บทที่ 25 EP 5/4 กักตัวไม่กักใจ
อารดาถือช้อนค้างไว้ ทำไมทัศนคติของผู้ชายตรงหน้าถึงน่ารักเหลือเกิน ก็จริงที่เขาอาจจะปากร้ายและใจร้อน แต่ว่า...ส่วนดีๆ ก็มีนี่นา
“ความคิดความอ่านตอนไม่ด่าว่าใครก็ใช้ได้นะ”
คนถูกยอยกยิ้ม ตักข้าวเข้าปากไปก็ยังยิ้มอยู่
“แหม...ผมน่ารักขนาดนี้ ก็รักผมเถอะ รักผมแล้วมีแต่เรื่องดีๆ เชื่อสิ”
อารดาฟังคำแนะแล้วส่งเสียงเชอะเบาๆ ตักข้าวเข้าปากแล้วรู้สึกว่ามันอร่อยอีกแล้ว ท่ามกลางกลิ่นดินชื้นแฉะในสวนหลังฝนตก ชวนให้เจริญอาหารเหลือเกิน
“กินเสร็จแล้วไปทัวร์สวนกล้วยกัน ห้าสิบเมตรรอบกระท่อม คนงานเข้ามาไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมต้องทำงานเอง”
“ทำอะไรบ้าง”
“ก็...หลายอย่าง หลักๆ ก็สำรวจนั่นแหละว่ามีต้นที่โค่นหรือเปล่าเพราะเมื่อคืนฝนตก ถ้าลำต้นเอียงจะโค่นก็ต้องหาไม้ค้ำ ยิ่งตอนที่ออกเครือแล้วก็ต้องตัดแต่งไม่ให้ก้านใบมาโดนเครือมากเกินไป เดี๋ยวหวีกล้วยจะไม่งาม”
“โห...ขนาดนั้นเลย”
“แน่นอนสิ ถ้างานดีๆ ก็ส่งการบินไทยหรือสายการบินอื่นในประเทศได้สบาย ราคาดีกว่าส่งขึ้นห้างตั้งเท่าหนึ่งแน่ะ”
“รวยแย่แล้วศรัณ”
“นั่นสิ เงินผมเยอะออก แต่ไม่มีเวลาใช้เลย เชื่อไหม” เขาเอ่ยติดหัวเราะ แต่อารดากลับเข้าอกเข้าใจ เขาคงงานยุ่งจนไม่มีเวลาใช้เงินจริงๆ กระมัง “ผมเพิ่งได้พักบ้างตอนไปหาคุณ และบางทีอาจได้พักยาวๆ ถ้าทางการสั่งปิดประเทศ และคราวนี้ล่ะ งานเข้าเต็มๆ แน่นอน”
พอเอ่ยถึงเรื่องเครียดๆ ก็พลอยกลืนข้าวไม่ลง ถ้าไม่ได้ส่งกล้วยให้การบินไทยกับบริษัทอื่นๆ รายได้ของเขาต้องได้รับผลกระทบแน่นอน
“ค่อยๆ คิดเถอะ ตอนนี้ก็ยังไม่ปิดประเทศนี่นา”
คนเป็นภรรยาให้กำลังใจ ตักกับข้าวใส่จานให้เขา ไม่ชอบตอนที่เขาทำหน้ายุ่งอย่างนั้น
“นั่นสินะ มันยังไม่เกิดขึ้นเสียหน่อย เราแค่ต้องรออย่างมีสติเท่านั้นเอง”
พอได้ยินเด็กน้อยเอ่ยอย่างนั้น อารดาก็ได้ยิ้มละไม รอยยิ้มของหล่อนศรัณมองตาค้าง ช่างเป็นยิ้มที่หวานเหลือเกิน
“ยิ้มสวยเชียว”
คนยิ้มอยู่ถึงกับหุบยิ้มทันใด ก้มหน้าก้มตากินต่อ ผมเผ้าที่ไม่ได้รวบไว้ก็ไหลมาระรานแก้มงาม ศรัณเอื้อมมือไปหา พาพวงผมที่ไหลมาระรานใบหน้าไปทัดไว้หลังใบหูให้
“ไม่มียางรัดผมเหรอ”
“ลืมหยิบมา”
ศรัณแลหาหนังยางสักเส้น แต่บนแคร่ก็ไม่มีจริงๆ
“กินเสร็จแล้วจะหาอะไรมามัดให้แล้วกันนะ”
อารดารับคำด้วยการพยักหน้าหงึกหงัก ตั้งหน้าตั้งตากินมื้อเช้าเงียบๆ ปากเคี้ยวข้าวแต่ตานั้นลอบมองสามีวัยละอ่อน เพราะยังเด็กกระมังถึงได้กินข้าวน่าอร่อยอย่างนั้น คนทำอาหารให้คงชื่นใจน่าดู เขาไม่ค่อยสงวนท่าทีเหมือนอยู่บ้านเธอ เขาตักข้าวกินคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ ช่างน่าเอ็นดูนัก จังหวะหนึ่งเมล็ดข้าวติดที่มุมปาก เขายังไม่รู้ตัว
“กินมูมมามเป็นเด็กไปได้” ว่าเขาแล้วเผลอเอื้อมมือไปหา ปัดเมล็ดข้าวออกจากมุมปากให้ พอรู้ตัวจะดึงมือคืนมา ศรัณก็คว้ามือเธอไว้ ก่อนจะดมหลังมือเธอดังฟอดแรงๆ
“ขอบคุณครับ รักเมียจัง”
“ไหนบอกว่าจะไม่บอกรักฉันอีก”
“อ้าว? จริงด้วย ลืมเลย”
เขาแก้ต่างแล้วหัวเราะร่า อารดาเลยหัวเราะไปด้วย แวบหนึ่งที่เธอเห็นภาพพื้นที่ลิ้นชักอันคับแคบและมืดมิด ศรัณ...กำลังปีนเข้ามาในลิ้นชักของเธอ เขามาพร้อมแสงสว่างรำไร ที่ทำให้เธอ...อดยินดีไม่ได้จริงๆ
----------
ณ เรือนไม้หลังใหญ่ใต้ถุนสูง สร้างแบบโบราณ ตั้งอยู่ริมถนนสายเล็กๆ ที่แยกออกมาจากถนนสายหลัก ย่าพร้อม สตรีวัยแปดสิบกลางๆ ยืนชะเง้อคอมองไปทางสวนกล้วยของชายรุ่นหลาน ริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้านาง มิอาจกลบลบสง่าราศีอย่างสตรีผู้เปี่ยมด้วยบารมี นางยืนเกาะราวระเบียงอยู่สักพัก และจำต้องกลับมานั่งเอนหลังบนเบาะยัดนุ่นผืนเก่ง เสื้อคอกระเช้ากับโจงกระเบนผ้าไหมทำให้สตรีวัยไม้ใกล้ฝั่งน่ามองมิคลาย
“ไปยืนตากละอองฝนเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกค่า”
พุดตาน พี่สาวของพุดซ้อน บ่นให้หญิงชราที่ตัวเองรับใช้มานานปี เธออยู่เป็นโสดแต่สุขสบายเมื่อได้รับใช้ย่าพร้อม คนที่มีบุญคุณต่อครอบครัวของพวกเธอ พุดซ้อนผู้เป็นน้องสาวนั้น เข้าไปรับใช้แม่หนูอารดาที่ในเมือง นานๆ จะกลับมาเยี่ยมพี่สาวสักครั้ง
“ก็ห่วงนี่นา ไม่รู้ว่าเมื่อคืนยัยอุ่นจะนอนหลับสบายหรือเปล่า”
หญิงสูงวัยแก้ต่างการกระทำของตัวเอง
“หนูอุ่นอยู่กับพ่อรัณ คงไม่มีอะไรมั้งคะ”
“เฮ้อ...ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ สองคนนั้นจะเข้ากันได้ดีไหมนะแม่พุดตาน”
“ก็ต้องให้เวลาพวกเขาบ้าง ค่อยเป็นค่อยไป คุณอุ่นเธอโตแล้ว หากไม่เหนือบ่ากว่าแรง ฉันก็เชื่อว่าการแต่งงานคงไม่ล่มง่ายๆ หรอกค่ะ คุณก็อย่ากังวลนักเลย” พุดตานปลอบคนที่มากวัยกว่า หยิบเอาถาดขนมกล้วยมาวางตรงหน้าหญิงชรา
