บทที่ 1 อ้วนแล้วไง
ตอนที่ 1 อ้วนแล้วไง
"ไปตายซะ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ไอ้ผู้ชายหลอกลวง มึงบอกว่ากูใส่กางเกงเจเจแล้วสวย กูเลยใส่แต่กางเกงเจเจ กว่ากูจะรู้ตัวว่าอ้วนมันก็สายไปแล้ว เอวกางเกงมันยืดกูไม่รู้ตัวว่ามันอ้วนเพราะมันไม่คับ...ฮือๆๆ ไม่น่าหลวมตัวไปเชื่อมันเลยจริงๆ ฮือๆๆ" เสียงคร่ำครวญจาก ‘เพียงแสง’ หญิงสาวร่างอวบเกินระยะสุดท้ายไปหลายขุม มองไปก็ละม้ายตุ่มสามโคก นอนร้องไห้กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงที่ทำให้เตียงขนาดคิงส์ไซส์ดูเล็กลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
"มึงบอกว่าถึงกูอ้วนมึงก็รัก แล้วเป็นไงล่ะ กูอ้วนแล้วไง อ้วนแล้วมึงก็ทิ้งกูไปหาผู้หญิงคนใหม่...ฮือๆๆๆ" คร่ำครวญไปพลางกัดช็อคโกแลตแก้เครียดไปพลาง น้ำตาไหลทะลักราวทำนบแตกมาร่วมชั่วโมง คิดถึงประวิทย์คนรักที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกันแล้วยิ่งช้ำใจ คบกันตั้งแต่อายุ 18 ตอนนั้นหล่อนแค่อวบๆ นิดหน่อย ตอนนี้อายุ 25 แล้ว เจ็ดปีแล้วสำหรับเวลาแห่งความรักที่พังไม่เป็นท่า ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งเศร้าน้ำตาก็ยิ่งไหลบ่าอย่างไม่ยอมหยุด
“พูดมาได้ยังไงว่าไปกันไม่ได้ มาบอกทำไมตอนนี้ ทำไมไม่บอกตอนที่ยังไม่อ้วน...ทำไมมึงเพิ่งมาบอกว่ายังมีคนดีกว่ามึงอีกเยอะ ฮือๆ กูอ้วนแบบนี้จะมีคนดีๆ ที่ไหนเขามาเอากู ไอ้บ้า ไอ้ประวิทย์ ไอ้คนลวงโลก” เมื่อคิดถึงน้ำหนักของตัวเองที่ปาเข้าไปเกือบร้อยกิโลอยู่รอมมะร่อหล่อนก็อดคับแค้นใจไม่ได้ หล่อนร้องไห้คร่ำครวญจนหมดแรงแล้วก็หลับไปพร้อมกับแท่งช็อคโกแลตที่ถือไว้ในมือ เวลาเธอเครียดเธอเคยอ่านหนังสือเจอว่าช็อคโกแลตช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้ แต่คราวนี้มันแทบไม่ช่วยอะไรเลย หล่อนหลับไปพร้อมกับความซาบซึ้งในรสขมของช็อคโกแลตที่ซ่อนไว้ในความหวานละมุนนั่นเฉกเช่นเดียวกับความรักของหล่อนที่เคยหวานแต่สุดท้ายมันก็ซ่อนความขมขื่นไว้ภายใน
เสียงเคาะประตูในห้องทำงานดังขึ้นกาวินชายหนุ่มร่างสูงรูปร่างกำยำผิวขาวใบหน้าหวานสไตล์หนุ่มเหนือเดินไปเปิดประตูแล้วเดินกลับเข้ามานั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานของเขาอย่างอิดโรย เมื่อคืนนี้เขาโต้เถียงกับภรรยาของเขาและเป็นเหตุให้นอนไม่หลับมาจนถึงตอนนี้ เขาระเห็จตัวเองจากห้องนอนมาอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่เมื่อคืน คิด คิด แล้วก็คิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตที่กำลังจะกลายเป็นพ่อม่ายลูกติดที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ หญิงสาวร่างระหงใบหน้าสวยงามสะดุดตาที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางค์ยี่ห้อดังหิ้วกระเป๋ามาวางไว้หน้าห้องแล้วเดินไปยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขา
"ฉันจะมาบอกว่า ฉันจะไปแล้ว ส่วนเรื่องลูกฉันยกให้คุณดูแลอย่างที่คุณต้องการ" หล่อนบอกอย่างไม่อินังขังขอบกับความเป็นแม่ที่สามารถทิ้งลูกสาววัยสามเดือนไปได้อย่างง่ายดาย
"ทำไมต้องไป สิตา คุณไม่ห่วงลูกเหรอ...คุณไม่คิดถึงความรักของเรา ก็เปลี่ยนใจมาคิดถึงลูกหน่อยได้มั้ย เขายังเด็กเกินไปที่จะถูกพรากไปจากอกแม่" หล่อนอึ้งไปนิด ฉายแววสลดในดวงตาเพียงชั่วครู่แล้วก็หายวับ
"ฉันไม่อยากอยู่ที่ไร่นี่ มองไปทางไหนก็มีแต่ความเงียบ เงียบ และก็เงียบ พื้นที่กว้างใหญ่จนฉันวังเวง ฉันอยากมีเพื่อน อยากไปเห็นสิ่งใหม่ๆ บ้าง ฉันเกิดและโตที่กรุงเทพ ที่นี่มันแตกต่างจากที่ฉันเคยอยู่ลิบลับ ฉันทนอยู่มาถึงสองปี มันก็นานเกินไปแล้ว หวังว่าคุณคงจะไม่อยากเอาเปรียบฉันมากไปกว่านี้ ที่จะให้ฉันต้องอยู่อย่างตัดขาดโลกภายนอก" หล่อนร่ายยาวในสิ่งที่หล่อนบอกเขาไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน
ใช่!... ไร่ที่กว้างใหญ่ร่วมสองร้อยไร่ แถมเป็นไร่ที่ถูกทิ้งร้างมานานตั้งแต่พ่อของเขาเสียชีวิตไป แม่ของเขาก็ป่วยออดๆ แอดๆ แล้วก็ทิ้งเขาไปอีกคน ปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังมาตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยยังไม่จบ ให้เขาอยู่กับยายที่แก่ชราแต่ยังพอดูแลตัวเองได้ เขาเรียนจบก็ทำงานที่กรุงเทพ เพิ่งจะกลับมาอยู่ที่บ้านเมื่อสองปีที่ผ่านมาเนื่องจากลาออกจากงานเพราะอยากกลับมาอยู่ที่บ้านฟื้นฟูไร่ที่ถูกทิ้งร้างไว้เป็นสิบปี แต่ไร่ที่มีพื้นที่มากมายขนาดนี้ กับเงินทุนที่มีเพียงไม่มาก ทำให้เขาค่อยๆ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป จนป่านนี้ผ่านมาสองปีแล้ว ไร่กว้างใหญ่ก็ยังมีพื้นที่ที่บุกเบิกทำไปไม่ถึงร้อยไร่ แถมยังไม่มีอะไรที่ออกดอกออกผลพอที่จะได้ผลกำไรงอกเงย มีแต่เอาเงินจมลงไปกับมันทุกวัน หล่อนต้องการสินค้าแบรนด์เนม ต้องการเฉิดฉายท่ามกลางเพื่อนฝูงในงานปาร์ตี้อย่างที่หล่อนเคยมี แต่เขายังมีให้หล่อนไม่ได้ในตอนนี้
“ผมคงรั้งคุณไว้ไม่ได้ งั้นก็ขอให้คุณโชคดี” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดแล้วค่อยๆ ผ่อนมันออกมา ก่อนที่จะหลุดคำพูดประโยคนี้ออกไป หล่อนมองเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเดินออกไปหยิบกระเป๋าที่วางไว้หน้าห้องแล้วเดินจากไปโดยไม่แม้จะหันกลับมามอง กาวินนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง สมองของเขาทึมทึบไปหมดมันตันและเหมือนไร้หนทางราวติดอยู่ในปลายอุโมงค์ที่มืดมิด
ลูกสาวที่อายุเพียงสามเดือนยังไม่หย่านม ไร่ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ไหนจะยายที่ทำได้แค่ตักข้าวกินเองและพยุงพาตัวเองเดินเหินได้เพียงระยะใกล้ๆ เท่านั้น ทุกอย่างมันประเดประดังกันลงมาที่เขาคนเดียว ไหนจะต้องหุงหาอาหาร ให้นมลูก ซักรีดเสื้อผ้า แล้วไหนจะงานในไร่ ต้องเลี้ยงวัว เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และอีกมากมาย โอ๊ย! คิดแล้วเขาแทบบ้า แค่เรื่องงานในไร่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่เรื่องลูกกับคนชราเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับเขาที่สุด เขาอยากจะร้องไห้ แต่มันไม่มีเวลาสำหรับหลั่งน้ำตาอีกแล้ว เขาต้องทำอะไรซักอย่าง...
เขาต้องค้นหาแสงสว่างท่ามกลางปลายอุโมงค์ที่มืดมิดไร้ทางออกนั่นให้เจอ...
