกของเขมมิกาจนเนื้อเต้านั้นมันแดงช่ำ ปากหนาขบเม้มตามตัวของหญิงสาวไล่ไปตั้งแต่สีข้างยาวไปจนถึงจุดใจกลางกายหญิง แล้วเลื่อนมันขึ้นมาที่ด้านบนครอบครองยอดปทุมเม็ดงามทั้งสองข้างไว้ในอุ้งปาก
“อ้า เธอนี้รสชาติก็ไม่ใช่ย่อยนะ” เสียงครางออกมาจากกลีบปากหนา ก่อนจะจับขาทั้งสองของเขมมิกาแยกออกให้เปิดกว้าง
“ไม่ค่ะ...คุณวิน” ห้ามเขาไม่ทันเสียแล้วชายหนุ่มนำสิ่งเป็นชายดึงออกแล้วพุ่งพรวดเข้าไปทีเดียวจนหมด และเขาก็ยังคงไม่สนใจความเจ็บปวดของเธออีกเช่นเคย...
“อ๊ะ จะ...เจ็บ” แม้ว่ามันจะไม่ใช่ครั้งแรกแต่มันก็ยังเจ็บเหมือนเดิม การที่เขานำมันเข้าไปทีเดียวเสียหมดแบบนั้นมันทำให้เธอเจ็บปวดจนน้ำตาเล็ด
“อู้ว! มันแน่นมากเลยเขมมิกา” เขาเคลื่อนตัวขึ้นลงตลอดเวลาไม่หยุด ชายหนุ่มยังคงสนุกกับบทลงทัณฑ์จากเธอไม่หาย เสียจนคนใต้ร่างเริ่มที่จะไปถึงจุดสวรรค์ก่อนเขาแล้ว
“อะ...อ่า!” เขมมิกาเผลอปล่อยเสียงสุดท้ายที่บอกว่าตนนั้นเหยียบที่ปลายขอบฟ้าแล้วออกมาอย่างสุดเผลอตัวทุกอย่างมันห้ามไม่ได้จริงๆถึงแม้มันจะสุขใจในตอนจบแต่ยังไงเธอก็ยังเจ็บปวดอยู่วันยังค่ำ มันชั่งแสนน่าอับอาย...
หญิงสาวเมื่อปลดปล่อความปรารถนาขอตัวเองสิ้นสุดเธอก็รีบหันหน้าหนีเบี่ยงไปทางอื่นดวงตาพร่ามัวเพราะน้ำตาที่มันไหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน คนที่อยู่ตรงหน้านี้เขามันไม่ใช่คน เขามันร้ายซะยิ่งกว่าปีศาจอสูรกายเสียอีก
อัศวินยังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆถึงแม้มันจะใกล้ถึงจุดสูงสุดแต่เจ้าตัวก็ทำให้คนร่างบางทรมานใจเล่น ปากหนายังครอบครองเม็ดปทุมหวานหยดไม่ยอมปล่อยผลัดเปลี่ยนครอบครองไปมาที่ละข้างพันธนาการด้านล่างก็ยังคงเชื่อมติดกันอยู่ จนคนที่ได้แต่นอนนิ่งปล่อยให้เขากระทำร่างกายต้องเสียวซ่านและเผลอปล่อยเสียงร้องออกมาจนดวงหน้าแดงปรั่ง
“อะ...อ่าส์!” เสียงชายหนุ่มครางขึ้นเมื่อเขาเหยียบที่ปลายสุดฟ้าแล้ว แต่การเชื่อมต่อติดกันมันก็ยังไม่ถูกถอดถอด ใบหน้าหนาซบลงที่ระหว่างกลางอกของหญิงสาวอย่างเหนื่อยหอบ บทลงทัณฑ์ครั้งนี้เขาใช้เวลานานเกือบชั่วโมงกว่า
เขมมิกามีหยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตารอบแล้วรอบเล่าแม้ยามนี้มันจะเสร็จสิ้นบทลงทัณฑ์แล้ว แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็อดสู หยุดไหลออกมาไม่ได้
“อะ...ออกไป” มือเรียวพยายามผลักร่างหนาที่กำลังหอบหืดอยู่บนตัวเธอให้ออกไป และพลางบอกเป็นเชิงนัยๆด้วยว่าเอาไอที่มันติดพันอยู่ด้านล่างออกไปด้วย
“เธอไม่มีสิทธิ์มาไล่ฉัน” เงยหน้าขึ้นมาโต้ตอบสาวร่างอรชรที่นอนหายใจถี่ไม่ต่างจากเขา เธอกล้าดียังไงมาไล่ผัวตัวเองแบบนี้!
“ถ้าคุณบำบัดความใคร่จากฉันเสร็จแล้วก็เชิญออกไป” ใช่! ถ้าเขาบำบัดความใคร่จากเธอเสร็จแล้วก็ควรที่จะลุกออกไป เพราะสิ่งนี้มันชั่งตอกย้ำความไร้ค่าของตนนัก
“พอดีว่าฉันยังไม่เสร็จไง”โน้มหน้าลงไปกระซิบที่ใบหูของสาวเจ้า ก่อนบทสวาทจะเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง
“อะ มะ...ไม่” เสียงสาวเจ้าสั่นด้วยแรงกระแทกกระทั้นของเขาอีกรอบ ชายหนุ่มเดินหน้าต่อโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของหญิงสาว
อัศวินกระทำการครั้งนี้เขาถนอมสาวเจ้ามากกว่าครั้งแรกเพราะบางทีก็กลัวว่าหญิงสาวจะหมดแรงเป็นลมล้มฟุกไปเสียก่อนจนตนอาจจะสนุกอยู่เพียงแค่คนเดียว แต่กระนั้นเขาก็ยังคงความป่าเถื่อนที่มีต่อหญิงสาวไม่หาย เมื่อเสร็จการในครั้งที่สองแล้วเขาก็ต่อในครั้งที่สามโดยไม่ยอมให้เขมมิกาได้คัดค้านสิ่งใดทั้งสิ้น...
ปานธิดาเข้ามาทำงานที่บริษัทอัครกูลได้เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่ายพนักงานทุกคนที่อยู่ภายในบริษัทก็คอยต้อนรับกันอย่างเป็นมิตร จะมีก็เพียงแค่หญิงสาวที่ประจำอยู่แผนกบัญชีคนหนึ่งที่ดูเหมือนท่าเจ้าตัวจะไม่อยากร่วมมิตรสายสัมพันธ์กับเธอ
“น้องดา” เสียงดังตะโกนมาตั้งแต่ไกล หากเธอคนนี้อยู่ที่หน้าปากซอยแล้วจะตะโกนมาให้คนที่อยู่ท้ายซอยได้ยินก็ยังได้ หญิงสาวมาดมั่นแต่งตัวสวยเนียบเฉียบทุกสถานการณ์ ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด! เกือบห้านิ้วเดินเข้าไปหาพนักงานใหม่ที่นั่งใจจดใจจออยู่กับกองเอกสารตรงหน้าถึงแม้สาวเจ้าจะเข้ามาทำงานได้ไม่นานแต่ตนก็รู้สึกเอ็นดูเหมือนพี่เหมือนน้อง
“มีอะไรค่ะพี่ปุ้ม” เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าโต๊ะทำงานของตนเอง ปานธิดานับถือพี่ปุ้มหรือกมลวรรณ พนักงานที่ทำงานประจำอยู่แผนกการขายเป็นทั้งพี่และเพื่อนของเธอที่ดีที่สุดในที่ทำงานใหม่แห่งนี้ เพียงแค่ไม่ถึงสัปดาห์ความสนิทสนมที่มีให้กันมันก็เพิ่มพูนเหมือนพี่เหมือนน้องที่รู้จักกันมานาน
“นี่ก็พักเที่ยงแล้ว พี่ว่าเราไปทานข้าวเที่ยงกันเถอะ พี่หิวแล้ว” เสียงท้องร้องโครมครามประท้วงว่าอยากกินข้าว อยากกินข้าว เสียแล้ว
“ดาขอเวลาอีกแปบเดียวนะคะพี่ปุ้ม แฟ้มเอกสารเหลืออยู่อีกสองแฟ้มดาขอตรวจดูก่อน ก่อนที่จะเอาไปให้คุณรินเซ็นน่ะค่ะ แต่ถ้าพี่ปุ้มหิวก็ไปทานก่อนก็ได้ค่ะ” กองเอกสารแฟ้มงานเหลืออยู่อีกเพียงแค่สองแฟ้มเธออยากจะตรวจเช็คก่อนที่จะนำไปให้อัครินเซ็นให้เสร็จๆไป
“งั้นพี่รอก็ได้จ๊ะ” หญิงสาวรุ่นพี่ตัดสินใจจะรอพนักงานสาวรุ่นน้องเพียงแค่เข้ามาทำงานได้ไม่นานเธอก็ขยันขันแข็งขนาดนี้ นี่สิคนสู้งานตัวจริง
“ดาเกรงใจค่ะ ถ้าพี่ปุ้มหิวก็ไปทานก่อนก็ได้นะคะ” เธอเกรงใจรุ่นพี่พนักงานมาก เวลาแบบนี้จะมาให้ผู้ที่มีอายุมากกว่ามานั่งรอคนที่ทำงานยังไม่เสร็จได้อย่างไรกัน
“ไม่เป็นไรจ๊ะ อีกแค่สองแฟ้มไม่ใช่เองเหรอ แปบดียวเองพี่รอได้”
“งั้นพี่ปุ้มรอแปบนะคะ” ส่งยิ้มให้กับคนที่อาสายืนรอเธอไปทานข้าว จนมือไม้สายตานั้นเป็นระวิงอ่านเอกสารให้มันเสร็จ เพราะเธอเกรงใจหญิงสาวตรงหน้าเสียจริง
จนเวลาผ่านไปสักยี่สิบนาทีแฟ้มเอกสารตรงหน้าของหญิงสาวเล่มสุดท้ายก็ถูกปิดลง สาวเจ้าเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้จัดโต๊ะให้อยู่ในระเบียบก่อนจะเอ่ยบอกหญิงสาวที่นั่งเขี่ยโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างกัน
“เสร็จแล้วค่ะพี่ปุ้ม”
คนที่ได้ยินเสียงหวานเอ่ยแจ๋วเด้งตัวขึ้นรีบเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าทุกอย่างเตรียมพร้อม เหมือนจะไปออกสนามรบแต่ทว่ามันกลับไม่ใช่สนามรบที่มีปืนยิงกันแต่มันคือสนามรบที่มีแต่อาหารวางอยู่ตรงหน้านี่สิ
“โอ้! พี่ปุ้มคะ มันเยอะไปรึเปล่า จะทานกันหมดหรือคะเนี่ย” ตาหญิงสาวเป็นต้องโตกว้างขึ้น เมื่ออาหารตรงหน้ามันเยอะหนักมาก มากันก็เพียงแค่สองคนแล้วดูหญิงสาวผู้นั้นสิสั่งอาหารมากะจะล้างผลาญร้านเขาไม่ให้ได้ขายต่อเลยหรือไร
“พี่หิวน่ะ เลยสั่งเพลินไปหน่อย” ส่งยิ่มแห้งๆไปให้คนที่ตนเอ็นดูดั่งน้องสาว ก็พอมานั่งได้สักพักเมนูอาหารตามมาเธอเลยเล่นสั่งซะการใหญ่พอเขานำมาจัดวางอีกที่มันก็เยอะเสียแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกถ้าเราทานไม่หมดสั่งเขาให้ห่อกลับบ้านให้ก็ได้” เธอเชื่อแน่ว่าตนเองและปานธิดาต้องทานมันไม่หมด จึงได้บอกหญิงสาวไปว่าหากทานไม่หมดแล้วสามารถที่จะห่อกลับบ้านได้
“ค่ะ เราทานกันเถอะค่ะเดี๋ยวจะไม่ทันเข้างานช่วงบ่าย” ยิ้มให้กับหญิงสาวด้านหน้าก่อนจะลงมือทานอาหารที่มันเยอะเกินกินกันเพียงสองคน
พอทั้งสองทานเสร็จก็เป็นไปตามคาดอาหารเหลือทิ้งเกือบทุกอย่าง จึงได้บอกกล่าวให้พนักงานของร้านนำอาหารพวกนี้ไปจัดใส่กล่องเพื่อนำกลับไปทานที่บ้าน
ร่างอรชรของสองสาวก้าวเท้าเข้ามาที่บริษัทอัครกูลในช่วงบ่ายหลังออกไปทานอาหารในช่วงพักกลางวันกันเกือบสี่สิบห้านาที ทั้งสองมือของปานธิดาเต็มไปด้วยกล่องอาหารที่กมลวรรณเผลอไผลสั่งไปเสียเยอะ เธออาสาที่จะช่วยหญิงสาวถือเพราะค่าอาหารทุกอย่างที่กมลวรรณสั่งมาเขาเป็นจ่ายเสียซะทั้งหมดจะช่วยจ่ายก็บอกว่าไม่เป็นไร
“ดาเอากลับไปทานบ้านนะ”เธอบอกให้หญิงสาวที่มีของอยู่เต็มสองมือไปทานต่อที่บ้านเพราะเธอนั้นอยู่ตัวคนเดียวคงจะทานไม่หมดอีกเป็นแน่ นึกแล้วก็เสียดายของ
“แล้วพี่ปุ้มไม่เอาไปทานที่บ้านเหรอคะ”
“ไม่ล่ะจ๊ะ เอาไปที่ก็คงทานไม่หมดเหมือนเคย”
“ค่ะ งั้นดาขอบคุณพี่ปุ้มมากๆนะคะ” กล่าวขอบคุณออกไปก่อนจะแยกกันเดินไปคนละทาง
ปานธิดาเดินเอาอาหารที่กมลวรรณให้มาวางไว้ที่ข้างๆโต๊ะทำงานของตนก่อนจะหอบแฟ้มเอกสารเข้าไปให้คนข้างในได้อ่านทบทวนอีกครั้งแล้วเซ็น
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
มือเรียวยกขึ้นเชิงขออนุญาตก่อนที่จะผลักประตูกระจกบานหนาเข้าไปด้านใน
“ขออนุญาตค่ะคุณอัคริน” เปิดประตูบานหนาเข้ามาก็กล่าวขออนุญาตผู้เป็นเจ้านายที่กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้หันหลังให้กับทางที่เธอยืนอยู่
“ดาเอาเอกสารมาให้คุณอัครินเซ็นต์ค่ะ” ไปยืนอยู่ที่ด้านหน้าโต๊ะแล้วก็บอกธุระของตนเองออกมา
อัครินเมื่อได้ยินเสียงหวานเอ่ยก็หมุนเก้าอี้หนังราคาสูงริ้วกลับมาที่ต้นเสียง ในมือหนาก็ถือโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งจะวางสายเพียงเมื่อครู่วางไว้บนโต๊ะทำงานตน
“ครับ” เขาเอ่ยตอบรับเพียงแค่ประโยคเดียว
หญิงสาวยื่นวางแฟ้มเอกสารที่หอบมาเมื่อครู่มาวางให้เขาไว้ที่ตรงหน้า อัครินเพ่งสายตากวาดมองอ่านเอกสารตรงหน้าสักพักก่อนจะตระหวัดปลายปากกาลงบนเนื้อกระดาษ เมื่ออ่านจนครบทุกเอกสารแล้วก็ปิดแล้วเลื่อนไปข้างหน้าเพื่อคืนให้กับหญิงสาวที่ยืนรออยู่
“ดาขอตัวนะคะ” มือบางเอื้อมหยิบเอกสารตรงหน้าแล้วเตรียมจะเดินออกไปที่โต๊ะทำงานของตนที่ตั้งอยู่ที่หน้าห้องเขา
“เดี๋ยวครับ คุณปานธิดา” พอเห็นหญิงสาวกำลังจะสาวเท้าออกไปนอกห้องทำงานก็รีบเรียกทันที
“มีอะไรอีกหรือเปล่าคะคุณอัคริน” หันกลับมามองยังเสียงที่เอ่ยเรียกและเดินนเข้าไปหาเผื่อเขาจะมีสิ่งใดให้เธอช่วย
“คุณเชิญนั่งก่อนสิครับ” ผายมือเชิญเธอนั่งตามมารยาทถึงแม้จะไม่อยากให้นั่งก็ตามทีเถอะ
“คุณอัครินมีอะไรกับดาคะ” พอนั่งได้ก็ถามผู้เป็นนาย
“นี่เป็นเอกสารสัญญาการทำงานที่นี่ครับ” มือหยิบยื่นเอกสารสัญญาที่เขาจัดการพิมพ์ขึ้นเองเพื่อเธอคนนี้โดยเฉพาะ ให้เธอได้ดู
“ต้องเซ็นด้วยหรือคะ?”
“ใช่ครับ เอกสารฉบับนี้เป็นหลักประกันอีกอย่างหนึ่งของทางบริษัทเราครับ”
“อ่อ...ค่ะ” ปานธิดางุนงงนิดหน่อย เพราะเธอไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่เห็นจะมีสัญญาประเภทนี้จะมีก็แค่เอกสารการสมัครธรรมดาๆเท่านั้นที่เธอเคยกรอกมันมา แต่มันก็คงจะเป็นเพื่อความเชื่อมั่นของทางบริษัทอีกกระมัง
“ผมว่าคุณคงไม่ต้องอ่านอะไรมากก็ได้นะครับเพราะยังไงแล้วคุณก็รู้ข้อเสนอทั้งหมดอยู่แล้ว”
พอเห็นเขาพูดแบบนั้นเธอก็เชื่อใจเพราะเขาเป็นบอกข้อเสนอทั้งหมดด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นหญิงสาวจึงหยิบปากกาออกมา ตวัดลายเซ็นขอตนลงในแผ่นสัญญาฉบับนี้โดยที่ไม่ได้กวาดสายตาอ่านตัวหนังสือในสัญญาเลยสักตัว
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณริน” ผลักกระดาษสัญญาตรงหน้าไปให้กับคนมาดนิ่งที่นั่งรออยู่
“ขอบคุณครับ งั้นเราก็ร่วมงานกันอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ” ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงยืนมือออกไปข้างหน้าเป็นเชิงว่าการรับพนักงานสาวแค้นคนนี้เข้ามาอยู่ในเกมแค้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
“ค่ะ” ส่งยิ้มหวานไปให้พร้อมกับยื่นมือบางของตนออกไปสัมผัสที่มือของเขาที่รออยู่
“งั้นดาขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ” ปานธิดาเดินยิ้มหวานหอบแฟ้มเอกสารที่เอามาให้เขาเซ็นแนบที่อก แล้วออกไปที่โต๊ะทำงานของตนที่ตั้งอยู่เพียงแค่หน้าห้องของเขา เธอเริ่มจะหลงเสน่ห์นี้ของเขาเข้าแล้วสิ ชายหนุ่มผู้นั้นชั่งใจดีกับตนนักทั้งเงินเดือนที่เสนอให้มันก็มากมายนักไหนจะมิตรภาพความเป็นกันเองของเขาอีก
พอเห็นหญิงสาวได้เดินออกไปจากนอกห้องทำงานของตนแล้วรอยยิ้มก็ผลุดขึ้นที่มุมปาก เขาไม่คิดว่าหญิงสาวจะติดกับดักของตนที่ตั้งไว้ได้ง่ายดายเช่นนี้
“ฮึ...เธออยู่ในอำนาจของฉันแล้วนะปานธิดา”นั่งลงและเอื้อมมือไปหยิบสัญญาที่เพิ่งผ่านการเซ็นลงลายปากกามาเมื่อครู่
‘สัญญาฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นสัญญาว่าจ้าง นางสาวปานธิดา เพียงนารา ได้เข้าทำงานในบริษัทอัครกูลอย่างเป็นทางการแล้วในหน้าที่ของเลาขานุการของรองประธานบริษัทหรือ นายอัคริน วงศ์อัครกูล ด้วยเงินที่ว่าจ้างทั้งหมดในแต่ละเดือนคือห้าหมื่นบาทถ้วน ด้วยระยะเวลาในการทำงานคือหนึ่งปีแต่หาก นางสาวปานธิดา เพีนงนารา ออกก่อนที่สัญญาว่าจ้างฉบับนี้จะหมดลง นางสาวปานธิดา เพียงนารา จะต้องคืนจำนวนเงินที่ทาง นายอัคริน วงศ์อัครกูล จ่ายไปทั้งหมดด้วยอัตราเงินที่ต้องคืนคือเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินในแต่ละเดือน และ นางสาวปานธิดา เพียงนารา จะถือว่าอยู่ในกรรมสิทธิ์ของ นายอัคริน วงศ์อัครกูล แต่เพียงผู้เดียวตลอดทั้งที่ในการดำเนินงานอยู่ในที่นี้หมดทั้งสิ้น’
“ทุกอย่างมันเพิ่งเริ่มปานธิดา เธอต้องชดใช้ในสิ่งที่พี่สาวเธอทำ!” ถึงแม้จะเป็นกันแค่พี่น้องต่างสายเลือดแต่ยังไงหญิงสาวก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาวของกานต์นิภา หญิงสาวที่ตนเคยรักและรักมากในอดีต แต่เธอกับหักหลังเขาด้วยเพียงแค่เหตุผลที่มันฟังไม่ขึ้นสักนิด...
