บทที่ 31 EP 6/4 ทัดดอกรักให้ปักที่กลางใจ
คิ้วหนา ตาคม ริมฝีปากหยักได้รูป ดูรวมๆ แล้วก็หน้าตาหล่อเหลาไม่น้อย
“ทางโน้นเป็นยังไงบ้างล่ะ” คนเป็นบิดาถามลูกชายทันทีที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาถึงโต๊ะอาหาร
“ดีกว่าทางนี้ครับ ต้นไม่ค่อยโค่น แต่ก้านหักไม่น้อยเลย” ชนนท์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ด บอกบิดาแล้วนั่งลงอย่างเซ็งๆ หยิบสมาร์ตโฟนของตัวเองขึ้นมาเช็กไลน์เช็กเฟซแล้วมุ่นคิ้ว เหงื่อที่ไหลลงตามแนวจอนมิได้ทำให้เจ้าตัวใส่ใจมันเลย “เออ! ก็ดี...เลิกก็เลิกสิ! ไม่เห็นจะง้อ!”
เสียงบ่นนั้นทำให้ฟีฟ่าต้องหรี่ตามองคนที่มากวัยกว่า
“เลิกกะแฟนคนที่ร้อยเหรอคับ”
“อย่ามายุ่ง! แก่แดด” ว่าเจ้าเด็กแสบจอมป่วน ก่อนที่สมาร์ตโฟนของเขาและของฟีฟ่าจะโดนแย่งไปจากมือ “โอย...แม่!”
“กินข้าวซะ ห้ามเล่นมือถือ” มาลาสั่งลูกแล้วผายมือให้ทุกคนรอบโต๊ะอาหาร มื้อเที่ยงอย่างง่ายๆ จึงเริ่มต้นขึ้นในตอนนั้น เสียงช้อนกระทบจานดังมาให้ได้ยินไม่หยุด ทุกคนเจริญอาหารดี โดยเฉพาะเจ้าเด็กแสบวัยห้าขวบ
“เพลาๆ ลงซะบ้างเถอะ อายุเพิ่งแค่นี้ เดี๋ยวโรคภัยถามหาพอดี”
คนเป็นบิดาเตือนลูกชาย รู้มาตลอดว่าเจ้าคนนี้มันเจ้าชู้ คบผู้หญิงทีละหลายคน แต่ไม่เคยพามาที่บ้านให้คนเป็นแม่ต้องปวดหัวหรอก
“โธ่...พ่อ จะพูดทำไม เดี๋ยวแม่ด่า”
“ด่าแน่นอนถ้าเงินเดือนแกไม่ถึงมือฉัน ทำงานหาเงินก็ต้องให้แม่สิ ไม่ใช่เอาไปเลี้ยงสาวซะหมด ถ้าคราวหน้าได้ข่าวว่าซื้อทองให้สาวอีกละก็ แม่จะบอกให้พี่เขางดจ่ายเงินเดือน”
“โห...แม่!? แม่นี่โหดจริงๆ แล้วนี่รู้ได้ยังไงว่าผมซื้ออะไรให้ใคร”
“คนเขาลือกันทั้งตลาดว่าแกไปติดลูกแม่ค้าเขียงหมู”
“โธ่...แค่คุยๆ น่า เด็กมันน่าเอ็นดู”
“เออ...ท้องโย้มาเมื่อไหร่ละน่าดู ฉันไม่เอานะแม่เด็กพวกนั้นน่ะ หนังสือหนังหาไม่เรียน ขี่มอ’ไซค์แรดไปหาผู้ชายคนโน้นทีคนนี้ที ฉันไม่ชอบ!”
ชนนท์ยกมือยอมแพ้ อย่าได้คิดปิดบังเรื่องอะไรจากมารดาเลย นางคงมีหูทิพย์ตาทิพย์น่ะ
“แรด! ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ด้วยเหรอ ฟีฟ่าไม่เห็นรู้เลย”
คำถามแสนซื่อทำเอาสองหนุ่มต่างวัยกลั้นขำ ส่วนมาลาถึงกับอ้าปากค้าง เอามือตะครุบปากเจ้าตัวแสบอย่างไว “โอ...ไม่เอาๆ ไม่พูดตามนะฟีฟ่า โอ๊ย...ฉันพูดอะไรไปเนี่ย ลืมไปเลยว่าฟีฟ่านั่งอยู่ เพราะเจ้านนท์แท้ๆ เลย”
“อ้าว? เกี่ยวอะไรกับผมล่ะ”
“ก็แกนั่นแหละ ชอบหาเรื่องให้ฉันพูดมาก รีบกินแล้วรีบไปทำงานเลยนะ เห็นหน้าแล้วโมโห!”
ชนนท์รีบหุบปากฉับ เขาแค่หาอะไรทำให้หายเหนื่อยจากการทำงาน มารดาที่รักไม่เข้าใจ เขาเป็นผู้ชาย เรื่องเจ้าชู้นี่มันห้ามไม่ได้ ใครทอดสะพานมาให้ก็เอาหมดนั่นแหละ เขาเป็นนักรักนี่นา แม้หลายๆ ครั้งจะสับรางไม่ทันบ้างจนถูกสาวๆ บอกเลิกรายวันก็เถอะ
----------
เข้าสู่วันที่สิบแล้ว นับจากอารดามาอยู่ที่ท้ายสวน ทุกวันศรัณจะออกไปดูต้นกล้วยรอบกระท่อม เขามักกลับมาพร้อมเหงื่อที่อาบร่าง วันแรกๆ เขาเป็นคนจัดหาทุกอย่างที่เธอต้องการ แต่พอหลายวันเข้า เธอก็เรียนรู้ที่จะช่วยเขาบ้าง อาหารสามมื้อ เธอจะเป็นคนออกไปรับที่จุดส่งอาหาร แรกๆ น้ามาลาใส่ปิ่นโตมาทิ้งไว้ให้ หลังๆ น้าใส่ถุงแกงมา เธอคำนึงถึงความปลอดภัย เลยไม่ส่งปิ่นโตกลับ
เธอเดินในสวนกล้วยคล่องขึ้นนะ รู้จักชื่นชมกับใบกล้วยสีเขียวสดกับผลกล้วยอ่อนๆ ที่เพิ่งแตกออกจากหัวปลี กลิ่นน้ำมันก๊าดยามที่ศรัณจุดไว้ใต้ชายคากระท่อมยามค่ำคืน ก็ไม่ได้ทำให้เธอเวียนหัวอีกแล้ว ที่สำคัญก็คือ เธอสามารถข้ามสะพานไม้แผ่นเดียวที่วางพาดท้องร่องได้คล่องมากขึ้น นี่เป็นความภาคภูมิใจของเธอเลย
กล้วยในสวนแถบนี้กำลังงาม พากันออกลูกแทบทุกต้น ปลายปีคงสร้างเม็ดเงินให้ศรัณไม่น้อย บางที...การอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะ ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ใจเธอสงบขึ้นมากจริงๆ แต่ว่า...ถ้าหลังจากสิบสี่วัน ชีวิตของเธอจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน
ลมเย็นวูบใหญ่พัดผ่านร่าง อารดาเงยหน้ามองฟ้า มือจับสายย่ามที่ทำจากผ้าฝ้ายไว้มั่น ในนี้มีกับข้าวกับปลาที่น้ามาลาทำมาให้ ป่านนี้ศรัณคงกลับมาถึงกระท่อมแล้ว เธอควรต้องเร่งฝีเท้าสักหน่อย ก่อนที่ฝนจะเทลงมา ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเพราะพายุ อันที่จริง ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่กระท่อม ฝนตกแทบทุกวันก็ว่าได้
ครืน! ครืน!
เสียงฟ้าคำรามดังขึ้นหลังแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวมาลอยอยู่เหนือหัวเธออย่างรวดเร็ว ตอนออกมาเมฆก้อนนี้ยังเห็นว่าอยู่ไกลแท้ๆ พายุหน้าร้อนนี่เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ
“อย่าเพิ่งตกนะ ขอฉันกลับถึงกระท่อมก่อน” เธอได้แต่ภาวนา ก้าวขาให้ไวขึ้น จะได้กลับถึงกระท่อมไวๆ แต่ทว่า...คำภาวนาของเธอสุดท้ายก็ไร้ผล
