บทที่ 4 กรรมของเพียงแสง

“ไอ้ชัย มึงทำงานหนังสือพิมพ์ใช่มั้ยวะ” กาวินถามทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งรับสาย

“เออ ก็ยังทำอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ เป็นไงมั่งล่ะมึง ตั้งแต่แต่งงานไปก็หายเงียบไปเลย” อีกฝ่ายนึงย้อนถามมา

“เลิกกันแล้วว่ะ วันนี้เอง” เสียงนั่นตอบมาอย่างหงอยเหงา ชัยวัฒน์ถอนหายใจเบาๆ เดินไปเลื่อนมู่ลี่หน้าต่างให้สูงขึ้นแล้วมองออกไปข้างนอกตัวตึกที่มีรถราวิ่งกันอยู่วุ่นวายอยู่ด้านล่าง

“เสียใจด้วยว่ะ” เขาถอนหายใจแล้วบอกกลับไป เขาเข้าใจเพื่อนเขาดีทีเดียว เขาก็เพิ่งจะหย่าร้างกับภรรยามาเมื่อปีก่อน ด้วยข้อหาทำแต่งานไม่มีเวลาให้ โชคดีที่เขาตัวคนเดียวไม่มีลูก

“มีอะไรให้ช่วยรึเปล่า” ชัยวัฒน์ถามกลับไป

“ตอนนี้ฉันอยากได้คนมาช่วยเลี้ยงลูก ทำงานบ้านด่วนเลย ฉันอยากให้แกลงประกาศให้หน่อย” เสียงกาวินบอกมา

“อ้อ ประกาศรับสมัครพนักงานน่ะเหรอ” ชัยวัฒน์ถามกลับไป

“เปล่า ประกาศหาเมีย” กาวินตอบมาเต็มปากเต็มคำ

“หา มึงเลิกกับเมียวันนี้มึงจะประกาศหาเมียวันนี้เลยเนี่ยนะ” เสียงชัยวัฒน์ดังลั่น

“เออ ตอนนี้กูไม่มีเงินจ้างพนักงานหรอก ไหนจะดูคนแก่ เลี้ยงเด็ก ทำงานบ้าน ทำกับข้าว ไหนจะงานในสวนด้วย ฉันต้องการให้แกประกาศลงไปตรงๆ เลย ว่าต้องการภรรยา ที่เลี้ยงเด็กวัยสามเดือนได้ ดูแลคนแก่วัยแปดสิบปีได้ ทำไร่ทำสวนได้ ทำอาหาร ทำงานบ้านได้ หน้าตาไม่เกี่ยง” ตอนนี้ขอแค่ผู้หญิงซักคนที่ยอมทำอะไรแบบนี้ได้เขาก็ยินดีที่จะรับเข้ามาอยู่ในชีวิต เรื่องหน้าตาคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะความสวยงามที่เขาเคยถวิลหาตอนนี้หล่อนเดินจากเขาไปเรียบร้อยแล้วอย่างไม่เหลือเยื่อใยใดๆ แล้วจะไปหวังอะไรอีกเล่ากับความสวยงามเพียงเปลือกนอก และที่สำคัญกว่านั้นคือเขาต้องการให้ลูกของเขามีแม่

“เออ ขออายุไม่เกินสามห้าแล้วกัน” อย่างน้อยอย่าให้สูงวัยกว่าเขามากก็พอ เพราะแก่กว่านี้คงทำสวนทำไร่ไม่ไหวแน่ๆ

“กูกลัวว่าพวกผู้หญิงที่อ่านคอลัมน์หาคู่คงจะได้วิ่งหนีกระเจิง หรือไม่คงได้สาปแช่งมึงน่ะสิ มึงต้องการหาเมียหรือหาวัวหาควายวะให้ทำขนาดนี้ ไม่โรแมนติกเอาซะเลยผู้หญิงที่ไหนเขาจะยอมไปอยู่กะมึง ขนาดกูเป็นผู้ชายกูยังขอบายเลยว่ะ” ผู้เป็นเพื่อนโวยวายทันทีที่ฟังข้อความหาคู่พิศดารจบลง

“มึงก็ลงตามนั้นแหละ กูไม่อยากโกหกใคร กูอยากให้เขารู้ว่าถ้ามาอยู่กับกูต้องเจออะไรบ้าง กูไม่อยากให้เขามาแล้วเสียความรู้สึกที่ต้องทำอะไรพวกนี้ แล้วก็เดินจากไปอีก มันเสียเวลาเปล่า กูไม่อยากเสียเวลาต้องมาติดต่อเรียนรู้นิสัยอะไรกันให้ยืดยาว ลงตามที่กูบอกแล้วกัน ให้เขาติดต่อกูมาตามที่อยู่นี่เลยแล้วกัน” ผู้เป็นเพื่อนให้เหตุผลมาซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่พอจะฟังขึ้นอยู่พอสมควรทีเดียว ชัยวัฒน์ได้แต่ทำสีหน้าปั้นยาก ก่อนจัดการเขียนข้อความตามที่ผู้เป็นเพื่อนบอกตามด้วยที่อยู่ที่จะติดต่อลงไปในกระดาษ แล้วเอาไปให้กับคอลัมน์นิสต์หาคู่ประจำฉบับ

“พินิจ ขอแทรกคิวหน่อยนะ เพื่อนพี่เอง เขาต้องการประกาศหาคู่ด่วนมาก ลงฉบับวันนี้เลยนะ” เขาบอกแล้วส่งกระดาษใบนั้นให้ชายหนุ่มรุ่นน้องผิวคล้ำที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

“ลงตามนี้เลยเหรอพี่” มันอ่านจบหันมาถามทำหน้าสงสัย

“ตามนั้นแหละ เพื่อนพี่มันลูกทุ่งหวานไม่เป็น” พูดจบก็เดินออกไป ไม่อยากตอบคำถามมันอีก พินิจมองตามเกาหัวยิก

“มีหวังสาวๆ คงได้เขียนจดหมายมาด่ากันขรมล่ะคราวนี้” มันบ่นพึมพำแต่ก็ต้องตามใจลูกพี่

เพียงแสงตื่นมาในตอนเช้าที่รู้สึกแห้งแล้งยิ่งกว่าเมื่อวาน เมื่อวานแค่แฟนบอกเลิก วันนี้ทั้งแฟน ทั้งร้านกำลังจะหายวับไปกับตา หล่อนตัดสินใจงัดตัวเองขึ้นจากที่นอนอย่างยากลำบาก ก่อนเดินเข้าไปอาบน้ำดังเช่นทุกวัน แล้วออกมาแต่งตัวแต่งหน้าอย่างหงอยเหงา

วันนี้หล่อนรู้สึกย่ำแย่กว่าเมื่อวานเป็นสองเท่าหรืออาจจะเป็นสามเท่า ไหนจะค่าเช่าบ้าน ไหนจะค่าผ่อนรถ ถ้าไม่มีร้านหล่อนจะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย หล่อนคงต้องหาร้านใหม่ซึ่งมันก็คงไม่ได้ง่ายอย่างที่ป้าแสวงบอก เพราะหล่อนไม่มีเงินทุนจะไปเซ้งร้านใหม่อย่างแน่นอน อย่างมากก็คงเอาเสื้อผ้าคนอ้วนราคาแพงของเธอมาวางขายแบบแบกะดิน หรือตามตลาดนัดเท่านั้น

ยังไงซะวันนี้หล่อนต้องไปติดประกาศขายเสื้อผ้าในราคาทุนเพื่อระบายสินค้าออกให้เร็วที่สุด สินค้าที่อยู่ในสต๊อกทั้งหมดจะต้องถูกระบายออกไปให้มากที่สุดภายในสองอาทิตย์ ขณะที่กำลังลงบันไดหล่อนก็คิดไปเรื่อยเปื่อย หล่อนคิดว่ามันถึงขั้นสุดท้ายแล้วแต่ไม่ใช่ มันเหลืออีกตั้งสามขั้น หล่อนร้อง “ว้าย” ได้คำเดียวแล้วร่วงลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้น หล่อนจุกจนพูดไม่ออกก่อนจะพยุงตัวขึ้นมาอย่างงงๆ มองไปที่ขั้นบันได ว่าหล่อนก้าวพลาดหล่นลงมาได้ยังไง แล้วก็เดินกะเผลกไปเปิดประตูบ้านแล้วหยิบรองเท้าจากชั้นวางรองเท้าขึ้นมาสวม เสียง “กริ้งๆๆ” กระดิ่งจักรยานของเด็กส่งหนังสือพิมพ์ดังขึ้นพร้อมกับหนังสือพิมพ์ที่ลอยละลิ่วมาใส่หัวเธอดัง “ปั๊ก” อย่างน่ายกย่องในฝีมือที่ช่างแม่นยำเหมือนจับวาง หล่อนก้มมองมันอย่างงงๆ นี่คือความซวยที่สองของเช้าวันนี้ ก่อนจะหยิบมันขึ้นรถคันกระจิ๋วหลิ๋วของเธอเหมือนเช่นทุกวันแล้วขับออกไป

“แข เธอนั่งยิ้มอะไรน่ะ มีอะไรน่าขำเหรอ” เพียงแสงถามพิมพ์แขที่อ่านหนังสือพิมพ์ไปแล้วยิ้มไป วันนี้วันอาทิตย์พิมพ์แขมาอยู่เป็นเพื่อนเธอขายของด้วยความเป็นห่วง

“ก็ขำโฆษณาหน้าหาคู่ไง ตลกดี ฉันไม่เคยเห็นใครประกาศหาคู่แบบนี้มาก่อนเลย”

“ไหนขอดูหน่อยสิ” เธอขยับร่างอุ้ยอ้ายของเธอมานั่งใกล้กับเพื่อนสาว ทำให้พิมพ์แขดูผอมลงถนัดตา

“ประกาศต้องการภรรยา อายุไม่เกิน 35 ปี ไม่จำกัดรูปร่างหน้าตา สามารถเลี้ยงเด็กอายุสามเดือนได้ ดูแลคนแก่อายุ 80 ได้ ทำงานหนักในไร่ได้ ทำงานบ้านได้ทุกอย่าง ทำอาหารเป็น” เพียงแสงอ่านคำประกาศนั่น หล่อนไม่ได้เห็นว่ามันน่าขำ แต่หล่อนกำลังวาดฝันถึงไร่กว้างใหญ่ เด็กเล็กๆ อายุสามเดือนและเสียงอ้อแอ้น่ารักนั่น และคนแก่ใจดีที่แสนอบอุ่น ครอบครัวที่เธอไม่เคยมีมัน

เพราะพ่อกับแม่เธอแยกทางกันตั้งแต่เด็ก แม่อยู่กับสามีใหม่ เธออยู่กับพ่อและพ่อของเธอก็จากเธอไปตั้งแต่เธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ตั้งแต่นั้นมาเธอก็อยู่ตามลำพัง โชคดีที่พ่อของเธอทำประกันชีวิตไว้ เธอถึงได้มีเงินเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย แต่เธอต้องย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อเธอพักอยู่บ้านพักข้าราชการเมื่อพ่อเสียชีวิตเธอจึงต้องออกมาหาบ้านเช่า

เธอไม่กล้าไปรบกวนผู้เป็นแม่ เนื่องจากเห็นสายตาพ่อเลี้ยงของเธอแล้ว เธอรู้สึกหวาดหวั่นทุกที ตอนนั้นเธอไม่ได้อ้วนเหมือนตอนนี้ สายตาที่กะลิ้มกะเหลี่ยของพ่อเลี้ยงเธอเห็นแล้วขนลุกเกรียวทุกครั้ง จึงได้ตัดสินใจเอาเงินที่ได้จากประกันชีวิตของพ่อมาหาบ้านเช่าอยู่ใหม่แทนที่จะไปอาศัยผู้เป็นแม่

และที่สำคัญตอนนี้เธอกำลังต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่อยู่ระหว่างช่วงขาลงฮวบๆ ของเธอ เธอต้องการที่อยู่ใหม่ที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า เธอต้องการงานใหม่เพื่อแลกกับค่าอาหารที่เธอต้องกินมื้อละสามจาน เธอต้องการไปให้พ้นจากสภาพแวดล้อมที่เคยมีประวิทย์ ในบ้านของเธอมีแต่เงาของประวิทย์อยู่เต็มไปหมด เธอต้องไปจากที่นี่ และนี่คือทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะที่นั่นมีครอบครัวอย่างที่หล่อนเคยฝันที่จะมีมันซักครั้งในชีวิต

บทก่อนหน้า
บทถัดไป