บทที่ 3 อ่านจดหมาย
วันนี้ทั้งวันเธอขายของไปอย่างแกนๆ ลูกค้ามีเข้ามาประปราย บางคนก็ทั้งเลือกทั้งรื้อทั้งค้น สุดท้ายก็ไม่ซื้อซักตัว เธอรู้สึกเหมือนจะทนนั่งต่อไปไม่ไหว ตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ไปหาพิมพ์แขเพื่อนรักของเธอซึ่งสวยและหุ่นดีกว่าเธอหลายเท่า เสียงของพิมพ์แขร่าเริงขณะรับสาย
“ว่าไงคะคุณเพื่อน...” เสียงหวานร่าเริงของพิมพ์แขลอยมาตามสายโทรศัพท์ แค่ได้ยินเสียงเพื่อนรักเท่านั้นหล่อนก็ปล่อยโฮออกมาอย่างลืมตัว
“แสงๆ เธอเป็นอะไร” เสียงพิมพ์แขตกอกตกใจ
“พี่วิทย์เขาบอกเลิกฉัน...” ตอบกลับไปแล้วหล่อนก็สะอื้นฮักๆ
“โธ่ แสง รออยู่นั่นนะ เดี๋ยวฉันไปหา พอดีฉันมาหาลูกค้าใกล้ร้านเธอนี่แหละ กำลังจะกลับออฟฟิต ฉันจะแวะไปหาเธอก่อน” พิมพ์แขทำงานเป็นพนักงานขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มักจะมาหาลูกค้าของเธอที่ตึกใกล้กับแพล็ตตินั่มที่เธอตั้งร้านขายเสื้อผ้าอยู่บ่อยครั้ง เพียงไม่นานเพียงแสงก็เจอหน้าเพื่อนสาวที่รีบเข้ามาหาอย่างห่วงใย
“แข....” หล่อนร้องไห้โฮแล้วโผเข้ากอดเพื่อน ร่างบางของพิมพ์แขแทบจมหายเข้าไปอยู่ในร่างของหล่อน
“อย่าเพิ่งร้องนะแสง ดูสิคนเขามองกันใหญ่แล้ว” พิมพ์แขบอกแล้วหันไปมองรอบๆ เห็นสายตาคนที่เดินผ่านไปมาเล็งมาที่หล่อนทั้งสองคนเป็นตาเดียว
“ฉันอยากปิดร้านน่ะแข วันนี้ฉันไม่ไหวแล้ว” หล่อนบอกเพื่อนรักพร้อมกลั้นเสียงสะอื้น
“ฉันเห็นด้วยนะ ปิดร้านซักวันเถอะพรุ่งนี้ค่อยมาขายต่อ” พิมพ์แขบอกแล้วรีบเอากระดาษทิชชู่เช็ดน้ำตาให้เพื่อน อย่างน้อยเวลานี้เธอก็ยังมีเพื่อน เธอใจชื้นขึ้นมาหน่อย ขณะที่กำลังจะดึงประตูร้านลงมาปิด ป้าแสวงที่ให้เธอเช่าร้านต่ออีกทีเดินเข้ามาหา
“หนูแสง เดือนหน้าป้าจะเอาร้านคืนนะ ลูกสาวป้าเขาจะมาขายเอง” แค่นั้นโลกทั้งใบของหล่อนแทบจะถล่มลงมา ร้านนี้ป้าแสวงเซ้งมาจากทางทางอาคารอีกที แล้วให้เธอเช่าต่อในราคาที่ไม่แพงนักเพราะช่วงนั้นป้าแสวงเจ็บออดๆ แอดๆ แต่ไม่อยากให้คนอื่นมาเซ้งร้านไป เลยให้เธอมาเช่าขายต่อ เธอก็ขายมาได้เกือบปีแล้ว ทั้งที่ไม่ได้มีสัญญาอะไรกับป้าแสวง ตอนแรกเธอลงของไม่เยอะ ตั้งใจแค่ลองขายดูก่อน ตอนหลังขายดีได้กำไร เธอลงของเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีทีท่าว่าป้าแสวงจะมาเอาที่คืน
“เดือนหน้านี้เหรอคะ งั้นก็เหลืออีกแค่ 2 อาทิตย์นี่นะคะ” หล่อนถามกลับไปอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตหล่อนกันแน่ เมื่อวานถูกแฟนบอกเลิก วันนี้ป้าแสวงก็จะมาเอาร้านคืน
“ใช่จ้า ป้าว่าหนูน่าจะหาร้านใหม่ทันนะจ๊ะ ลองไปติดต่อกับทางอาคารเขาดูสิ” ป้าแสวงหาทางเลือกให้หล่อนได้อย่างง่ายดาย
“ค่ะป้า” มันคงไม่มีอะไรที่จะโชคร้ายกว่านี้อีกแล้วใช่มั้ย หล่อนกำลังดวงตก! หล่อนให้คำตอบตัวเองในใจ ก่อนดึงประตูร้านลงมาปิด โดยไม่สนใจสายตาของป้าแสวงที่มองอย่างประหลาดใจที่เธอปิดร้านเร็วกว่าปกติหลายชั่วโมง แล้วเดินออกไปอย่างเลื่อนลอยยิ่งกว่าตอนเดินเข้ามาอีกหลายเท่า พิมพ์แขเดินตามหล่อนไปติดๆ
“เดี๋ยวฉันจะโทรไปลางานก่อนนะ แกคงต้องมีใครอยู่เป็นเพื่อนแล้วล่ะ” หล่อนบอกแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือโทรเข้าไปที่ออฟฟิต
“พี่ล้งคะ วันนี้แขมีธุระค่ะ ช่วงบ่ายนี้แขขอลางานนะคะ” เสียงของหล่อนโทรไปบอกกับผู้จัดการหนุ่มรูปหล่อเชื้อสายจีนที่ตามจีบหล่อนอยู่ ทำให้เขาอนุญาตอย่างง่ายดาย เธอวางสายแล้วเดินตามเพียงแสงออกไปที่ลานจอดรถ
“ไปเจอกันที่บ้านเธอนะแสง เดี๋ยวฉันขับรถตามไป” พิมพ์แขบอกกับเพื่อนแล้วเดินไปยังรถของตัวเอง
รถสองคันขับตามกันไปจนถึงบ้านของเพียงแสง ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก น้ำตาทั้งหมดที่มีของเพียงแสงก็ทะลักออกมาราวทำนบแตก ไหนจะแฟน ไหนจะร้าน ชีวิตเธอจะไม่เหลืออะไรอีกแล้วหรือนี่ ชีวิตคนอ้วนอย่างหล่อนมันยังจะมีอะไรโชคร้ายกว่านี้อีกมั้ย...
หลังจากนั่งคิดจนหัวแทบแตกกาวินก็ไม่ได้คำตอบว่าจะหาใครที่ไหนมาช่วยเลี้ยงลูก ช่วยทำงานบ้าน ในไร่ของเขามีแค่คนงานชายอยู่สามสี่คนเท่านั้นรายได้จากการขายผักในไร่ของเขาก็ยังมีไม่พอที่จะจ้างคนงานเพิ่มถ้าต้องจ้างจะต้องจ้างกี่คนล่ะ คนดูแลเด็ก คนดูแลคนชรา คนทำงานบ้าน เขาได้สติขึ้นมาตอนที่ได้ยินเสียงลูกร้องให้จ้าอยู่ในห้องถัดไป เขารีบเข้าไปดู เห็นหญิงชราร่างบางอยู่ในชุดแบบชาวเหนือเกล้ามวยผมที่มีผมสีขาวปนกับสีดำปักปิ่นบนมวยผมเหนือศีรษะ กำลังนั่งมองลูกน้อยของเขาที่นอนอยู่ในเปลสีชมพูด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย มือก็พยุงขวดนมให้ดูด
“แม่อุ้ย...” เขาเรียกหญิงชราผู้เป็นยายแผ่วเบา
“ฮื้อ แม่อุ้ยฮู้แล้ว...เปิ้นไป๋บอกก่อนไป๋ ถึงได้มาดู น่าเอ็นดูแต๊ กำพร้าแม่ตั้งแต่ละอ่อนต่อนแต่น” แม่อุ้ยพูดแล้วน้ำตาคลอ มือก็ไกวเปลไปพลาง เสียงหนูน้อยเงียบลง
“เฮาคงต้องจ้วยกั๋นไปก่อน กำลังหาคนมาจ้วยเลี้ยง” เขาบอกกับผู้เป็นยายทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะหาจากไหน เสียงลูกสงบลง เขาปล่อยให้แม่อุ้ยอยู่กับหลานแล้วเดินออกมานอกเรือนไปยังบ้านพักคนงานชาย เห็นคนงานสุมหัวมุงดูอะไรบางอย่างกันอยู่ เขาไปยืนอยู่ข้างหลังมันแล้วชะโงกหน้าไปมอง เห็นมันนั่งอ่านจดหมายกันอยู่
“อ๊ะหยัง?” กาวินถามพร้อมสะกิดหลังคนที่อยู่ใกล้
“หมู่เฮากำลังอ่านจดหมาย เห็นก่า จ๊าดง่าว” มันบอกแล้วก็ด่าอย่างรำคาญพลางปัดมือที่สะกิดนั่นอย่างลืมตัว หูก็คอยฟังผู้เป็นเพื่อนอ่านจดหมายให้ฟัง
“ก่ถามว่า จดหมายอ๊ะหยัง” กาวินถามต่อ
“ก่จดหมาย แม่ญิ๋งส่งมาให้ไอ้เติ้ล มันประกาศหาแม่ญิ๋งทางหนังสือพิมพ์” พูดจบก็หันหน้ามามองคนถามแล้วออกอาการตาค้างขึ้นมาเฉยๆ เมื่อกี้คนที่มันด่าว่าโง่ก็คือคนที่จ่ายเงินเดือนมันนี่เอง
“นายกาวิน!...ขอสุมาเต๊อะ หมู่เฮานึกว่าไอ้ก๋อย” มันรีบขอโทษเสียงสั่นหน้าซีดรีบยกมือไหว้ขอโทษปะหลกๆ
“บ่ไจ๊หมู่เฮา คิงคนเดียว ไอ้วงศ์ บ่ไจ้ฮา อย่าเอาไปรวม เดี๋ยวกะได้ซวยกั๋นหม๊ด” ไอ้เด่นรีบแย้งไอ้วงศ์ก่อนที่มันจะไม่มีงานให้ทำไปด้วย
“เอาเต๊อะ บ่ต้องเถียงกัน รีบเข้าไร่ไปทำงานกัน เดี๋ยวแดดแรงบ่ได้ทำอะหยังกันพอดี” เขารีบบอกให้คนงานเข้าไร่ไปทำงาน ส่วนตัวเองเหมือนคิดอะไรแว้บเข้ามาในสมองได้ และเร็วอย่างใจคิดเขารีบวิ่งเข้าไปในบ้านคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเดินไปหาสัญญาณก่อนจะกดโทรออก
