บทที่ 5 เจ้าลูกแมว
ยี่สิบนาทีต่อมา รถ SUV คันหรูแล่นมาจอดหน้าโรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์เวรรับช่วงต่อและพาลูกแมวเข้าห้องฉุกเฉินไปทันที
บรรยากาศกลับสู่ความเงียบ เหลือเพียงกานต์ที่นั่งกระสับกระส่ายอยู่บนเก้าอี้ผู้โดยสารหน้าห้องตรวจ มือเล็กทั้งสองข้างกำแน่นอยู่บนตัก ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววกังวลจนปิดไม่มิด
"มันจะไม่เป็นไรครับ" ปกรณ์เอ่ยทำลายความเงียบเพื่อทำลายความตึงเครียด
หญิงสาวหันขวับมามอง "คุณหมอรู้ได้ยังไงคะ"
"เดาครับ"
"อ้าว... เดาได้ด้วยเหรอคะ"
"ก็ผมเป็นหมอนี่ครับ" ปกรณ์ตอบหน้านิ่ง
กานต์นิ่งไปนิดก่อนจะหลุดยิ้มออกมา "อ๋อ... เป็นหมอที่เดาเก่งนี่เอง"
คำย้อนสั้น ๆ นั้นทำให้ปกรณ์หลุดหัวเราะหึในลำคอเบา ๆ เขาค่อย ๆ ส่ายหน้าพลางมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป "คุณนี่แปลกคนจริง ๆ"
"กานต์เหรอคะ แปลกตรงไหน"
"ก็ร้องไห้ให้แมวจรจัด"
กานต์นิ่งไปชั่วครู่ แววตาไหวระริกก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบาง ๆ "ก็มันเจ็บนี่คะ... อีกอย่าง มันไม่มีใครดูแล ไม่มีใครคอยเป็นห่วงมันเลย ถ้ากานต์ไม่ช่วยมันในตอนนั้น มันก็คงต้องเผชิญหน้ากับความมืดแล้วก็ความเจ็บปวดอยู่ตัวคนเดียว"
คำพูดซื่อ ๆ ของกานต์กมลทำให้ปกรณ์เงียบไป... เพราะคำพูดนั้นมันดันสะกิดใจและสะท้อนภาพในอดีตของเขาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ตอนเด็ก ๆ พ่อของเขาไม่ค่อยอยู่บ้าน ส่วนแม่ก็บ้างานจนไม่มีเวลาให้ บ้านหลังใหญ่โตหรูหรากลับเงียบเชียบจนบางครั้งเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ แม้ปกรณ์จะมีทุกอย่างที่เงินซื้อได้ แต่ลึก ๆ แล้วเขากลับรู้สึกโดโดเดี่ยว... ไม่ต่างจากลูกแมวตัวนั้นที่ไม่มีใครเหลียวแล
"กานต์เชื่อนะ" หญิงสาวพูดทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง "ว่าสิ่งมีชีวิตทุกตัวรับรู้ได้ว่าใครรักมันจริง ๆ ถ้าเราใจดีกับเขา เขาก็จะรักเราค่ะ"
"แล้วถ้าเกิดเราไม่ใจดีล่ะครับ" ชายหนุ่มแกล้งถามกลับ
หญิงสาวหันมาสบตาแล้วคลี่ยิ้มกว้าง "งั้นเราก็แค่เริ่มจากเป็นฝ่าย 'ใจดี' ก่อนสิคะ"
คำตอบง่าย ๆ แต่กลับทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของปกรณ์สั่นไหวอย่างประหลาด
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ประตูห้องตรวจก็เปิดออกพร้อมสัตวแพทย์ที่เดินยิ้มออกมา "ปลอดภัยแล้วครับ แค่กระดูกร้าวนิดหน่อย พักฟื้นแล้วก็กินยาตามอาการสักระยะก็หายเป็นปกติครับ"
กานต์เด้งตัวลุกขึ้นทันที เธอยกมือขึ้นปิดปากพลางพรูลมหายใจยาวราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก และแล้วอยู่ ๆ น้ำตาที่กักเก็บไว้ก็ไหลทะลักลงมาอาบแก้ม
ปกรณ์ชะงักไปเล็กน้อย "อ้าว... ร้องไห้อีกแล้ว"
"ก็มันดีใจนี่คะ" เธอหัวเราะแก้เก้อทั้งน้ำตาพลางปัดหยาดน้ำตาออกจากแก้มล้า ๆ "กานต์เป็นพวกบ่อน้ำตาตื้นค่ะ ร้องง่าย"
"รู้แล้วครับ ขี้แยจริง ๆ"
"นิดเดียวเองค่ะ"
"ไม่นิดนะครับ"
กานต์หัวเราะร่าออกมา ส่วนปกรณ์เอง... ก็พบว่ามุมปากของตัวเองกำลังยกยิ้มตามเธอไปโดยไม่รู้ตัว
ขากลับ... เจ้าตัวเล็กหลับสนิทอยู่ในกล่องกระดาษใบย่อมบนตักของกานต์ หญิงสาวก้มมองมันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนข้างกาย
"คุณหมอคะ"
"ครับ"
"ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ... วันนี้ถ้าไม่ได้คุณหมอ กานต์คงทำอะไรไม่ถูกแน่ ๆ"
ปกรณ์กระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ถนนเบื้องหน้าขณะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่านุ่มนวลขึ้น "คุณเองก็ช่วยมันเหมือนกัน"
"คะ?"
"ลูกแมวตัวนั้นน่ะ... ถ้าไม่ได้คุณปฐมพยาบาลแล้วก็อุ้มมันมา สภาพมันคงแย่กว่านี้เยอะ"
กานต์นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มละมุนจะค่อย ๆ ผลิบานบนใบหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและสว่างไสวจนทำให้หัวใจของคนมองกระตุกไหวอย่างรุนแรง
"คุณหมอนี่... ใจดีจังเลยนะแถมยังปากหวานด้วย"
ปกรณ์ชะงักไปทันที เพราะนี่เป็นประโยคชื่นชมที่เขาไม่ได้ยินจากปากใครมานานมาก นานจนเกือบจะลืมไปแล้วว่า... การถูกมองด้วยสายตาที่ชื่นชมและยอมรับในตัวตนจริง ๆ มันรู้สึกดีขนาดไหน
และในค่ำคืนที่เหนื่อยล้าค่ำคืนนั้นเอง... คือจุดเริ่มต้นที่ปกรณ์เริ่มมองกานต์กมลเปลี่ยนไป
เช้าวันรุ่งขึ้น...
ปกรณ์กำลังนั่งอ่านผลตรวจของคนไข้อย่างละเอียดที่โต๊ะอาหาร วันนี้เขาเข้าเวรบ่าย จึงมีเวลาใช้ชีวิตช่วงเช้าอยู่บ้านมากกว่าปกติ ทว่าในขณะที่ความเงียบกำลังกำลังก่อตัวขึ้น จู่ๆ เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแล้วแทบไม่มีใครมาหาเขาถึงที่บ้านเลย เมื่อเปิดประตูเดินออกไป คนที่ยืนส่งยิ้มแฉ่งอยู่หน้ารั้วกั้นก็ทำให้เขาถึงกับชะงัก
กานต์กมลกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ในมือถือปิ่นโตสองชั้นสีครีมละมุนตา
