บทที่ 5 ฉันจะไปที่นั่น
“แสงเธอเป็นอะไร ยืนเหม่อเชียว อมยิ้มคนเดียวด้วย” พิมพ์แขถามอย่างแปลกใจ
“ฉันตัดสินใจได้แล้ว แข...เธอหยิบกระดาษให้ฉันหน่อย ฉันจะไปที่นั่นตามที่เขาประกาศ” หล่อนบอกเพื่อนสายตากลมโตของหล่อนระยิบระยับส่งประกายแห่งความหวังที่เธอไม่เคยมีมันมาร่วมสามวันแล้ว แต่พิมพ์แขอ้าปากค้าง
“บ้าไปแล้วเหรอแสง เธอจะไปตามคำประกาศบ้าๆ นั่นน่ะเหรอ โรคจิตหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีใครบ้างประกาศหาคู่กันแบบนี้ อย่างกับจะเอาไปใช้งานแทนวัวแทนควายงั้นแหละ แกจะไปทนอยู่ให้เขาใช้งานขนาดนั้นได้เหรอ” ผู้เป็นเพื่อนรีบแย้ง
“แต่ฉันเห็นความจริงใจในคำประกาศของเขา และฉันมั่นใจว่าฉันทำได้ตามที่เขาต้องการ และที่สำคัญเขาไม่สนใจรูปร่างหน้าตา ดังนั้นฉันน่าจะลองดู” พิมพ์แขมองเพื่อนตาปริบๆ ที่ได้ยินคำตอบของเพื่อนรัก หล่อนคงขัดไม่ได้แล้วสินะ ลองเพื่อนหล่อนได้ตัดสินใจอะไรไปแล้ว หล่อนรู้ดีว่าเพียงแสงจะต้องทำมันให้ได้ ป่วยการที่จะคัดค้าน ทำได้แค่ส่งสมุดไปให้เธอเล่มนึงซึ่งเป็นสมุดสำหรับจดบันทึกค่าใช้จ่ายรายวัน เธอฉีกมันออกมาอย่างเบามือ แล้วค่อยๆ บรรจงเขียนแนะนำตัวเองลงไปใช้เวลาอยู่พักใหญ่เธอก็พับมันลงแแล้วเอาใส่กระเป๋าก่อนจะบอกเพื่อนรัก
“แขแกเฝ้าร้านให้ฉันแป๊บนึงนะ ฉันไปส่งไปรษณีย์ใกล้ๆ นี่แหละ เดี๋ยวฉันมา” พิมพ์แขพยักหน้าให้เพื่อนอย่างแกนๆ อย่างน้อยแค่ให้เพื่อนหล่อนได้ลืมความโศกเศร้าไปบ้างก็ยังดี ตาบ้านั่นคงไม่อุตริเลือกเพื่อนเธอหรอกนะ เธอภาวนาให้จดหมายของเพื่อนเธอไม่ได้รับการตอบรับ
เธอไปร้านรับส่งไปรษณีย์ของเอกชนที่อยู่ละแวกนั้น แล้วจัดการส่งจดหมายฉบับนั้นเป็นแบบ ems เพื่อให้ถึงด่วนทันใจเธอที่สุด เพราะเธอแทบจะทนรอไม่ไหวอีกแล้วที่จะได้รู้คำตอบว่าเธอจะได้ไปอยู่ในครอบครัวนั้นหรือไม่ เด็กเล็กกับเสียงอ้อแอ้นั่น และคนแก่ใจดีอย่างที่เธอเฝ้าฝันท่ามกลางไร่กว้างใหญ่ เธอลืมไปถนัดว่านี่คือคำประกาศหาภรรยา ลืมคิดไปด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ประกาศนั่นมันเหมือนประกาศหาคู่เสียที่ไหนกัน
กาวินเดินไปรับจดหมายที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เอามาส่งให้ วันนี้มีจดหมายมาพร้อมกันถึงสามฉบับ คำประกาศของเขาได้ผลเร็วขนาดนี้เลยหรือนี่ เขาคิดถึงผลตอบรับอันรวดเร็วจนน่าตกใจ แล้วถือจดหมายทั้งสามฉบับนั้นเดินมานั่งอ่านที่โต๊ะทำงาน
ฉบับแรก เขาทิ้งมันลงถังขยะ เพราะเป็นข้อความด่าสั้นๆ ว่า
“ฉันอ่านคำประกาศของคุณแล้วมันทำให้ฉันแน่ใจว่า ถ้าคุณไม่บกพร่องทางจิตก็คงสติไม่ดีนัก ฉันคิดว่าคุณควรจะประกาศรับสมัครคนงานจะดีกว่าประกาศหาคู่” คำประกาศของเขาทำให้หล่อนคนนั้นคงถึงกับคลุ้มคลั่งถึงขั้นต้องเขียนจดหมายมาด่ากันเลยหรือนี่
ฉบับที่สอง เขียนมายาวเหยียดด้วยถ้อยคำรักอันหวานเลี่ยน เขาเสียเวลาอ่านอยู่พักใหญ่ จนได้บทสรุปสุดท้ายจากหล่อนว่า “ฉันคิดว่าถ้าเราอยู่ด้วยกันเป็นสามีภรรยา เราควรจ้างคนทำงานบ้านซักคนหนึ่ง” เขาโยนมันทิ้งลงถังขยะ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบอีกฉบับนึงขึ้นมา แล้วแทบอยากจะทิ้งมันลงถังขยะโดยที่ไม่ต้องอ่าน เพราะถ้าไม่โดนด่าก็คงบอกให้เขาจ้างคนงานอีกเป็นแน่ แต่ก็ตัดสินใจเปิดมันออกมาอ่าน
ฉบับที่สามที่เขาแกะขึ้นมาอ่าน คำแนะนำตัวของหล่อนเหมือนการส่งประวัติไปสมัครงานเสียมากกว่า เพียงแต่ในจดหมายที่เธอเขียนนั้น ทำให้ชายหนุ่มอดอมยิ้มไม่ได้
“สวัสดีค่ะ คุณกาวิน
ก่อนอื่นฉันต้องขอโทษที่อาจจะใช้กระดาษไม่สุภาพไปเสียซักหน่อย เพราะฉันตื่นเต้นกับคำประกาศที่แสนจะจริงใจของคุณ จนหากระดาษที่ดีกว่านี้ไม่ทัน ฉันวาดฝันถึงไร่กว้างใหญ่ เด็กตัวน้อยๆกับเสียงอ้อแอ้ที่แสนจะน่ารัก คนแก่ใจดีที่ฉันเคยเห็นเขาเรียกว่า “แม่อุ้ย” เป็นภาษาคำเมืองในละครทีวี โลกของฉันสวยงามเสมอเมื่อฉันได้คิดถึงอีกโลกหนึ่งที่เหมือนอยู่ในความฝันของฉันตลอดมา โลกที่ฉันจะได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ ในตอนเช้าแทนเสียงแตรรถ ภาพพระอาทิตย์ที่ขึ้นเหนือภูเขาสูงที่ส่องแสงผ่านม่านหมอกสีขาวจางๆ แทนภาพเขม่าควันอันทึมทึบจากรถที่ติดแน่นแทบไม่ขยับในยามเช้าของเมืองกรุง ถ้าฉันได้อยู่ในสภาพแวดล้อมสวยงามราวภาพฝันนั้นฉันมั่นใจว่า สิ่งที่คุณต้องการให้ฉันทำในประกาศของคุณนั้นมันเป็นแค่เรื่องเล็กนิดเดียว
ฉันเกริ่นมาเสียตั้งนาน จนลืมไปว่าควรจะแนะนำตัวให้คุณได้รู้จักก่อนตัดสินใจ ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยงามที่สุดในโลกอย่างที่คุณหรือผู้ชายทั่วโลกใฝ่ฝัน แต่ฉันมีความงามในหัวใจที่ไม่แพ้ใครในโลก ขอเพียงคุณเสียเวลาอ่านประวัติของฉันซักนิดก่อนที่จะโยนจดหมายของฉันลงถังขยะ
ฉันชื่อ เพียงแสง จงจำเริญ อายุ 25 ปี น้ำหนักน่ะหรือ ฉันไม่ได้ชั่งมันมาตั้งนานแล้ว (ฉันไม่เสียเวลาไปชั่งเพราะคุณระบุว่าไม่สนใจรูปร่างหน้าตา) แต่ส่วนสูงฉันมันหยุดสูงอยู่ที่ 168 ซ.ม.มาตั้งแต่ฉันอายุสิบหก ฉันเรียนจบระดับปริญญาตรี ในคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.66 ฉันคงไม่โง่ไปใช่มั้ยคะ ปัจจุบันฉันทำธุรกิจขายเสื้อผ้าของตัวเอง ซึ่งเจ้าของพื้นที่ที่ฉันเช่ากำลังจะเอาพื้นที่ร้านของฉันคืนในไม่ช้านี้ ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ควรตัดสินใจเขียนจดหมายหาคุณช้าไปกว่านี้ ฉันใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายดังนั้นฉันจึงไม่มีหนี้สินใดๆ ที่จะทำให้คุณต้องลำบากในภายหลัง เพียงแต่ฉันไม่ใช่คนรวย มันก็แค่นั้นเอง
คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินสอดให้ฉันแม้แต่สตางค์แดงเดียว เพราะฉันอยู่ตามลำพัง พ่อของฉันเสียชีวิตไปนานแล้ว แม่ก็อยู่กับครอบครัวใหม่ที่ไม่ได้สนใจชีวิตของฉันมาตั้งแต่เด็ก นั่นมันทำให้ฉันอยากมีครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆ และมีคนแก่ให้ความอบอุ่นอย่างที่ฉันเคยฝัน และคุณคือความหวังเดียวของฉันที่จะทำให้ฝันของฉันเป็นจริงในช่วงเวลานี้
สุดท้ายนี้ ฉันคิดไม่ออกว่าจะลงท้ายจดหมายว่าอะไรดี แต่มันคงไม่ใช่เรื่องจำเป็นมากมายใช่มั้ยคะ ว่าบทสุดท้ายของเราจะจบลงอย่างไร ขอแค่เรารู้ว่าเราเริ่มต้นกับมันดีที่สุดแล้วก็พอ
เพียงแสง จงจำเริญ
