บทที่ 9 EP 2/3 ลูกเขยวัยละอ่อน
ศรัณทำหน้าเหมือนรู้ดี พยักหน้าหงึกๆ ราวกับกำลังให้อภัยในนิสัยเด็กน้อยของรสิกา
“ก็ยัยอุ่นทำฉันจริงๆ จริงๆ นะคะน้า” รสิกาฟ้องโอภาส
ชายสูงวัยได้แต่นิ่งอยู่ มองลูกสาวแล้วเฝ้าดูว่าอารดาจะจัดการเช่นไร ทว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าตัวก็ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำแก้ต่างให้ตัวเอง
“เปล่าซะหน่อย คุณอุ่นไม่ได้ทำอะไร คุณรุ้งต่างหากที่ตบคุณอุ่นก่อน ผมเห็นเข้าก็ต้องปกป้องเมียสิ อะไรใกล้มือผมก็โยนใส่คุณนั่นแหละ รวมถึงน้ำหมักชีวภาพถังใหญ่ที่ทำให้คุณตัวเหม็นเมื่อตอนหัวค่ำด้วย แต่ผมว่าผมขอโทษคุณแล้วนะ เหลือแต่คุณนั่นแหละ เมื่อไหร่จะขอโทษคุณอุ่นสักที”
ความเงียบงันดังกระหึ่มขึ้นมาเมื่อความจริงถูกไขให้รู้แจ้ง โอภาสมองสามีของลูกสาวเสียใหม่ เด็กคนนี้น่าสนใจทีเดียว
“พอแล้ว เลิกพูดเถอะน่า”
อารดาปราม แต่ศรัณไม่ยอมหยุด มือเขาที่จับเธอไว้ ยิ่งจับแน่นกว่าเดิม ไออุ่นจากมือเขาช่างอุ่นนัก มันฟังดูประหลาดแต่เธอรู้สึกจริงๆ ว่าไออุ่นนั้นกำลังแล่นลิ่วสู่หัวใจในอกเธอ
“ไม่จริง! ไม่จริงนะคะพี่ธี รุ้งเปล่านะ ยัยอุ่นหาเรื่องรุ้งก่อน” รสิการีบแก้ต่าง คนเป็นสามีส่ายหัวอย่างผิดหวัง
“เงียบๆ หน่อยยัยรุ้ง ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็แล้วกัน” อรดีจีบปากจีบคอหาทางออก รู้สึกเหมือนโดนถอนหงอกอย่างไรก็ไม่รู้ ทุกคราวไม่ใช่อย่างนี้หรอกนะ มันมักจบด้วยคำขออภัยที่อารดาจะเอ่ยออกมาอย่างง่ายดาย น่าขัดใจที่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างนั้น
“กินข้าวเถอะค่ะ กับข้าวเย็นหมดแล้ว”
“อือ...”
โอภาสรับคำลูกสาวคนโต ศรัณมองท่าทีของชายสูงวัยแล้วเคืองใจเหลือเกิน
“ปกติ ถ้ามีคนรังแกลูกเรา เราต้องปกป้องไม่ใช่หรือครับ คุณพ่อ”
“ศรัณ!?” อารดาตาเบิกโต เขาพูดอย่างนั้นกับบิดาเธอได้อย่างไร
“ขอโทษครับ ผมมันพวกปากเปราะน่ะ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น อีกอย่าง ทุกคนมองว่าผมยังเด็ก คนยังเด็กก็พูดจาไม่คิดอย่างนี้แหละ”
อารดาฟังคำแก้ต่างของสามีแล้วนึกกลัวว่าบิดาจะโกรธเคือง แต่ไม่เลย บิดาที่เคารพเพียงแค่ยิ้มที่มุมปากแล้วลงมือตักกับข้าวกับปลาใส่จาน
“คุณพี่คะ ทำไมถึงได้...”
โฉมชบาเคืองแทนสามี แต่โอภาสโบกมือห้าม
“ช่างเถอะ นานๆ มีคนพูดขึ้นมาก็ตำใจดำๆ ของฉันได้ดีเหลือเกิน นายอยากรู้หรือศรัณ”
“ครับ คุณพ่อ”
“ทำไม...ฉันต้องปกป้องคนที่ไม่ยอมปกป้องตัวเองด้วยล่ะ ลูกสาวฉันโตแล้ว เวลาถูกรังแกจะให้ฉันวิ่งไปปกป้องทุกทีไม่ได้หรอกนะ เนื้อตัวเราแท้ๆ ไม่มีใครปกป้องได้ดีเท่าตัวเราเองหรอก จริงไหมยัยอุ่น”
น้ำเสียงอย่างนั้นอารดาเข้าใจดี จริงอย่างที่บิดาพูดนั่นแหละ แต่ถ้าปกป้องตัวเองแล้วบิดาต้องมานั่งกลุ้มด้วยเรื่องที่เธอเป็นต้นเหตุ เธอขออยู่เงียบๆ ทนได้เท่าที่ทนจะดีกว่า อย่างไรเสีย เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างจบลง ต่อให้เธอเป็นคนที่ถูก บิดาก็ยังเป็นคนสุดท้ายที่ต้องกล่าวคำว่าขออภัยกับป้าอรอยู่ดี มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว นาน...จนกลายเป็นความชินชา...
----------
ศรัณเดินออกมารับลมยามจบมื้อค่ำ ที่โต๊ะอาหารนั่น บรรยากาศช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน เขาอยากเข้าใจอารดาในสิบวินาทีที่ได้เจอหน้า แต่คงฝันเฟื่องเกินไป ความเป็นอารดาคงยากที่จะรู้ซึ้งในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง และนั่นทำให้เขาหงุดหงิดใจชะมัด
อารดาไม่ใช่ผู้หญิงสวยจัด น้องสาวหล่อนนั้นยังสวยกว่ามาก สวยแบบมองแล้วต้องมองอีก แต่เขาก็ไม่อาจละสายตาจากอารดาไปได้ ดูเหมือนว่าแววตาอันแสนเศร้าของหล่อนตรึงเขาให้อยู่กับที่ ให้เขาสงสัยใคร่รู้จนไม่มีหัวใจไว้ชื่นชมความงดงามของผู้ใด
ชายหนุ่มยังเดินเตร่อยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ทันได้เห็นสตรีสองนางเจรจากันอยู่ที่มุมหนึ่ง ก็ไม่ได้อยากแอบฟังนะ แต่พุ่มไม้ใหญ่นี่ดันบังร่างเขาได้พอดิบพอดี
“คิดว่ายัยอุ่นแต่งงานแล้วจริงเหรอ”
รสิกาถามลูกพี่ลูกน้อง อรุณฉายยักไหล่ก่อนตอบ
“ไม่รู้สิ คนอย่างพี่อุ่นไม่ทำอะไรโดยไม่คิดหรอก บางทีคุณย่าอาจจะมีเอี่ยวก็ได้”
“คุณยายน่ะเหรอ” รสิกาท้วงอีก คิ้วสวยๆ ยิ่งขมวดเป็นปมเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถึงย่าพร้อม ซึ่งเป็นยายของเธอ
“อือ...คุณย่าน่ะจอมบงการจะตายไป”
“นั่นสินะ”
“ถ้าพี่อยากรู้ว่าพี่อุ่นแต่งงานจริงหรือเปล่า เดี๋ยวคืนนี้จะไปดูให้ละกัน”
“ไปดู?”
“ก็ไปดูให้เห็นกับตาน่ะสิว่าพวกเขานอนเตียงเดียวกัน”
รสิกาพยักหน้าเห็นด้วย อรุณฉายรีบเอ่ยต่อ
“จะว่าไป ตั้งแต่พลาดจากพี่ธีก็ไม่เห็นว่าพี่อุ่นจะมีแฟนใหม่ แต่อยู่ๆ มามีสามีอย่างนี้ ใครเชื่อก็โง่ละ”
“จริง พี่ก็ว่างั้นแหละ” รสิกาสำทับเป็นการด่วน การเห็นอารดาได้แต่งงานกับคนที่อายุน้อยกว่า บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบใจ หล่อนไม่ควรได้แต่งงานกับใครด้วยซ้ำ ควรจะอยู่ขึ้นคานไปเลย
