บทที่ 1 เพื่อนบ้าน

"บ้านหลังนี้สวยมากเลยค่ะพี่นนท์"

น้ำเสียงสดใสที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนยินดีดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนตาหยี ‘กานต์กมล’ หญิงสาวร่างเล็กในชุดเดรสลำลองสีหวานกำลังเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดีอยู่กลางสวนหย่อมหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้นสีขาวสะอาดตา ตัวบ้านออกแบบในสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอล ดูทันสมัย ร่มรื่น แต่แฝงไปด้วยความเงียบเหงาเนื่องจากเพิ่งประกาศขายและยังไม่มีใครย้ายเข้ามาอยู่

หญิงสาวกางแขนออกแล้วหมุนตัวไปรอบ ๆ ราวกับต้องการซึมซับบรรยากาศทั้งหมดไว้ ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับเหมือนเด็กน้อยที่ได้พบของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจที่สุดในชีวิต

"ชอบขนาดนั้นเลยเหรอเรา?"

‘นนท์’ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมคายผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ หัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาละสายตาจากเอกสารรายละเอียดของตัวบ้านในมือ แล้วหันมามองท่าทางตื่นเต้นเกินเบอร์ของน้องสาวด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วยกมือขึ้นลูบเส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มของเธอจนยุ่งฟู สัมผัสอันอบอุ่นนั้นเต็มไปด้วยความผูกพันที่ทั้งสองมีให้กันมาตั้งแต่เด็ก

"ชอบสิคะ ชอบมาก ๆ เลยด้วย" กานต์กมลหันมาตอบทันควันพลันพยักหน้ารับรัว ๆ ราวกับกลัวว่าพี่ชายจะไม่เชื่อ "พี่นนท์ดูต้นไม้พวกนี้สิคะ ถึงตอนนี้มันจะดูรกไปหน่อย แต่ถ้าเราจับมาแต่งกิ่ง ปรับหน้าดินอีกนิดเดียวก็สวยร่มรื่นสุด ๆ ไปเลยนะ"

เธอยังคงพูดต่อไปเรื่อย ๆ ราวกับภาพความฝันในอนาคตกำลังฉายชัดอยู่ตรงหน้า

"ถ้าได้ซื้อบ้านหลังนี้จริง ๆ นะ กานต์จะทำโซนสวนสำหรับน้องแมวเอาไว้ตรงมุมโน้น ให้พวกเด็ก ๆ ได้มีที่วิ่งเล่นรับแสงแดดตอนเช้า แล้วกานต์ก็จะปลูกดอกไม้สีสวย ๆ ไว้อวดโฉมตรงหน้าต่างห้องนั่งเล่นด้วย อ้อ! แล้วก็ต้องทำบ่อปลาคาร์ปเล็ก ๆ ไว้ตรงนี้ เพิ่มเสียงน้ำไหลให้บ้านดูเย็นสบาย แล้วก็..."

"แล้วกานต์จะเอาเงินที่ไหนมาทำทั้งหมดนี่หว่า?" พี่ชายเอ่ยขัดขึ้นขำ ๆ ด้วยน้ำเสียงล้อเลียน แววตาเต็มไปด้วยประกายระยับหยอกเย้า

คำถามที่แสนตรงไปตรงมาและขัดความฝันนั้นทำให้หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะใสกระจ่างราวกับกระดิ่งแก้ว "โธ่... พี่นนท์ขัดลาภจังเลย! ก็ต้องรอให้กานต์ขายงานโปรเจกต์นี้ให้ผ่านก่อนสิคะ เงินก้อนใหญ่มาเมื่อไหร่กานต์จะเนรมิตทุกอย่างเลย ตอนนี้ก็ขอฝันกลางวันไว้ก่อน คนเรามันต้องมีความฝันสิคะพี่ชาย ไม่งั้นชีวิตจะไปมีสีสันอะไร"

นนท์ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจในความช่างเพ้อฝันของน้องสาวผู้เป็นครีเอทีฟแอนด์ดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ดีดหน้าผากมนของเธอเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว

"โอ๊ย! เจ็บนะพี่นนท์ ดีดมาได้ หัวหนูช้ำหมดพอดี" หญิงสาวแกล้งยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ย่นจมูกใส่พร้อมทำหน้ามุ่ย

"ก็ดีดให้ตื่นจากฝันไง ยัยเด็กบ๊อง"

"ใครบ๊องกันคะ! พูดให้ดี ๆ นะ"

"ก็คนที่ยืนพูดเจื้อยแจ้วอยู่คนเดียวตั้งนานสองนานเมื่อกี้ไง ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร" นนท์เลิกคิ้วกวน ๆ

"หนูไม่ได้พูดคนเดียวเสียหน่อย!" กานต์กมลเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ "เขาเรียกว่าหนูกำลังสื่อสารและผูกมิตรกับธรรมชาติ หนูคุยกับต้นไม้อยู่ต่างหากล่ะ"

"อืม... อาการหนักกว่าเดิมอีกนะเราน่ะ ไปหาหมอไหมเดี๋ยวพี่พาไป"

คำหยอกล้อของพี่ชายทำเอาหญิงสาวหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด สองพี่น้องพากันหัวเราะร่า เสียงหัวเราะอันสดใสระคนหยอกเย้าของทั้งคู่ดังสะท้อนไปทั่วบริเวณสวนหย่อมอันเงียบสงบ

โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า... ท่ามกลางความเงียบเชียบของหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้ จากบานหน้าต่างกระจกชั้นสองของบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกัน มีสายตาของใครบางคนกำลังทอดมองลงมาอย่างเงียบเชียบ

‘นายแพทย์ปกรณ์ วัฒนกุล’

ศัลยแพทย์ทรวงอกและหัวใจวัยสามสิบสามปี ยืนนิ่งอยู่หลังม่านบังตาในห้องนอนของตัวเอง ชายหนุ่มเพิ่งเดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากต้องเข้าเวรติดต่อกันยาวนานเกือบยี่สิบชั่วโมงในห้องผ่าตัด ร่างกายของเขาอ่อนล้าและตึงเครียดจนถึงขีดสุด สมองประมวลผลช้าลง และดวงตาคู่คมก็ล้าเต็มทีจากความเหนื่อยสะสม เขาตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะกลับมาอาบน้ำและทิ้งตัวลงนอนพักผ่อนยาว ๆ เพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป

ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะล้มตัวลงนอนนั้นเอง เสียงหัวเราะที่แสนสดใสและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาจากบ้านข้าง ๆ ก็ดังเล็ดลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา มันเป็นน้ำเสียงที่ฟังรู้สึกสบายและมีพลังงานบางอย่างที่ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด จนทำให้คุณหมอหนุ่มผู้รักความสงบเผลอพาร่างสูงใหญ่ของตัวเองเดินมาหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างอย่างลืมตัว

สายตาคมกริบทอดมองลงไปยังบ้านเดี่ยวหลังข้าง ๆ ซึ่งปล่อยว่างและไร้ผูู้อยู่อาศัยมานานหลายเดือน ตอนนี้กลับมีร่างของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินสำรวจรอบ ๆ บ้านด้วยท่าทางสนิทสนม

บทถัดไป