บทที่ 6 เจ็บ...

บทที่ 6

เจ็บ...

“ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าได้แล้วเขมมิกา” มือเรียวหนาโยนชุดที่ตนดึงกระชากออกจากร่างบางเมื่อก่อนหน้าเมื่อหลายชั่วโมงให้กับหญิงสาวที่นอนสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยนอยู่ในใต้ผ้าห่มบนเตียง

“......” เขมมิกายังคงนอนร้องไห้ไม่ยอมปริปากขึ้นมาหรือแม้แต่จะยื่นมาออกมาหยิบชุดเข้าไปสวมใส่ก็ยังไม่ทำ ทุกอย่างมันระบมร้าวไปเสียหมดไม่เว้นแม้แต่จิตใจของหญิงสาวเอง

“ฉันบอกให้เธอลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าไง! หรือจะรอให้ฉันเอาเธออีกรอบ” ยามที่เห็นหญิงสาวไม่ยอมกระดิกลุกขึ้นมาตามที่บอกก็เกิดขัดใจขึ้นมา อัศวินเมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาของหญิงสาวลุกขึ้นมาก็สาวเท้าหนาเข้าไปดู

“ฉันบอกให้ลุกขึ้นมาไง เขมมิกา” เดินเข้าไปดึงข้อมือของเขมมิกาให้ลุกขึ้นจากเตียงจนผ้าห่มที่คุมกายอยู่เผยให้เห็นทรวงอกที่มีจุดรอยแดงอยู่เต็มไปหมด ชัวครู่หนึ่งเขาเจ้บแปลบแปลกๆกับสิ่งที่พบแต่ทว่าไม่ช้ามันก็จางหายไป

“อะ...โอ๊ย” หญิงสาวเจ็บแปลบเข้าที่ด้านล่างใจกลางความเป็นหญิงเขาดึงเธอขึ้นอย่างแรงจนผ้าห่มที่ใช้คุมกายมันเผยออกให้เห็นทรวงอกของตน จนต้องยกมืออีกข้างที่เหลืออยู่ขึ้นมาปิดเพื่อไม่ให้ได้เห็นแก่สายตาของชายหนุ่ม

จับข้อมือบางได้ก็สัมผัสถึงความร้อนที่มันกำลังจะระอุบนกายสาวทั้งรอยแดงช่ำบนเนินอก จึงเป็นต้องจับข้อมือของหญิงสาวให้เบาลง แล้วต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าครั้งแรก

“เจ็บมากเหรอ?” ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนกว่าเดิมมาก ครั้งนี้เขาทำเธอแรงไปหรือเปล่า

“ฮึก...” พยักหน้ารับครั้งนี้เธอเจ็บมาก เขาไม่ได้ระบายความใคร่กับตนแค่เพียงครั้งเดียวแต่มันมากกว่านั้นจะเจ็บระบมกว่าครั้งแรกก็คงไม่แปลก

“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอเจ็บนะ” พูดจาเป็นเชิงปลอบประโลม ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นอีกหนึ่งประโยคจนเธอต้องชะงักงึก

“แต่...ฉันก็คงเจ็บไปไม่น้อยกว่าเธอ”

ปล่อยข้อมือบางให้ล่วงลงบนที่นอน แล้วเดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลังกับมามอง เรื่องแค่นี้เธอบอกว่ามันเจ็บแล้วเขาล่ะไม่เจ็บมากกว่าเธอหรือ!

ร่างบางล่วงลงที่นอนดั่งเดิม ใจหญิงก็หวังว่าเขาจะช่วยปลอบโลมความเจ็บปวดแต่มันกลับไม่ใช่เลยเขาเดินจากออกไปจากห้องนี้แล้วไม่มีแม้แต่จะเหลียวหลัง พร้อมกับฝากคำพูดที่พอนึกถึงแล้วก็เป็นต้องนอนร้องไห้งม

“ฮึก...คุณวิ ฉะ...ฉันขอโทษ” เธอรู้ว่าเขาเจ็บยิ่งกว่าตนที่ต้องเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ ความรู้สึกเช่นนี้เธอสัมผัสมันได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปถึงขั้วหัวใจของเขาก็ตามที

มือเรียวดึงผ้าห่มที่หล่นลงไปที่บริเวณสะโพกสาวขึ้นมาปกปิดกายที่เปลือยเปล่าก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆด้วยที่ร่างกายเริ่มหมดแรงเธอเองไม่สามารถที่จะลุกไปหยิบจับสิ่งใดได้เลยในเวลานี้

อัศวินเมื่อเดินออกจากห้องนอนที่มีหญิงสาวอยู่แล้วก็สาวเท้าออกเดินไปตามทางเพื่อไปยังห้องทำงานของตนที่เผื่อเวลาที่ว่างๆหรือไม่ได้เข้าไปที่บริษัทเขาก็มักที่จะมาที่นี้เสมอหรือจะไม่เว้นแม้แต่ยามที่ใจอ่อนแรง

“วิผมคิดถึงคุณ” เสียงหนาสั่นพร่าร่ำร้องหาแต่อดีตคนรักน้ำใสในดวงตาก็ไหล ในยามที่เขาเห็นเขมมิกาเจ็บเขาก็เจ็บไม่แพ้กันแต่คิดยังไงแล้วแค่นี้มันก็ยังน้อยไป เขาเองต่างหากที่เป็นฝ่ายเจ็บปวดเสียมากกว่าหญิงสาว

นั่งมองดูรูปในมือที่ตนเป็นคนลงมือถ่ายเองกับมือ เมื่อยามที่เขาและเธอได้ไปเที่ยวพักผ่อนกันที่ริมทะเลแถวชายหาดพัทยาที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก...

“วินคะ ตามมาเร็วๆสิ วิวตรงนี้สวยมากเลยนะคะ” เสียงใสหวานของวิชุดาที่กำลังยืนตากลมจับปอยผมที่ล่วงทัดเข้าที่ข้างใบหูหญิงสาวที่อยู่ในชุดกระโปรงยาวสีชมพูพาสเทลอ่อนๆปล่อยผมตรงยาวให้สยายตามแรงลมทะเล เรียกแฟนหนุ่มคนรักที่กำลังเดินเอ่อละเหยลอยชายถือกล้องอยู่ในมือถ่ายนู้นถ่ายนี้ไปเรื่อย

“ครับวิ แปบนะ” เดินมาก็กดชัตเตอร์รัวๆภาพที่ถ่ายทั้งหมดล้วนแต่เป็นภาพของหญิงสาวในยามที่แม่นางเผลอทั้งนั้น ยามที่เจ้าตัวเผลอนี่แหละคือเสน่ห์ดึงดูดเขาอีกอย่างหนึ่ง

อัศวินสาวเท้าลงบนพื้นทรายทะเลละเอียดในชุดเสื้อยืดแขนยาวที่ดำกางเกงขาสั้นสีขาวในมือก็ถือกล้องตัวโปรดเมื่อยามไปเที่ยวที่ไหนก็จะพกมันไปด้วยเสมอหรือจะเรียกว่าเพื่อนข้างกายเมื่อยามเขาออกเที่ยวเลยก็ได้

“มาเร็วค่ะวิน วิวตรงนี้สวยมากเลยนะคะ”ส่งยิ้มที่หวานละมุนไปให้กับชายหนุ่มที่กำลังเดินตามตนเองมา

“ไหนครับ ไหน?” เดินเข้ามาใกล้ก็ถามหาถึงวิวที่หญิงสาวหมายถึงพร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆให้กับคนที่หันหลังให้ตนแล้วชี้มือไปทางนู่นทีทางนี้ที

“ก็ทางนั้นไงคะ” วิวสวยๆก็ออกจะมองได้อย่างเต็มตา ทำไมเขาถึงมองไม่เห็นมือบางก็ยังชี้วิวส่วนที่ตนบอกว่าสวยให้เขาดูไม่ขาด

“ไหนล่ะครับ ผมไม่เห็นเห็นเลย” ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกจนลมหายใจของตนลดที่ต้นคอของหญิงสาวก็ว่าได้

“ก็นั้น...” ขัดใจจริงๆก็นั้นไงมันออกจะสวยขนาดนั้นทำไมเขาถึงมองไม่เห็นจนต้องเห็นมาบอกชายหนุ่มด้วยตนเอง แต่แล้วริมฝีปากบางก็สัมผัสเข้าที่แก้มสากของอัศวินเข้าให้

“วิคุณแต๊ะอั๋งผมเหรอ” อัศวินยิ้มออกมาอย่างสุขใจมุขนี้ของเขาใช้ได้ผลหญิงสาวหันมาหอมแก้มของตนพอดีอะไรระยะการวางมันชั่งลงตัวเช่นนี้นะ

“ไม่ใช่นะคะวิน วินนั้นแหละที่เอาหน้าเข้ามาใกล้วิก่อนทำไม” เธอไม่ได้แอบแต๊ะอั๋งเขานะ มีแต่เขานั้นแหละที่จงใจทำให้เธอหอมแก้มเขาเอง

“คุณมีหลักฐานหรือครับว่าผมทำ”ยืนยิ้มกร้างอย่างเป็นเชิงไม่ยอมรับว่าตนนั่นแหละที่อยากหยอกหญิงสาว

“วิไม่มีค่ะ แต่วิเชื่อว่าคุณนั่นแหละที่จงใจทำ” แบะปากมองบน เธอรู้ว่าเขานั่นแหละชิ! ทำแล้วไม่ยอมรับอีก

“โอเคครับผมยอมแพ้ผมจงใจเองแหละ แต่ครั้งนี้ก็จงใจนะ” อัศวินทำให้หญิงสาวนึกอะไรงงๆสักนิด ก่อนจะเห็นดวงตาของคนรักเปิดโผ เมื่อเขาหอมเข้าไปที่พวงแก้มนุ่มอีกครั้งก่อนจะวิ่งหนีออกไปบนพื้นทรายข้างหน้า

“วิน!”อยากจะร้องตะโกนดังๆ นี่เขาแอบหอมแก้มเธอหรือนี่ อย่างนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เสียแล้ว

วิชุดาวิ่งตามอัศวินไปอย่างรวดเร็วเขาทำอย่างนี้แล้วจะหนีไปเฉยๆได้อย่างไรค่อยดูนะเจ็บได้เมื่อไรล่ะ แม่จะงอนให้หงอยไปเลย

“วินหยุดนะ คุณจะทำแบบนี้แล้วหนีไปง่ายๆเหรอ” เธอวิ่งจนเหนื่อยหอบก็ยังตามเขาไม่ทันจนต้องเปลี่ยนแผนเสียแล้วสิ

‘โอ้ย’

เสียงสาวเจ้าดังขึ้นทำให้คนที่กำลังวิ่งหนีอยู่เป็นต้องหันหลังกลับมามอง เขาเห็นวิชุดาล้มลงที่ไปนั่งที่พื้นมองดูเหมือนข้อเท้าของหญิงสาวจะเจ็บจึงต้องวิ่งกลับไปดูอย่างนึกเป็นห่วง

“วิคุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ” วิ่งมาก็ถามถึงอาการของคนรักทันที

“วิเจ็บข้อเท้าค่ะ คงจะพลิกเมื่อตอนที่วิ่งตามคุณ”

“ผมขอโทษนะ ที่ต้องทำให้คุณเจ็บ”ใบหน้านี้หงอยหนักมาก เขารู้สึกผิดที่ทำให้หญิงสาวที่รักต้องเจ็บ

“ฮ่าฮ่าฮ่า” เห้นท่าทางเช่นนั้นของแฟนหนุ่มก็นึกซะใจ เป็นไงละเจอมุขของเธอเขาไปหน่อยหน้าหงอยเหมือนลูกสุนัขไม่ได้กินนมแม่เลยทีเดียว

“คุณขำอะไรครับ” นึกสงสัยเมื่อกี้ยังบ่นเจ็บปวดแต่ไหงมาหัวเราะร่าเช่นนี้เล่า

“คุณติดกับดักวิแล้ว นี่แหนะ” ผลักอัศวินล้มตึกกองกับพื้นทรายเสร็จแล้วตนเองก็รีบวิ่งหนีเข้าไปที่พักทันที

“นี่คุณแกล้งผมหรอวิ” ตั้งหลักได้ก็วิ่งตามเจ้าตัวการไปทันทีนี่คนอย่าง อัศวิน วงศ์อัครกูล ติดกับแม่สาวสวยคนนั้นหรือนี่

“แน่จริงคุณก็ตามวิให้ทันสิค่ะ ฮึ เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับคนอย่างวิชุดา” วิ่งไกลมาได้พอสมควรก็ตะโกนออกไป พอพูดเสร็จก็รีบวิ่งไปที่โรงแรมที่พักทันที กลัวว่าชายหนุ่มที่ตนเพิ่งทำเขาให้หน้าหงอยเหมือนลูกสุนัขไม่ได้กินนมแม่เมื่อครู่จะตามมาทัน

อัศวินวิ่งตามวิชุดามาไม่ทันเพราะหญิงสาววิ่งเข้าห้องของตนไปเสียก่อน เขาจึงได้แต่เก็บแค้นนี้ไว้สะสางกับแฟนสาวเสียให้เข็ด

พอเข้ามาในห้องก็นั่งลงที่ปลายเตียงแล้วเอากล้องตัวโปรดที่คล้องอยู่ที่คอออกมาแล้วเลื่อนกดดูภาพทีละรูป ทุกภาพแล้วล้วนแล้วใช่วิวทิวทัศน์ไม่ แต่มันคือหญิงสาวที่ชื่อวิชุดาทั้งสิ้นนั่งดูไปก็อดที่จะอมยิ้มไปเสียมิได้กับความน่ารักที่หญิงสาวมีอยู่ตลอดเวลา

อัศวินโผตื่นขึ้นมานี่เขาเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใดแต่การหลับครั้งนี้ก็ทำให้เขามีความสุข...มือหนายกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกามันบอกว่าเวลานี้คือเวลาเที่ยงคืนหนึ่งนาที นี่เขาหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือจำได้ว่าเมื่อตอนที่เดินมาที่นี่เพิ่งจะแค่ห้าโมงเย็นเอง พอนึกได้ก็เดินไปยังห้องนอนที่ตนจากมานานหลายชั่วโมงแล้ว

มือหนาเปิดเข้าไปข้างในห้องอุณหภูมิในห้องมันหนาวเย็นเพราะมาจากเครื่องปรับอากาศที่ตนเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นของวัน อัศวินเดินเข้ามาก็ยังคงเห็นเสื้อผ้าที่ตัวเองโยนให้กับหญิงสาวเมื่อช่วงเย็นยังคงกองอยู่ที่พื้น ดังนั้นก็แสดงว่าสาวเจ้าที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มนั้นไร้อาภรณ์ห่มกายมีเพียงแค่ผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้นที่ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศ

อัศวินสาวเท้าหนาเข้ามาเดินดูร่างบางใกล้ๆก็เห็นว่ากายสาวนั้นสั่นเทาปากบางก็พึมพำใบหน้าหวานก็ซีดเซียว ดูไร้เรี่ยวแรงคล้ายว่าหญิงสาวอาจจะกำลังจับไข้

“นะ...หนาว แม่คะเขมหนาว” ปากบางพึมพำร้องหามารดา ร่างกายเธอหนาวสั่นเพราะพิษไข้ที่เริ่มก่อตัว

อัศวินก้มหน้าลงไปฟังในสิ่งที่ปากบางกล่าวเบาๆกับตัวเอง มือหนาก็กุมเข้าที่หน้าผากมนของเขมมิกา แต่เป็นอันต้องชักมือออกเพราะด้วยอุณหภูมิพิษไข้ที่มันสูงมาก จนเขาต้องรีบเดินไปปรับอุณหภูมิในห้องให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นและเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อที่จะเตรียมกะละมังและผ้าผืนเล็กมาสำหรับหญิงสาว

ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับกะละมังใบที่พอดีไม่เล็กหรือใหญ่เสียจนไปพร้อมกับผ้าที่วางผาดอยู่บริเวณขอบกะละมัง มือหนาค่อยๆเช็ดไล้ไปตามลำตัวของเขมมิกาอย่างแผ่วเบา เช็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปหยิบเสื้อผ้าของหญิงสาวที่อยู่ในตู้ออกมาสวมใส่ให้กับสาวเจ้าดึงผ้าห่มที่อยู่ปลายเตียงขึ้นมาห่มกายให้กับหญิงสาว

ยามเสร็จแล้วเขาก็เดินไปหย่อนกายลงที่โซฟาที่อยู่ไม่ห่าง ดวงตาคมกำลังจะปิดลงอีกครั้งแต่ก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวเสียก่อน

“ฮึก...คุณวิฉันขอโทษ ฉันขอโทษ” แม้ว่าเขมมิกายังปิดเปลือกตาอยู่แต่ใจและปากยังพึมพำถึงวิชุดาคนรักของอัศวิน...คนที่เธอรักเขา แต่เขากลับไม่รักเธอ

หัวใจดวงหนาเจ็บจี๊ดเมื่อได้ยินในสิ่งที่แทบไม่อยากที่จะได้ยินครั้งนี้มันไม่สายไปหน่อยหรือสำหรับคำขอโทษ มือหนากำแน่นกัดขบกรามไว้ น้ำตาใสก็ไหลออกมาจากดวงตาคม เขาเกลียด! เกลียด! ทุกครั้งที่เธอคนนี้กล่าวถึงคนรักของเขา สุดท้ายแล้วเมื่อเสียงสาวเงียบก็พยายามข่มตาหลับในทันที...

เขมมิกาตื่นขึ้นในยามสายของเช้าวันใหม่ แต่เธอรู้สึกว่าตนเองนั้นปวดหัวหนึบๆมือบางก็กุมเข้าที่ศีรษะและสำรวจตามร่างกายของตัวเองในยามที่เปลือกตาปิดลง เธอยังคงจำได้ว่าร่างกายนั้นไร้อาภรณ์ห่มกายแต่ทำไมพอตื่นมาแล้วเสื้อผ้าทุกชิ้นมันถึงอยู่บนตัว แต่พอนึกคิดได้เสียไม่นานก็เตรียมจะลุกลงจากเตียงแต่เป็นต้องเซล้มตึงไปที่เดิม

การที่ลุกขึ้นจากเตียงเมื่อกี้มันทำให้หัวของหญิงสาวต้องปวดหัวอีกครั้ง หนำซ้ำยังปวดแรงกว่าเดิมเสียด้วย เขมมิกาจะพยายามยันกายขึ้นสูงก็ทำไม่ได้เพราะด้วยศีรษะที่มันเริ่มหนักขึ้นจนต้องละความพยายามแล้วล้มตัวลงไปที่เดิม...สุดแล้วร่างกายบางก็ไม่ไหวเปลือกตาก็เป็นต้องปิดลงด้วยความอ่อนเพลีย

อัศวินลุกขึ้นมาจากโซฟาที่ใช้เป็นตัวแทนของเตียงเมื่อคืนเสียแต่เช้าและรีบเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปทำงานทันทีโดยที่ไม่แม้แต่จะชายตาแลคนร่างบางที่แม้เขาจะใส่เสื้อผ้าให้แม่นางเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังสั่นเทาเพราะพิษไข้อยู่เช่นเดิม

ร่างหนาสุดสมาร์ทด้วยชุดสูทหรูราคาแพงและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกันกำลังก้าวเท้าเข้าไปในตัวบริษัทอัครกูลอย่างมาดมั่นแต่ก็เป็นต้องสะดุดดังกึกเพราะเสียงของอัคริน

“อะไรหอบให้พี่ชายผมเข้าบริษัทแต่เช้าครับเนี่ย” เดินลงมาจากรถก็เห็นหลังไวๆของพี่ชายที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในบริษัทจึงเอ่ยทักเสียหน่อย

“แล้วอะไรหอบมาให้แกเข้าบริษัทแต่เช้าละไอริน” ถามตอบกลับไปโดยไม่ตอบคำถามของน้องชาย เขาจะบอกได้อย่างไรกันเล่าว่าที่เข้าบริษัทเสียเช้าขนาดนี้เพราะไม่อยากมองหน้าแม่คนที่นอนซมเพราะพิษไข้อยู่ที่บ้าน

“ผมว่าผมก็เข้าบริษัทปกตินะ มีแต่พี่นั่นแหละหายไปไหนหลายวัน” ช่วงพักหลังมานี้เขาไม่ค่อยเห็นอัศวินเข้ามาที่บริษัทเสียเท่าไรไม่เหมือนแต่ครั้งก่อนเพราะหลังจากที่อดีตคนรักอย่างวิชุดาเสียพี่ชายก็มัวแต่จมปักอยู่แต่กับงาน บ้านทุกวันก็แทบจะไม่กลับเสียเลย

“ปกติบ้านแกสิ ฉันเห็นแต่ละครั้งกว่าแกจะเข้าบริษัททีแทบจะเที่ยง บางครั้งก็ไม่ยอมเข้าเลยหลังจากที่กานต์...” บางทีทุกคนก็มีพลั้งปากออกไปกันบ้างแต่ยังไงแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เขารู้เรื่องเกี่ยวกับกานต์นิภาและอัครินหมด เขารู้ว่าอัครินรู้สึกอย่างไรเพราะมันก็คงไม่ต่างอะไรกับเขาตอนนี้เลย

“รินพี่ขอโทษ พอดีว่าลืมไปน่ะ...”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็จะลืมได้อยู่แล้ว” ปากนั้นนะสิที่บอกว่ากำลังจะลืมเธอคนนั้นได้ แต่ทว่าภายในส่วนลึกของก้นบึ้งจิตใจเขากับจำเธอได้อย่างแม่นยำ

“ว่าแต่พี่มีอะไรเถอะ ทำไมถึงได้เข้าบริษัทได้” อัครินเลือกที่จะเปลี่ยนบทสนทนากับพี่ เพื่อลืมเรื่องที่มันเพิ่งจะถูกกล่าวออกไปเมื่อกี้นี้

“ฉันก็มีธุระของฉันบ้างสิวะ ไม่ใช่จะมีเวลาเข้าบริษัทได้ทุกวันเหมือนแก” อัศวินเองก็เปลี่ยนน้ำเสียงและคำพูดให้กับมาเป็นปกติเช่นเดิม

“ครับ เข้าบริษัทเถอะ ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว” กล่าวลากเสียงยาวตามสไตล์สองพี่น้องก่อนจะบอกกล่าวชวนให้ผู้เป็นพี่เข้าไปด้านในบริษัทเพราะเริ่มเห็นเมฆหนาครึ้มก่อตัวกันมาแล้วแถมเม็ดฝนเม็ดน้อยยังตกใส่ใบหน้าของเขาอีก

สองสุภาพบุรุษหนุ่มหล่อประจำบริษัทแต่แฝงไปด้วยแรงฤทธิ์คิดแค้นก้าวเท้าหนาเข้าไปด้านในที่เมื่อเดินผ่านไปทางไหนก็เป็นต้องมีคนยืนนิ่งเป็นเชิงแสดงความเคารพต่อเจ้านายทั้งสอง อัศวินและอัครินพยักหัวเป็นเชิงรับแล้วสาวเท้าหนาต่อไปที่ห้องทำงานของแต่ละคนที่อยู่บนชั้นห้าและอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก แต่ก่อนที่จะแยกห่างออกกันไปคนละทางอัศวินก็พูดกับอัครินเสียก่อน

“เอ่อไอริน” เรียกชื่อน้องชายก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกห่างไปเสียก่อน

“ครับ”

“แกได้เลขาฯใหม่แล้วนี่ จะไม่ให้พี่ชายแกดูหน้าเช็คประวัติหน่อยเหรอวะ” เขายังจำได้ที่อัครินบอกตนเมื่อครั้งที่อยู่ที่โรงพยาบาลว่าได้เลขาฯใหม่แล้ว

“ครับ เดี๋ยวผมจะไปเรียกมาให้” ตอบกลับพี่ชายตนไปเพราะยังไงแล้วอัศวินก็ต้องได้เช็คประวัติของแม่นั่นอยู่แล้ว  สนทนากันเสร็จเพียงเท่านั้นแล้วทั้งสองก็แยกออกไปที่ทำงานของตน

อัศวินเมื่อเดินมาแล้วเห็นเลขาฯของตนนั่งทำงานอยู่ที่หน้าห้องก็กล่าวสวัสดีตามมารยาทสังคมไทย

“สวัสดีครับคุณภา” กล่าวทักทาย เพียงภา ภูมิพิพัฒน์ หญิงสาววัยยี่สิบหกที่นั่งทำหน้าที่เป็นเลขาฯของตนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าบริษัท เธอก็ยังคงรักษาหน้าที่นั้นไว้อย่างดี

“ค่ะ สวัสดีค่ะคุณอัศวิน” ส่งยิ้มให้กับเจ้านายที่เธอเพิ่งจะได้เห็นหน้าค่าตาหลังจากที่เจ้าตัวไม่ได้เข้ามาที่บริษัทหลายวัน

“ผมไม่อยู่ตั้งหลายวันคุณคงไม่ยุ่งเกินไปนะครับ” เขาไม่ได้เข้ามาที่บริษัทแห่งนี้เสียซะหลายวันหวังว่าเขาเองคงไม่ทำให้สาวเจ้าที่สู้งานกับทุกงานอย่างเธอต้องลำบากหรอกนะ

“ไม่เลยค่ะคุณวิน” ตอบกลับเขาทันที ที่เหตุที่ไม่ยุ่งเช่นนี้ก็เพราะว่าเธอได้ส่งไฟล์งานที่จัดทำทั้งหมดไปให้ชายหนุ่มดูที่บ้านเรียบร้อยแล้ว นั้นจึงทำให้เธอไม่ค่อยยุ่งเสียเท่าไร

“เอ้า แล้วนั้นมือคุณไปโดนอะไรมาครับ” เขาสังเกตเห็นผ้าก็อตพันผ้าที่พันอยู่รอบมือของหญิงสาวจึงเอ่ยถามออกไป

“อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะค่ะ”

“อ่อครับ งั้นดูแลตัวเองด้วยนะครับ ขาดเลขาฝีมือดีอย่างคุณภาไปคงจะแย่”

“ค่ะ”

อัศวินเมื่อกล่าวทักทายกับเลขาฯสาวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ผลักประตูกระจกบานหนาเข้าไปด้านใน

ในส่วนของอัครินเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของตนแล้วก็เป็นต้องเคืองควันออกหูเพราะยังไม่เห็นแม่เลขาฯแค้นของตนมาทำงานเลย แม้แต่เงาก็ไม่มี

“ยังมาทำงานไม่ถึงเดือนก็เข้าสายแล้วเหรอปานธิดา” น้ำเสียงนิ่งเรียบต่างจากเมื่อกี้ยิ่งนัก

กวาดสายตามองดูโต๊ะทำงานของหญิงสาวเพียงสักพักก็สาวเท้าหนาเข้าห้องทำงานของตนเองไป

“เฮ้อ มาตกอะไรตอนนี้เนี่ย” ปานธิดาบ่นอุบให้กับเมฆฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน เธอกำลังจะนั่งรถเมล์ออกไปทำงานแล้วแท้ๆแต่ก็ดันมาติดฝนเสียจนได้ ‘เฮ้อ คิดแล้วเพลีย’

ปานธิดาจึงจำเป็นต้องวิ่งฝ่ากลางสายฝนไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอยทางเข้าบ้านให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่พ้นความเปียกชื้นจากสายฝนเช่นเดิม ปานธิดาเดินเข้ามาที่บริษัทอัครกูลด้วยเนื้อตัวที่เปียกชื้น พอเดินเข้ามาได้ก็ตรงขึ้นไปที่ชั้นทำงานทันที

เดินขึ้นมาถึงก็จัดการวางกระเป๋าลงแล้วเข้าไปในห้องของผู้เป็นเจ้านายทันที เพราะยังมีแฟ้มงานเอกสารอีกสองสามแฟ้มที่เขายังไม่ได้เซ็นต์

‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

เสียงประตูที่ถูกเคาะจากด้านนอกเรียกความสนใจจากอัครินที่กำลังนั่งทำงานได้เป็นอย่างดี

“ขออนุญาตค่ะคุณอัคริน” ก้าวเท้าบางเข้ามาด้านในพร้อมกับแฟ้มเอกสารมาให้เขาได้เซ็นต์

“มาทำงานได้ไม่ถึงเดือนก็เข้าสายเสียแล้วเหรอ” ปากหนาเผลอพูดออกไปอย่างลืมตัวเขานั่งรอเธอตั้งแต่เข้างานจนเวลามันผ่านมาเกือบเก้าโมงเจ้าตัวเพิ่งจะโผล่มา

“คะ? คุณรินว่าอะไรนะคะ” ที่เธอได้ยินเมื่อกี้มันถูกรึเปล่าเมื่อยังไม่แน่ใจจึงถามเขาไป ทำไมน้ำเสียงนั้นมันกระด้างจัง

“เปล่าครับ” ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดจึงบอกแบบปัดๆออกไป

“อ่อค่ะ...นี่เป็นเอกสารที่คุณรินยังไม่ได้เซ็นต์ค่ะ” ยื่นเอกสารในมือออกไปให้เขาก่อนที่จะยืนนิ่งรอให้เจ้านายนั้นเซ็นจนเสร็จ

“ขอบคุณค่ะ” กล่าวขอบคุณตามมารยาทไทยแล้วก็เตรียมที่จะเดินออกไปทำงานที่ยังคงค้างไว้อยู่ต่อ

“เดี๋ยวครับคุณดา” เขาลืมไปเสียเลยว่าพี่ชายนั้นอยากที่จะเห็นหน้าเลขาฯของตน

“ไปกับผมหน่อยครับ”

“ไปไหนหรือคะ” อัครินยังไม่ทันพูดอะไรก็ลุกแล้วเดินมาดึงมือของเธอออกไปอย่างไม่พูดจา อัครินดึงปานธิดามาที่ห้องของอัศวินก่อนที่เรียวปากหนาจะเอ่ยถามเลขาฯหน้าห้องของพี่ชาย

“พี่วินอยู่ไหมครับคุณภา” ถามหญิงสาวเลขาฯหน้าห้องของอัศวินที่นั่งทำงานอยู่ทุกวัน

“คุณอัศวินอยู่ด้านในค่ะ” เพียงภาตอบกลับไปให้กับรองประธานของบริษัทแห่งนี้

“ขอบคุณครับ” ฟังคำตอบจากสาวเจ้าที่นั่งอยู่ที่หน้าห้องก็ดึงข้อมือบางของปานิดาเข้าไปข้างในห้องทันที อัศวินกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้องอย่าเงียบๆแต่ก็เป็นต้องมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมากวนสมาธิ

“พี่วิน”

“ว่าไง” เงยหน้าขึ้นจากกองงานตรงหน้าแล้วก็ถามนที่มาทันที

“ผมพาเลขาฯที่พี่ต้องการพบมาให้พี่ได้เห็นหน้าค่าตา” ก็พี่ชายตนบอกว่าอยากจะดูหน้าของพนักงานใหม่ที่เขาเอาเข้าทำงานก็พามาแล้วนี่ไง

“สวัสดีค่ะคุณอัศวิน” ปานธิดากล่าวสวัสดีเจ้านายของตนอีกคนที่พ่วงสถานะสามีเพื่อนของเธอด้วย

“ผมว่าผมคุ้นหน้าคุณอยู่นะ” แค่เงยขึ้นมาก็เหมือนกับใบหน้าที่คุ้นเคยเหมือนเคยพบเคยเจอกันมาก่อนเสียกระไร

“หรือคะ...แต่เราอาจจะเคยเจอกันแล้วก็ได้ใครจะไปรู้” เธอส่งยิ้มให้กับอัศวิน ด้วยที่ทั้งหมดมันก็อยู่ในสายตาของอัครินทั้งสิ้น

“ผมว่าคุณรีบไปทำงานดีกว่านะ ปานธิดา” อัครินทนสายตาที่หญิงสาวจ้องมองและส่งไปให้พี่ชายเขาไม่ได้จนต้องออกน้ำเสียงส่งเธอออกไป

“ค่ะ งั้นเดี๋ยวดิฉันไปทำงานก่อนนะคะ คุณอัศวิน” ก่อนจะไปก็ยังบอกกล่าวเขา แล้วผละออกไปจากห้องของประธานบริษัททันที โดยที่เธอเองไม่สังเกตถึงสายตาของใครอีกคนเลยที่ยืนอยู่ใกล้ๆกัน

เมื่อร่างของปานธิดาหายไปแล้ว อัศวินก็หันมองมาจ้องที่น้องชายของเขาแทน เขาคุ้นหน้าของผู้หญิงคนนี้แต่กลับจำไม่ได้ว่าเคยเจอเธอที่ไหน แต่ยังไงมันก็สู้ความสงสัยของน้องชายไม่ได้ว่าทำไมถึงรับหญิงสาวคนนี้เขาทำงาน

“ทำไมแกถึงรับคนนี้เข้าทำงาน”

“ผมเห็นว่าเธอกำลังหางานอยู่และอีกอย่างก็เคยผ่านงานมาหลายอย่างคงจะไม่เกี่ยงงานมากนักหรอกครับ” เขาพูดจริงกับพี่ชายเสียทั้งหมด เขาไปหาประวัติการทำงานของหญิงสาวมาเรียบร้อยแล้วว่าเธอนั้นทำงานได้สารพัด

“แต่เธอไม่ใช่เลขาที่แกเคยตามหา” เขาจำได้ว่าสิ่งที่อัครินต้องการมันไม่ใช่อย่างนี้

“บางทีเวลาถึงจุดๆหนึ่งเราพอมีอะไรไขว้คว้าได้ก็ต้องรีบครับ เพราะเดี๋ยวมันจะหลุดมือออกไปไกล แล้วอีกอย่างช่วงนี้งานที่บริษัทก็เริ่มจะเยอะขึ้นเพราะใกล้เข้าฤดูกาลมอเตอร์โชว์ เพราะรถใหม่ที่จะเข้าและส่งออกกำลังเข้ามาในอีกไม่กี่วัน” ใช่! ในเมื่อมันถึงจุดที่เขาต้องไขว้คว้าตัวแทนแค้นไว้เขาก็ต้องรีบ เขาไม่สนว่าเธอจะเป็นคนอย่างไรสภาพเป็นเช่นไร จะดีไม่ดี ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะพาเธอคนนั้นเดินเข้าเกมส์นี้แล้วยังไงมันก็ต้องดำเนินไปให้สุดจน...จบเกมส์

“ฉันเป็นพี่แกไอริน แกไม่ได้อยากรับเธอเข้างานเพราะเหตุผลพรรคงั้น” เขารู้นิสัยของอัครินดี แม้ว่าจะสนุกร่าเริงบ้าง แต่เมื่อพอถึงเวลาที่เอาจริงๆแล้วมันก็จริงจังจนเขาเองก็ยังต้องคอยเตือน

“มันเป็นเพราะกานต์ใช่มั้ย แกถึงเลือกที่จะทำแบบนี้” อัศวินหันมาพูดกับอัครินที่เดินไปเอนกายนั่งลงที่โซฟาสีเทา

“......” อัครินได้แต่นั่งนิ่ง

“ฉันไม่รู้นะว่าแกคิดยังไง แต่คุณปานธิดาเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” แม้ว่าจะยังแคลงใจว่าเคยเจอปานธิดาที่ไหน แต่เหตุผลของอัครินที่รู้มันก็อีกเรื่อง เขาก็เคยพบเจอคนรักของน้องชายอยู่จึงจำไม่ผิดแน่ว่าหน้าตาผู้หญิงคนนั้นคล้ายกานต์นิภา

“ทำไมจะไม่เกี่ยว ในเมื่อเธอคนนั้นคือน้องสาวของกานต์นิภา ผู้หญิงที่ผมเคยคิดจะแต่งงานและใช้ชีวิตด้วย”

“ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวกันยังไง เธอเป็นแค่น้องสาวไม่ใช่กานต์นิภาคนต้นเรื่อง” เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่อัครินกำลังจะทำว่ามันจะเกี่ยวข้องกันได้ยังไงในเมื่อเธอคนนั้นไม่ใช่กานต์นิภา แม้จะรู้มาบ้างว่ากานต์นิภามีน้องสาวต่างมารดาแต่ไม่คาดคิดว่าอัครินจะหาเจอ

“นั้นแหละครับมันคือสิ่งที่ผมต้องการ” พูดจบก็ลุกจากโซฟาหรูทันที

“ผมขอตัวนะพี่วิน” เขาทิ้งอะไรหลายๆอย่างให้อัศวินได้คิดและสุดท้ายก็ผละออกจากห้องไป

อัครินเดินตรงมาที่โต๊ะทำงานของปานธิดาทันที ก่อนที่มือหนาจะฉุดดึงลากเธอให้เข้ามาภายในห้องทำงานของเขา ปานธิดาที่กำลังนั่งทำงานอย่างเพลินๆ พอโดนอัครินดึงรั้งเข้าไปด้านในก็รีบบิดข้อมือกลับแล้วเอ่ยถามเข้าทันที

“คุณอัครินมีอะไรคะ” มือบางเป็นอิสระเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่ารอยแดงจากมือใหญ่มันยังคงติดอยู่

อัครินไม่ตอบเขาดึงข้อมือเธอเข้ามาภายในห้องทำงานเสียจนได้ เขาลากเธอเข้ามาในสุดของห้องทำงานปล่อยมือเธอออกอย่างแรง ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูและล็อคมันอย่างแน่นหนาโดยที่คนนอกไม่สามารถเปิดมันเข้ามาได้

“คุณรินคุณทำอะไร พาฉันเข้ามาทำไม” เธอเอ่ยถามเข้าเมื่ออยู่ดีๆก็ถูกมือหนารั้งให้เข้ามาที่ตรงนี้ด้วยเหตุใดเธอกลับไม่รู้

“เธอไม่รู้เหรอปานธิดา ว่าพี่วินเขาแต่งงานแล้ว” เขาเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนประจันอยู่ด้านหน้า

“คุณรินถามทำไมคะ” เขาถามเธอเพื่ออะไร

“ฉันถามว่าเธอไม่รู้เหรอว่า พี่วินแต่งงานแล้ว!” เขากระแทกเสียงถามหญิงสาวตรงหน้าจนทำให้เธอต้องสะดุ้งเล็กน้อย

“ทราบค่ะ แล้วทำไมหรือคะ” เขาถามเธออย่างนี้เพื่ออะไรกัน ในเมื่อเธอรู้อยู่แล้วว่าอัศวินนั้นก็แต่งงานแล้วแถมคนที่ชายหนุ่มนั้นแต่งด้วยกับเป็นเพื่อนสาวของเธอเอง

“ไม่ทำไมหรอกปานธิดา ในเมื่อเธอรู้ทั้งรู้ว่าพี่วินแต่งงานแล้ว แล้วเธอส่งสายตาแบบนั้นให้เขาทำไม!” ฮึ ในเมื่อเธอรู้ทั้งรู้ว่าพี่ชายเขานั้นแต่งงานแล้ว แต่ตัวเองกลับส่งยิ้มอย่างนั้นน่ะหรือให้กับคนที่แต่งงานแล้ว มันจะไม่เป็นข้อแก้ตัวที่น่าเกียจไปหน่อยเหรอ

“ทำไมฉันจะทำไม่ได้คะ ในเมื่อเขาคือเจ้านายของฉันเหมือนกับคุณ” ทำไมล่ะ ทำไมเธอจะส่งยิ้มที่มันแสนจะเป็นมิตรให้กับเจ้านายของเธอไม่ได้เลยหรือ แล้วอีกอย่างทำไมเขาถึงถามเธออย่างนี้ตลอดเวลาที่เธอเริ่มทำงานที่นี่จนวันนี้ทำไมมันเปลี่ยนไปและต่างกันลิบลับเลยเล่าแต่ก่อนเขาอ่อนโยนกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?

“ไม่! ฉันเป็นเจ้านายเธอแค่คนเดียว เจ้านายของเธอมีแค่ฉันเท่านั้นจำไว้ปานธิดา!” เขาเป็นคนที่ลงทุนจ้างเธอเข้ามาทำงานที่นี่เพราะฉะนั้นเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นเจ้านายของเธอคนเดียวเท่านั้น

“คุณเป็นอะไรคะ คุณรินแต่ก่อนคุณไม่เคยเป็นแบบนี้” สุดท้ายเธอก็อดที่จะเอ่ยถามถึงอารมณ์ของเขาไปไม่ได้

“ฉันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วปานธิดา มีแต่เธอนั้นแหละที่ยังหน้ามืดตามัวอยู่กับภาพเก่าๆ แล้วอีกอย่างเธอคิดหรือว่าฉันจะมีกิริยาแบบนี้กับทุกคน จำไว้ว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่ใช่อัครินที่เธอเคยรู้จักเมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้อีกแล้ว” เขาจะไม่เป็นแบบนั้น และแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว บางทีเขาก็คิดว่าตัวเองนั้นก็ใจดีเกินไปสำหรับใครบางคน

ที่ขนาดรักกันมานานยังกล้าหักหลังกัน แล้วนับภาษาอะไรอย่างลูกนอกคอกอย่างปานธิดา ถ้าเขาใช้อุบายที่มันโอนอ่อนแล้วคนนี้มันจะเจ็บหรือ เขารู้เต็มอกว่าเธอไม่ได้เป็นคนผิดแต่มันกลับเลือกไม่ได้เมื่อในสายเลือดของเธอส่วนหนึ่งคือเลือดของหญิงสาวอีกคนที่มาจากพ่อคนเดียวกัน! ตอนนี้เขาไม่สนว่าใครจะเป็นคนกระทำแต่ยังไงเรื่องนี้มันก็ต้องมีคนเจ็บมากกว่าสองคน!

อัครินทิ้งให้ปานธิดายืนอึ้งกับกริยาท่าทางของเขาที่มันเพิ่งจะถูกเผยออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ หญิงสาวได้แต่ยืนงงกลับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น อยู่ดีๆเขาก็ลากเธอเข้ามาด้านในนี้ ก่อนจะพ่นคำที่เธอเองก็คาดไม่ถึงว่าคนที่สุภาพอ่อนโยนเกื้อกูลคนอื่นอย่างอัครินจะเป็นเช่นนี้ ก่อนที่ศีรษะทุยจะสะบัดให้มันหลุดออกไปจากความคิด เธอไม่รู้ว่าเขาหมายถึงสิ่งใด แต่สิ่งที่เธอพอจะคาดเดาได้คือการทำงานกับคนที่เปลี่ยนไปราวกับฟ้าและเหวอย่างอัคริน

เวลาเกือบเย็นที่เขมมิกาจะลุกออกมาจากเตียงได้ อาการไข้ที่เคยเป็นก็เริ่มบรรเทาลงมากแล้ว ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะเดินไปชำระร่างกายให้มันสดชื่นเสียหน่อย ก่อนจะลงไปจัดเตรียมอาหารเย็นเพื่อรอเขารอให้เขากลับมาจากที่ทำงาน

อัศวินนั่งเคลียงานจนเกินเวลามาเกือบสามชั่วโมงกว่าๆ เวลานี้ทุกคนที่ทำงานเลิกงานไปหมดแล้วจะมีก็เพียงแต่เขาที่ไม่อยากจะลุกไปไหนอยากจะนั่งมองกรอบรูปใบน้อยที่ถูกตั้งวางอยู่บนโต้ะทำงานของตัวเอง รูปที่เขาเป็นคนลงมือถ่ายมันเองกับมือ รูปที่รอยยิ้มของวิชุดาเปล่งประกายราวกับพระจันทร์ที่คอยให้แสงสว่างในตอนกลางคืน เขายังจำมันได้ชัดว่าความรู้สึกที่ได้อยู่กับวิชุดามันเป็นเช่นไร มันมีความสุขมากกว่าเป็นพันๆเป็นล้านเท่าหากเทียบกับการอยู่กับคนที่ไม่รักอย่างเขมมิกา

เท้าหนาก้าวเข้ามาเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ของตัวเองที่มีคนร่างบางอีกคนร่วมอยู่อาศัยด้วย ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา เขาไม่เห็นเงาของเธอคนนั้นแม้แต่น้อย แต่ก็ดีแล้วเขาเองก็ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับหญิงสาวเสียเท่าไรนัก

เขมมิกาที่รออัศวินอยู่ที่ห้องอาหารเห็นเขาเดินขึ้นไปด้านบนแวบๆ ก่อนชายหนุ่มจะลงมาอีกทีพร้อมกับกระเป๋าใส่ผ้าใบพอดี เธอจึงต้องรีบเดินเข้าไปถามหาคำตอบจากปากเรียวหนาทันทีว่าเขานั้นจะไปที่ไหนกัน

“คุณวินจะไปไหนคะ”

“ฉันมีประชุมด่วนที่พัทยา ขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าเธอซะ ฉันให้เวลาเธอแค่สามนาที” อัศวินสั่งลั่นกับคนที่เพิ่งฟื้นจากไข้

เขมมิกาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะทำตามในสิ่งที่เขาเอ่ยบอกกับตน เธอขึ้นไปเก็บของที่จำเป็นจริงๆใส่ไปภายในกระเป๋า โดยที่ไม่ได้หยิบมันมาจัดอะไรเลยแม้แต่น้อยหยิบจับอันไหนได้ก็ต้องยัดลงทันที เรี่ยวแรงที่มีก็ใช่ว่าจะเยอะอะไรมากมายเพราะสาเหตุมาจากร่างกายเธอเองก็ยังไม่ค่อยฟื้นตัวเสียเท่าไร

เขมมิกาหิ้วกระเป่าลงมาด้านล่างเดินไปที่หน้าบ้าน แต่ทว่ากลับไม่พบอัศวินมีเพียงแค่ลุงสมานที่ยืนคอยเธออยู่ที่รถ

“แล้วคุณวินละคะ” เอ่ยถามออกไปยังงั้นเพราะยังไงเธอก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“คุณวินออกไปก่อนแล้วครับ คุณวินให้ผมไปส่งคุณเขมที่พัทยาแทน” อัศวินเป็นคนสั่งกับตนเองว่าให้พาหญิงสาวไปส่งที่พัทยาเพราะเขาต้องรีบออกไปด่วนคงไม่มีเวลาที่จะต้องมานั่งรอสาวเจ้า

เขมมิกาที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้ารับทันที ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปบนรถอย่างคนเหม่อลอย แม้ว่าเวลานี้มันจะล่วงเลยเข้ามาได้หลายเดือนแล้วแต่ทว่าความเหินห่างระหว่างเขาและเธอมันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่มีวี่แววเลยแม้แต่น้อยว่าชายหนุ่มนั้นจะผันแปรเปลี่ยนดวงใจกลับมาที่เธอ

เขมมิกาได้แต่จ้องมองวิวทิวทัศน์รอบข้างนอกหน้าต่างรถที่มันผ่านสายตาไปมากมายมันทั้งเขียวชอุ่มและชุ่มชื่น แต่ทว่ามันกลับต่างกันกับใจของเธอในเวลานี้ ทำไมมันชั่งดำมืดหม่นไร้แสงเช่นนี้ ทั้งๆที่เธอก็พยายามเกือบทุกอย่างแล้ว เขาจะต้องให้เธอทำเช่นไรกัน ได้โปรดช่วยบอกออกมาสักหนึ่งคำเถอะ เพราะตอนนี้ดวงใจของเธอมันปวดร้าวรานมาก ความคิดของเขมมิกาตอนนี้มันตีจนยุ่งเหยิงเต็มไปหมด ก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อยๆกระพริบถี่ๆและปิดมันลงไป...

รถคันที่เขมมิกานั่งมาได้เข้ามาจอดภายในรีสอร์ทหรูที่อัศวินเป็นคนบอกให้ลุงสมพงษ์ขับมาที่นี่ เขมมิกาที่เผลอหลับอยู่ด้านหลังของเบาะคนขับยังคงไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมา ลุงสมพงษ์เหลียวหน้าเหลียวหลังคิดว่าควรจะเรียกให้หญิงสาวตื่นมาออกมาภวังค์ดีไหม แต่ก็ยังไม่ทันจะได้เอื้อมมือไปถึงตัวของสาวเจ้าก็มีเสียงที่มันดูมีทั้งความนิ่งเรียบและเย็นชามาดขรึมดังขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมทำเอง ลุงสมพงษ์ขับรถกลับกรุงเทพเถอะครับ” อัศวินบอกกับลุงสมพงษ์ก่อนเขาจะสาวเท้าเข้าไปช้อนตัวของสาวเจ้าขึ้นมาจากเบาะรถแล้วรีบตรงเข้าไปห้องที่ถูกเปิดไว้ทันที

รีสอร์ทที่อัศวินมาพักคือรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงพอสมควรในพัทยาดังนั้นมันจึงมีหลากหลายโซนต่างออกไป ทั้งโซนบ้านในรูปแบบ sweet ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อคนสองคนที่มีความรักให้กันอย่างเปี่ยมล้น ร่วมดื่มด่ำกับช่วงเวลาน้ำผึ้งพระจันทร์อย่างเป็นสุข แต่ทว่าอัศวินหาได้เลือกบ้านโซนนั้นไม่ เพราะเขาตัดสินใจแนวแน่ที่จะเลือกเป็นเพียงแค่บ้านหลังใหญ่แต่ด้านในนั้นกลับถูกตกแต่งให้แบ่งออกเป็นสองห้องนอน สองห้องน้ำ หาได้มีความหวานเฉกเช่นตามภาษาสามีและภรรยา

ชายหนุ่มนำร่างของเขมมิกาเข้ามาภายในห้องของหญิงสาว ก่อนที่ตัวเขาเองก็จะแยกออกไปที่ห้องของตัวเอง ครั้งนี้อัศวินมีประชุมด่วนจึงต้องรีบเดินทางมาทันทีหลังได้รับโทรศัพท์จากบิดาที่ถูกต่อสายตรงเข้ามาที่เขาอีกที แต่ทว่าการมาครั้งกลับไม่ได้มาเพียงแค่สองคนระหว่างเขาและเพียงภาแต่กลับมีเขมมิกาพ่วงติดเข้ามาด้วยอีกคนเพราะมันคือข้อบังคับของพวกท่านที่บอกว่าให้ถือโอกาสมาฮันนีมูนเสียเลย แต่กระนั้นสิ่งนี้มันไม่เคยจะได้อยู่ในสมองเขาเลยแม้แต่น้อย

เวลาล่วงเลยเข้ามาเกือบสองทุ่มกว่าๆร่างบางของเขมมิกาเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างมึนๆ นี่เธอหลับตั้งแต่ขามาจากกรุงเทพจนปานนี้เพิ่งจะรู้สึกตัวหรือ สงสัยมันอาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ไข้ที่มันยังจะไม่ค่อยหายดีเสียเท่าไรหรือมันเป็นผลมาจากหัวใจที่กำลังอ่อนร้าวอยู่ตอนนี้กันแน่ ถึงทำให้เธอวิ่งหนีเข้าสู่ห้วงนิทราได้นานขนาดนี้

เปลือกตาบางกระพริบถี่ๆเพื่อปรับแสงให้อยู่ในหมวดที่ปกติ กลิ่นไอของลมทะเลที่พัดผ่านเข้ามาภายในห้องนอน ทำให้เขมมิกาอยากจะเดินออกไปข้างนอกอยากจะเดินออกไปรับลมนั้นให้ชุ่มปอด และสิ่งนี้แหละที่ทำให้เธอแน่ใจอย่างเต็มอกว่าเวลานี้ได้อยู่ที่พัทยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่แล้วความสงสัยมันก็ประทังเข้ามาเมื่อสายตากวาดมองพื้นที่รอบกาย...แล้วใครกันที่เป็นคนพาเธอมาที่นี่? หากจะไม่เป็นการคิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป มันจะเป็นเขาหรือเปล่า...แต่แล้วรอยยิ้มฝืนใจก็ปรากฏบนกรอบหน้า นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมผู้ชายที่เกลียดเธออย่างเขาจะต้องมากระทำเช่นนี้กับเธอด้วยละ หญิงสาวสลัดความคิดน่าอายเช่นนั้นออกไปก่อนจะหันไปสนใจกับสิ่งที่เพิ่งได้พบกัน...

เมื่อครู่ที่เธอตื่นขึ้นมาได้ก็เพราะสองสิ่งนี้คือกลิ่นไอของน้ำทะเลและลมเย็นที่พัดผ่าน รอยยิ้มน้อยปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เฝ้าคำนึกคิดว่าหากการที่เธอออกไปเดินสูดอากาศธรรมชาติเช่นนี้มันอาจจะทำให้เธอลืมเรื่องบางเรื่องไปชั่วขณะก็ได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยในระยะยาวแต่มันช่วยในระยะสั้นได้ก็ยังดี

เพียงสักพักสายตาที่เริ่มปรับแสงได้แล้วของเขมมิกาก็มองบรรยากาศไปทั่วรอบห้องหวังเพื่อมองหาใครอีกคนแต่ทว่ากลับไม่เห็น สุดท้ายแล้วความคิดเมื่อครู่ก็กระจ่างเมื่อเธอปิดประตูออกมาเจอกับประตูบานหนาอีกบานที่ถูกปิดจากคนด้านในพร้อมทั้งปิดล็อกและลงกลอนแน่น

ทำไมกัน ทำไม เธอต้องน้อยใจเขาด้วยกับการเหินห่างแบบนี้ทั้งๆที่ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีทะเบียนสมรสที่เธอถือกรรมสิทธิ์แต่เธอกลับไม่มีสิทธิ์ในตัวเขา เขมมิกาหันหลังให้กับประตูบานนั้นก่อนจะเดินมุ่งหน้าออกไปที่ชายหาดหน้ารีสอร์ทหลังนี้

ซึ่งเวลาเช่นนี้แล้วมันก็คงจะไม่มีผู้ใดออกมาเดินเล่นเช่นเดียวกับเธอหรอกนะ เมื่อเท้าบางแตะพื้นทรายขาวละเอียดเธอก็สัมผัสถึงความอ่อนนุ่มและอ่อนโยนของเม็ดทรายได้ทันที บรรยากาศโดยรอบด้านนอกมันแสนจะเป็นใจให้กับเธอเพราะมีทั้งลมที่คอยพัดผ่านร่างไปที่พัดระลอกแล้ว ระลอกเล่า อีกทั้งยังมีแสงจันทร์ที่คอยส่องแสงสว่างลงมาเมื่อยามราตรีอีก

บนท้องฟ้าแม้ว่าจะไม่ได้มีดวงดาวอะไรมากมายแต่ยังไงมันก็ยังพอมีให้สายตาเธอได้เพ่งมองออกไป เขมมิกาเดินออกมาไกลจากรีสอร์ทหลังที่เธอพักอยู่เรื่อยโดยที่ไม่รู้ว่าไกลเท่าไรแล้ว แต่เวลานี้เธอขอให้ใจได้พักผ่อนสักพัก

อัศวินที่เริ่มยันกายลุกขึ้นจากเตียงหลังจากที่เขาเองก็งีบหลับไปสักพัก ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตูเพื่อออกไปรับลมด้านนอกที่มันพัดผ่านเข้ามา

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่มีหมู่ดาวไม่มาก แต่ก็ยังมีแสงที่ถูกส่งต่อมาจากดวงจันทร์ ความทรงจำมากมายที่มีต่อวิชุดาก็พลันพากันวิ่งแล่นผ่านเข้ามาในสมอง ความทรงจำมากมายระหว่างเขาและเธอมันถูกสะสมและเก็บไว้มากมายที่นี้ที่ๆเขาและวิชุดามากันบ่อยครั้งเมื่อหญิงสาวยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ครั้งนี้ที่เขามากลับไม่มีหญิงสาวมาเคียงข้างกาย

“วิ ป่านนี้คุณจะเป็นยังไงบ้าง ทำไมผมต้องทนทรมานอย่างนี้ด้วย คุณช่วยบอกผมที่ได้ไหมว่าผมต้องทำยังไง เรื่องราวทุกอย่างมันถึงจะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วยกลับอีกครั้งได้ไหม” เสียงของเขามันราวกับระบายสิ่งที่อยากจะให้เป็นออกมาเสียเกือบหมด

“ผมไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่กับผู้หญิงอย่างเขมมิกาอีกแล้ว ผมต้องการแค่คุณเท่านั้น” เพียงคำนี้เท่านั้นที่ทำให้อีกคนที่เพิ่งเดินกลับมาจากการสูดอากาศต้องน้ำตาร่วงเผาะ เธอเดินเข้ามาได้ยินทุกประโยชน์ของเขาเมื่อครู่นี้ เขาบอกว่าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่กับคนอย่างเธอ เธอมันไม่ดีอะไรมากมายกับไอสิ่งผิดพลาดที่ตัวเธอเองก็ไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้น แต่จะทำเช่นไรได้ในเมื่อเธอไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของใครได้แม้แต่ตัวเอง!

“ถ้าคุณทรมานมากก็ฆ่าฉันสิคะ จะปล่อยให้ฉันมาเดินอย่างคนมีความสุขอย่างนี้ทำไมหรือเอาง่ายๆก็ฆ่าตัวตายตามไปสิคะ เรื่องราวมันจะได้จบๆไปเสียที” ปากนั้นไวกว่าความคิด ตอนแรกเธอคิดแค่ว่าจะไม่พูดสิ่งใด แต่สุดท้ายสิ่งที่คิดมันกลับผิดเพี้ยนกันไปหมด ใช่ว่าเธอเองจะไม่ทรมานเช่นเขา เธอเองก็ทรมานเหมือนกัน เธอยังเป็นคนๆหนึ่งที่ยังพอจะมีเลือดเนื้อและเจ็บปวดเป็นอยู่บ้าง

อัศวินหันขวับ! ทันทีเขาไม่คิดว่าหญิงสาวจะมาอยู่ตรงนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อมาแล้วก็คงจะได้ยินในสิ่งที่เขาพูดหมดแล้วสินะ ว่าเขารู้สึกอย่างไร

“เขมมิกา”

“ถ้าคุณคิดว่าเป็นตัวคุณเองที่ทรมานมากกว่าใคร คิดว่าฉันมันเป็นคนเลวที่ทำให้คุณวิต้องตายก็ฆ่าฉันซะ! เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจะได้จบๆไป จะได้ไม่ต้องมาทนอยู่กันแบบนี้ ฮึก...” เสียงสะอื้นออกมาจากปากสาวเจ้าที่ยืนน้ำตาเอ่อ

อัศวินยืนนิ่งกับคำพูดที่หญิงสาวเปล่งมันออกมา บางครั้งเขาเพียงแค่อยากจะระบายทุกอย่างที่มันอัดอั้นก็เท่านั้น แต่สงสัยว่ามันก็คงจะเป็นโชคชะตาซะกระมัง จึงทำให้เธอมาได้ยืนในสิ่งที่เขาพูด จนกล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมาอย่างนั้น แต่ถึงอย่างไรเขาก็หาว่าจะใส่ใจในความรู้สึกของหญิงสาวเพราะเขาเองมันก็เริ่มจะไม่มีความรู้สึกแล้วเหมือนกัน...

“ฉันไม่ฆ่าเธอหรอกเขมมิกา ฆ่าเธอตายนะมันยังจะน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่ฉันต้องเจอ เธอจะไม่ได้อยู่อย่างมีความสุขแน่นอน เอ่อ...แล้วจำไว้นะว่าคนอย่างฉันมันไม่โง่พอที่จะลงมือฆ่าตัวเองหรอก...เพราะฉันยังเห็นเธอทรมานไม่พอ”

“....เมื่อกี้คุณพูดเองว่าไม่อยากจะอยู่กับฉัน แล้วพาฉันมาที่นี้ทำไม พาฉันมาทำไม!” สุดท้ายเธอก็อดที่จะตะโกนถามออกไปไม่ได้ ในเมื่อเขาไม่อยากที่จะอยู่กับเธอแล้วทำไมกัน เขาถึงพาเธอมาที่นี้ด้วย แต่สุดท้ายสิ่งที่คิดก็ต้องมลายเพราะเขาให้ตำตอบที่เธอต้องสะอึก

“ฉันไม่ได้อยากพาเธอมาเลยเขมมิกา เพียงแค่มันเป็นคำสั่ง! คำสั่งเท่านั้น! ที่ฉันต้องพาเธอมาเพราะมันเป็นคำสั่งของพ่อกับแม่ฉัน จำใส่สมองกลวงๆของเธอไว้! ถ้ามันไม่ใช่เรื่องนี้เธออย่าหวังเลยว่าจะได้มาที่นี่!”

‘ปัง!’

พูดจบอัศวินก็เดินสาวเท้าเข้าไปภายในบ้าน ปิดประตูเสียงดึงปึงปัง โดยที่ไม่รีรอฟังคำใดๆจากคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านเลยแม้แต่น้อย เขมมิกาเดินเข้าไปหมายจะเปิดประตูแต่มันกลับปิดแน่นจนเปิดไม่ออก แม้ลองพยายามอีกก็ยังปรากฎเช่นเดิม เธอจึงเลือกที่จะนั่งลงที่โต๊ะชุดหน้าบ้านที่ถูกจัดไว้ เธอจะไม่เคาะมันถ้าเขาเต็มใจที่จะเปิดสุดท้ายอย่างไรเขาก็ต้องเปิด

แต่...ถ้าเขาไม่เปิดมันออกมาละ เขมมิกานั่งชันเข่ากอดตัวเองแน่นน้ำตาที่มันเหือดหายออกไปนานหลายวันมันกลับเข้ามาเล่นงานเธออีกแล้ว ทำไมกัน...เมื่อไรเธอจะเลิกเสียน้ำตาเช่นนี้เสียที

‘ปึก’

เสียงผลักประตูจากด้านในดังขึ้น เขมมิกาเงยหน้าขึ้นมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่ตนเฝ้าแอบขอความรัก ใบหน้าของเขมมิกาเปื้อนเลอะไปด้วยคราบน้ำตา จนคนที่เห็นอย่างอัศวินต้องหันหน้าหนีทันที เขาจะไม่มีวันสงสารผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด! ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเขาจะไม่มีวันสงสารน้ำตามารยาพวกนี้!

“เอาไป! ในเมื่อเธอปากเก่งมากก็นอนตากลมทะเลอยู่ข้างนอก” เขาโยนผ้าห่มผืนบางให้กับเขมมิกาก่อนจะปิดประตูเข้าไปดั่งเดิม

เขมมิกาเอามือมาไขว้คว้าผ้าห่มผืนบางที่เขาโยนมาให้ขึ้นมาหุ้มห่อกายเพื่อบรรเทาอากาศหนาว สุดท้ายแล้วเขาก็เปิด เปิดประตูออกมา แต่ทว่ากลับไม่ได้เปิดต้อนรับเธอก็เท่านั้น

เวลาล่วงเลยมาจะตีสามกว่าแล้ว แต่ทำไมชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงกว้างกลับนอนไม่หลับข่มตาไม่ลง พลิกตัวไปมาซึ่งก็เช่นเดียวกับหญิงสาวด้านนอกแต่ต่างกันตรงพื้นที่ที่ใช้อิงนอนและความรู้สึก เพราะตอนนี้เขมมิกาเริ่มมีอาการหนาวสั่นเพราะด้วยพิษไข้ที่ยังไม่หายดีกลับเข้ามาจู่โจมอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าเมื่อไรอาการอ่อนแอเช่นนี้มันจะจางหายไป บางทีเธอก็เบื่อเหลือเกินกับสิ่งเหล่านี้ แต่อย่างไรสุดท้ายเธอก็ต้องเลือกที่จะพยายามข่มตาหลับ แต่มันยังไม่ทันที่ดวงตาเธอจะได้ปิดสนิทเสียงประตูก็ดังขึ้น

‘ปัง’ เสียงประตูกระแทกเข้ากับผนังอย่างแรง ร่างของเขมมิกาลอยหวือขึ้นเหนือพื้น...

‘ว้าย!’

เสียงอุทานที่มันแสนจะแผ่วเบาของเขมมิกาดังขึ้นหลังจากที่เธอยังไม่ทันได้ตั้งตัวกับเหตุการณ์ตรงหน้าที่อยู่ดีๆ ชายหนุ่มก็ช้อนตัวเธอขึ้นเช่นนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป