บทที่ 2 ตอนที่2 มาแล้ว
ตอนที่2
มาแล้ว
รถจอดนิ่งหน้าบันไดหินอ่อน คนขับรถรีบกางร่มลงมาเปิดประตูให้ เหมันต์ก้าวลงไปก่อนโดยไม่รอเธอ เพียงฟ้ามองแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินนำขึ้นบันไดไปอย่างมั่นคง ก่อนสูดหายใจเข้าลึกแล้วก้าวตามลงจากรถ
ฝนสาดเข้ามาโดนชายกระโปรงของเธอจนเปียกชื้นเล็กน้อย รองเท้าส้นสูงแตะพื้นหินเย็นเฉียบ เพียงฟ้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้าสู่โลกอีกใบ โลกที่เธอเป็นคนแปลกหน้า แม้จะมีทะเบียนสมรสยืนยันว่าเธอคือภรรยาของเจ้าของบ้านก็ตาม
บริเวณโถงใหญ่สว่างไสวด้วยแชนเดอเลียร์คริสตัล คุณหญิงวราลียืนรออยู่กลางโถงในชุดผ้าไหมสีเข้ม ใบหน้ายังคงงดงามตามวัย แต่สายตาที่มองเพียงฟ้ากลับเรียบนิ่งและประเมินค่าอย่างเปิดเผย ไม่ต่างจากกำลังตรวจสอบของชิ้นหนึ่งที่เพิ่งถูกส่งเข้าบ้าน
“มาแล้วหรือ เหมันต์ แม่ให้คนเตรียมห้องไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนหนูเพียงฟ้าก็คงเหนื่อยมาก วันนี้ขึ้นไปพักก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยคุยกันเรื่องกฎของบ้านหลังนี้” คุณหญิงวราลีกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ห่างเหิน ทุกถ้อยคำเหมือนมีผ้ากำมะหยี่นุ่มห่อหุ้มคมมีดเอาไว้
เพียงฟ้ายกมือไหว้อย่างนอบน้อม ทั้งที่สัมผัสได้ทันทีว่ามารดาของเหมันต์ไม่ได้ต้อนรับเธอด้วยความยินดี
“ขอบพระคุณค่ะคุณหญิง ถ้ามีสิ่งใดที่เพียงทำไม่เหมาะสม รบกวนคุณหญิงสั่งสอนได้เลยนะคะ เพียงอยากปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ให้เร็วที่สุดค่ะ” เพียงฟ้ากล่าวอย่างสุภาพ พร้อมก้มศีรษะเล็กน้อยด้วยท่าทีอ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ
คุณหญิงวราลีมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ใบหน้าหวานของเพียงฟ้าดูเรียบร้อยและอ่อนโยนก็จริง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีประกายของคนที่รู้จักอดทนอยู่ลึก ๆ นั่นทำให้คุณหญิงรู้สึกทั้งไม่ไว้ใจและไม่สบายใจอย่างประหลาด
“บ้านหลังนี้ไม่ได้อยู่ยากหรอกจ้ะ ขอแค่รู้ว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหน และไม่พยายามเรียกร้องสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองก็พอ” คุณหญิงวราลีตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนปรายตามองลูกชายเหมือนต้องการย้ำให้เพียงฟ้าเข้าใจสถานะของตัวเอง
เพียงฟ้าชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนยิ้มรับอย่างสงบ เธอเข้าใจคำเตือนนั้นชัดเจน ไม่ใช่แค่จากปากแม่สามี แต่จากสายตาของทุกคนในบ้านหลังนี้
“เพียงจะจำไว้ค่ะ และจะพยายามไม่ทำให้ใครลำบากใจเพราะการมีอยู่ของเพียง” เพียงฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้ความหมายของคำพูดนั้นจะบาดลึกลงในใจตัวเองอย่างเงียบงัน
เหมันต์ยืนฟังอยู่ไม่ไกล เขาเห็นทุกอย่าง เห็นแววตาของมารดา เห็นความนิ่งของเพียงฟ้า และเห็นรอยเจ็บเล็ก ๆ ที่เธอพยายามซ่อนเอาไว้หลังรอยยิ้มสุภาพ แต่แทนที่เขาจะพูดอะไร เขากลับเลือกเงียบ เพราะตั้งแต่ต้นเขาก็ตั้งใจจะไม่ทำให้เธอเข้าใจผิดว่าเขาพร้อมยืนข้างเธอในฐานะสามี
“แม่ให้คนยกของของเธอขึ้นไปไว้ที่ห้องแล้ว ห้องของเธออยู่ปีกตะวันออก ส่วนห้องผมอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ถ้ามีอะไรจำเป็นก็ให้แม่บ้านจัดการ อย่าขึ้นมาหาผมโดยไม่จำเป็น” เหมันต์กล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะหันมามองเพียงฟ้าเพียงครู่เดียว
เพียงฟ้ารู้สึกเหมือนถูกผลักออกไปอีกขั้น ทั้งที่เธอยังไม่ทันได้ก้าวเข้าใกล้เขาเลยด้วยซ้ำ ห้องคนละฝั่งของบ้านคือคำประกาศชัดเจนว่า แม้ทั้งคู่จะเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย แต่เขาไม่ต้องการให้ชีวิตส่วนตัวของเธอล้ำเข้าไปในโลกของเขา
“ค่ะ ฉันจะไม่รบกวนคุณโดยไม่จำเป็น” เพียงฟ้าตอบสั้น ๆ แต่เสียงของเธอยังอ่อนโยนและมั่นคงพอจะไม่ให้ใครเห็นว่าในใจเจ็บแค่ไหน
คนรับใช้วัยกลางคนชื่อป้านวลเดินเข้ามารับกระเป๋าของเพียงฟ้าพร้อมรอยยิ้มเห็นใจเล็กน้อย แววตาของป้านวลอ่อนลงเมื่อต้องประสานสายตากับหญิงสาวผู้เพิ่งเข้ามาเป็นนายหญิงของบ้าน แต่กลับดูเหมือนคนไม่มีที่ยืนมากกว่าคนที่ได้รับเกียรติ
“คุณเพียงเชิญทางนี้นะคะ ป้าจะพาไปที่ห้องพัก ถ้าต้องการอะไรบอกป้าได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ” ป้านวลกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นกว่าทุกคนในโถงนั้น
เพียงฟ้าหันไปยิ้มให้หญิงสูงวัย รอยยิ้มนั้นบางเบาแต่จริงใจอย่างยิ่ง เพราะในเวลาที่ทั้งบ้านดูเย็นชา คำพูดธรรมดาของป้านวลกลับเป็นความอ่อนโยนเพียงอย่างเดียวที่เธอได้รับหลังกลายเป็นภรรยาของเหมันต์
“ขอบคุณมากนะคะป้านวล แค่มีคนบอกว่าฉันสามารถขอความช่วยเหลือได้ เพียงก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ” เพียงฟ้ากล่าวอย่างอ่อนโยน ขณะพยายามประคองรอยยิ้มไม่ให้สั่นไปกับความอ่อนไหวที่กำลังล้นขึ้นมา
ป้านวลมองหญิงสาวด้วยความสงสาร แต่ยังไม่ทันพูดอะไร เสียงโทรศัพท์ของเหมันต์ก็ดังขึ้นกลางโถงกว้าง เสียงเรียกเข้าที่ดังท่ามกลางความเงียบทำให้ทุกสายตาหันไปมองเขาโดยพร้อมเพรียง
เหมันต์หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท ใบหน้าคมนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ เพียงฟ้าเห็นเพียงแวบเดียวว่าปลายนิ้วของเขาชะงักนานกว่าปกติ ก่อนที่เขาจะกดปิดเสียงโดยไม่รับสาย
แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เธอรู้สึกว่าคนที่โทรมาคงไม่ใช่คนธรรมดา
“ใครโทรมาหรือเหมันต์ ทำไมไม่รับล่ะลูก” คุณหญิงวราลีถามเสียงเรียบ ทว่าแววตาของนางเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว
เหมันต์เก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋า ก่อนตอบด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“ไม่มีอะไรครับแม่ เรื่องงานนิดหน่อย เดี๋ยวผมค่อยโทรกลับ” เหมันต์กล่าวอย่างตัดบท แล้วหันไปสั่งป้านวลให้พาเพียงฟ้าขึ้นไปพักทันที
เพียงฟ้าก้มศีรษะลาคุณหญิงวราลี ก่อนเดินตามป้านวลขึ้นบันไดหินอ่อน โถงกว้างด้านล่างค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตา แต่ความเย็นชาของผู้คนในบ้านยังติดอยู่บนผิวกายเหมือนละอองฝนที่ไม่ยอมแห้ง
ห้องพักของเพียงฟ้าอยู่สุดปีกตะวันออก เป็นห้องกว้างตกแต่งด้วยโทนสีขาวนวลและทองอ่อน ทุกอย่างงดงามราวกับห้องเจ้าสาวในนิตยสาร แต่ความสมบูรณ์แบบของมันกลับทำให้เธอรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด เพราะไม่มีสิ่งใดในห้องนี้เป็นของเธอจริง ๆ แม้แต่ชีวิตหลังจากคืนนี้ก็เช่นกัน
ป้านวลวางกระเป๋าไว้ข้างตู้เสื้อผ้า ก่อนหันมาหาเธอด้วยแววตาลังเล
“คุณเพียงอย่าเพิ่งคิดมากนะคะ คุณเหมันต์เป็นคนพูดน้อยและค่อนข้างเย็นชา แต่บางทีคนแบบนี้ก็อาจต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นสักหน่อย” ป้านวลกล่าวปลอบด้วยความระมัดระวัง เหมือนกลัวว่า คำปลอบธรรมดาจะไปสะกิดแผลสดในใจหญิงสาว
เพียงฟ้าถอดแหวนออกมาดูครู่หนึ่ง แสงไฟในห้องสะท้อนตัวเรือนให้ประกายวูบวาบสวยงาม แต่มันกลับทำให้เธอเจ็บแทนที่จะดีใจ
“เพียงไม่กล้าหวังให้เขาเปลี่ยนหรอกค่ะป้า เพียงรู้ดีว่าความรักไม่ใช่สิ่งที่บังคับกันได้ และการที่เขายอมจดทะเบียนกับเพียงก็ไม่ได้แปลว่าเขาต้องยอมหัวใจให้เพียงด้วย” เพียงฟ้าพูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ขณะมองแหวนในมือราวกับมองความฝันของผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งพังลงอย่างเงียบงัน
ป้านวลถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเดินออกจากห้องไปเพื่อให้เธอได้พัก เพียงฟ้าจึงเหลืออยู่เพียงลำพังท่ามกลางห้องกว้างที่งดงามเกินไปสำหรับหัวใจอันโดดเดี่ยว
หญิงสาวเดินไปยืนริมหน้าต่าง สายฝนยังคงตกหนักไม่หยุด แสงไฟในสวนพร่าเลือนอยู่หลังม่านน้ำ เธอเห็นเงาของเหมันต์เดินออกไปยังสวนด้านล่างพร้อมโทรศัพท์แนบหู ร่มสีดำคันใหญ่กางอยู่เหนือศีรษะเขา แต่เสี้ยวหน้าคมที่หันไปทางแสงไฟยังคงชัดเจนจนเธอเผลอมองนิ่ง
เพียงฟ้าบอกตัวเองว่าไม่ควรสนใจ เขามีโลกของเขา มีอดีตของเขา และอาจมีใครบางคนอยู่ในหัวใจของเขามานานก่อนเธอ แต่หัวใจคนเราบางครั้งก็ไม่เชื่อฟังเหตุผล เธอยังยืนมองเขาผ่านสายฝนอย่างเงียบงัน เหมือนคนที่กำลังเรียนรู้ความเจ็บปวดตั้งแต่วันแรกของการเป็นภรรยา
