บทที่ 5 ตอนที่ 4(65%)
ศรัณย์ประคองเธอขึ้นรถอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้ถามซ้ำ ไม่กดดัน ไม่ทำให้เธอรู้สึกอับอาย มีเพียงความเงียบที่อ่อนโยนและสายตาห่วงใยซึ่งล้อมรอบเธอไว้แทนคำปลอบประโลม
รถยนต์คันหรูแล่นออกจากถนนเปลี่ยว ทิ้งเงามืดและเสียงฝนไว้ด้านหลัง
ภายในรถอุ่นสบาย แต่เพียงใจยังคงนั่งกอดเสื้อสูทของศรัณย์แน่น ดวงตามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหยาดฝนไหลเป็นทางบนกระจกคล้ายรอยน้ำตาของใครบางคน
“ผมขอโทษ” ศรัณย์พูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาต่ำและหนักราวกับโทษตัวเอง
“คุณขอโทษฉันทำไมคะ คุณเป็นคนช่วยฉันไว้” เพียงใจหันมามองเขาอย่างงุนงง ใบหน้าซีดเผือดยังมีร่องรอยตกใจชัดเจน
“ผมน่าจะมาถึงเร็วกว่านี้” ศรัณย์ตอบโดยไม่ละสายตาจากถนน มือที่จับพวงมาลัยกำแน่นจนเส้นเลือดขึ้นชัด
“คุณไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้นี่คะ อย่าโทษตัวเองเลย” เพียงใจพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายหวาดกลัว แต่กลับยังปลอบเขา
“ผมตามรถคุณออกมาตั้งแต่โรงเรียน แต่ติดสายงานอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าผมไม่เสียเวลา...” ศรัณย์หยุดพูดกลางคัน เพราะภาพเมื่อครู่ทำให้หัวใจเขายังเต็มไปด้วยความเดือดดาล
“คุณตามฉันมาเหรอคะ” เพียงใจถามเบา ๆ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ผมตั้งใจจะมารับไปส่งบ้าน เพราะฝนตกและเส้นทางนี้เปลี่ยว” ศรัณย์ตอบตามตรงโดยไม่คิดปิดบัง
“คุณทำแบบนี้บ่อย ๆ ไม่ได้นะคะ ฉันไม่ใช่ภาระของคุณ” เพียงใจพูดอย่างจริงจัง แม้ในใจจะสั่นไหวกับความใส่ใจของเขามากเพียงใด
“คุณไม่ใช่ภาระ” ศรัณย์ตอบทันที น้ำเสียงหนักแน่นจนคนฟังนิ่งไป
“แต่ฉันกับคุณเพิ่งรู้จักกันไม่นาน” เพียงใจบอกอย่างพยายามตั้งสติ เพราะเธอกลัวความรู้สึกของตัวเองที่เริ่มลึกขึ้นเร็วเกินไป
“บางคนอยู่ในชีวิตเราหลายปีแต่ไม่เคยทำให้เรารู้สึกอะไร ส่วนบางคนเจอกันไม่กี่ครั้งก็ทำให้เราห่วงจนแทบเสียสติ” ศรัณย์พูดช้า ๆ โดยยังมองไปข้างหน้า แต่ทุกถ้อยคำเหมือนตั้งใจส่งตรงถึงหัวใจเธอ
เพียงใจเงียบไปทันที เสียงฝนภายนอกดัง เบา ๆ แทนเสียงหัวใจที่เต้นแรงอยู่ในอก เธอไม่รู้ควรตอบอย่างไร ไม่รู้ว่าควรผลักเขาออกไปหรือยอมรับว่าใจของตัวเองก็ไม่ปกติเช่นกัน
รถแล่นเข้าสู่หน้าคอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่ง เพียงใจมองตึกสูงตรงหน้าด้วยความตกใจ
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านฉันนะคะ” เพียงใจพูดทันที น้ำเสียงตื่นขึ้นมาเล็กน้อย
“ผมรู้” ศรัณย์ตอบพลางดับเครื่องยนต์ แล้วหันมามองเธออย่างใจเย็น
“แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ” เพียงใจถามพลางถอยตัวเล็กน้อย ความระแวงจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังไม่จางไปจากใจ
“เพราะเสื้อผ้าคุณเปียกหมด ถ้ากลับบ้านทั้งแบบนี้คุณอาจป่วย ผมจะให้แม่บ้านเอาเสื้อผ้าแห้งมาให้ เปลี่ยนเสร็จแล้วผมจะไปส่งคุณเอง” ศรัณย์อธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพ ไม่ก้าวล่วง ไม่เร่งรัด
“ฉันไม่อยากรบกวนคุณมากไปกว่านี้ค่ะ” เพียงใจพูดเบาลง เมื่อเห็นความจริงใจในแววตาเขา
“ถ้าคุณยังพูดคำว่ารบกวนอีก ผมคงต้องเริ่มน้อยใจแล้ว” ศรัณย์พูดพลางยิ้มจาง ๆ เพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น
“คุณศร...” เพียงใจเอ่ยเรียกเขาอย่างอ่อนใจ แต่แววตาที่หวาดกลัวค่อย ๆ อ่อนลงทีละน้อย
“ให้ผมดูแลคุณคืนนี้เถอะ แค่จนกว่าคุณจะหายตกใจ แล้วผมจะพาคุณกลับบ้านอย่างปลอดภัย” ศรัณย์กล่าวเสียงนุ่ม ท่าทางสงบของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกบังคับ
เพียงใจนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
ศรัณย์ลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เธอ เขายื่นมือมาอย่างสุภาพ เพียงใจมองมือนั้นชั่วครู่ ก่อนจะยอมวางมือลงไปอีกครั้ง
คอนโดของศรัณย์อยู่ชั้นสูงสุด ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้ม ขาว และไม้ธรรมชาติ ทุกอย่างเรียบหรู สะอาด และเงียบจนเพียงใจรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง โลกของชายที่เธอไม่ควรเข้าใกล้มากเกินไป
แม่บ้านวัยกลางคนรีบนำผ้าขนหนูและเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ตามคำสั่ง ศรัณย์ยืนห่างออกไปอย่างรักษามารยาท
“คุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ห้องน้ำอยู่ทางขวา ไม่ต้องรีบ ผมจะรออยู่ข้างนอก” ศรัณย์บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนผายมือไปยังทางเดินด้านใน
“ขอบคุณนะคะ” เพียงใจตอบเบา ๆ แล้วกอดเสื้อสูทของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เสื้อสูทตัวนั้นคุณเอาไว้ก่อนก็ได้” ศรัณย์พูดเมื่อเห็นเธอลังเลจะถอดคืน
“แต่เดี๋ยวมันเปียกและยับหมดนะคะ” เพียงใจพูดด้วยความเกรงใจ พลางมองเสื้อสูทราคาแพงบนไหล่ตัวเอง
“เสื้อซื้อใหม่ได้ แต่ถ้าคุณหนาว ผมไม่ชอบ” ศรัณย์ตอบเรียบ ๆ ทว่าความหมายในประโยคนั้นทำให้แก้มหญิงสาวร้อนผ่าว
เพียงใจรีบหลบสายตาแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
เมื่อประตูปิดลง ศรัณย์จึงผ่อนลมหายใจยาว ความเดือดดาลที่พยายามกดไว้เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง เขาหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาใครบางคนทันที
“นราธิป ฉันต้องการให้แกช่วยจัดการคนคนหนึ่ง” ศรัณย์พูดเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มเย็นชาขึ้นในพริบตา
“เกิดอะไรขึ้น” นราธิปถามกลับทันที น้ำเสียงจริงจังกว่าเดิมเมื่อจับความผิดปกติได้
“มีผู้ชายเมาคุกคามเพียงใจแถวถนนหน้ามูลนิธิ ฉันต้องการให้แกตรวจสอบว่ามันเป็นใคร และทำให้มันไม่มีโอกาสไปทำแบบนี้กับใครอีก” ศรัณย์เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ทุกคำเต็มไปด้วยอำนาจที่พร้อมจะกดคนผิดให้จมดิน
“เพียงใจปลอดภัยไหม” นราธิปถามด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ว่าเพื่อนสนิทไม่เคยมีน้ำเสียงแบบนี้กับเรื่องของผู้หญิงคนไหนมาก่อน
“ปลอดภัย แต่ขวัญเสีย” ศรัณย์ตอบพลางหันไปมองประตูห้องน้ำด้วยแววตาอ่อนลง
“แกแน่ใจนะว่าที่ทำทั้งหมดนี่เพราะแค่รู้สึกผิดที่เขาเคยช่วยชีวิตแก” นราธิปถามเสียงเบาลง ราวกับตั้งใจสะกิดให้เพื่อนยอมรับความจริงกับตัวเอง
“ฉันไม่รู้” ศรัณย์ตอบหลังเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าคมเคร่งขรึมกว่าปกติ
“ไม่รู้ หรือไม่กล้ายอมรับ” นราธิปถามตรง ๆ น้ำเสียงไม่มีแววล้อเล่น
“ตอนเห็นมันจับข้อมือเธอ ฉันแทบควบคุมตัวเองไม่ได้” ศรัณย์พูดเสียงแผ่วลง แต่ความรู้สึกในประโยคนั้นหนักแน่นกว่าสิ่งใด
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “งั้นแกคงรู้คำตอบแล้ว” นราธิปพูดสั้น ๆ แต่ทิ้งน้ำหนักไว้ในความเงียบนั้นอย่างชัดเจน
ศรัณย์ไม่ตอบ เพราะลึก ๆ ในใจ เขาเองก็รู้
เขาห่วงเพียงใจเกินกว่าคำว่าคนเคยช่วยชีวิต มากเกินกว่าจะเรียกว่าความสงสาร และน่ากลัวเกินกว่าจะยอมรับว่ามันอาจเป็นความรักที่กำลังเริ่มต้น
ไม่นานนัก เพียงใจก็เดินออกมาในชุดเดรสผ้าฝ้ายนุ่มสีขาวของแม่บ้าน ผมยาวเปียกชื้นถูกเช็ดจนหมาด ใบหน้าหวานซีดกว่าปกติ แต่ดวงตากลับดูสงบขึ้น
ศรัณย์วางโทรศัพท์ลงทันที “ดีขึ้นไหม” เขาถามอย่างนุ่มนวล ก่อนเดินไปหยิบแก้วน้ำอุ่นมายื่นให้
“ดีขึ้นแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” เพียงใจตอบพลางรับแก้วน้ำด้วยสองมือ ความอุ่นจากแก้วค่อย ๆ ไล่ความเย็นจากปลายนิ้ว
“มานั่งตรงนี้ก่อน” ศรัณย์บอกพลางชี้ไปยังโซฟาตัวใหญ่ริมกระจก
“ฉันนั่งไม่นานนะคะ เดี๋ยวก็กลับแล้ว” เพียงใจพูดอย่างเกรงใจ ก่อนค่อย ๆ นั่งลงที่ปลายโซฟาอย่างระวัง
“ผมไม่รีบไล่คุณกลับ” ศรัณย์พูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้เดี่ยวฝั่งตรงข้ามเพื่อไม่ให้เธออึดอัด
เพียงใจยิ้มบาง ๆ ความสุภาพของเขาทำให้กำแพงในใจเธอลดลงทีละน้อย
ภายนอกกระจกบานใหญ่ เมืองทั้งเมืองเปียกชุ่มด้วยฝน แสงไฟนับพันดวงพร่าเลือนอยู่หลังม่านน้ำ บรรยากาศเงียบสงบอย่างประหลาด คล้ายโลกทั้งใบเหลือเพียงสองคนที่นั่งอยู่ตรงนี้
“คุณกลัวมากไหม” ศรัณย์ถามเบา ๆ หลังจากปล่อยให้เธอจิบน้ำอุ่นจนมือเริ่มหยุดสั่น
“กลัวค่ะ” เพียงใจตอบตามตรง ดวงตาหลุบลงมองแก้วน้ำในมือ
“คุณไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้” ศรัณย์พูดช้า ๆ น้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น
“ฉันชินแล้วค่ะ” เพียงใจตอบพร้อมรอยยิ้มบางที่ดูเจ็บปวดกว่าสดใส
“ชินกับอะไร” ศรัณย์ถามต่ออย่างระมัดระวัง ไม่อยากกดแผลเก่า แต่ก็อยากเข้าใจเธอให้มากขึ้น
“ชินกับการต้องดูแลตัวเอง ชินกับการไม่มีใครให้เรียกหาเวลาตกใจ ชินกับการบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ทั้งที่บางครั้งก็เป็นมากกว่าที่คิด” เพียงใจพูดออกมายาวกว่าที่ตั้งใจ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยในประโยคท้าย
ศรัณย์นิ่งไป คำพูดของเธอเหมือนสะท้อนบางอย่างในตัวเขาเช่นกัน
“คุณโตที่สถานสงเคราะห์ใช่ไหม” ศรัณย์ถามอย่างนุ่มนวล แววตาไม่มีความอยากรู้อยากเห็น มีเพียงความใส่ใจ
“ค่ะ ฉันถูกทิ้งไว้หน้าประตูสถานสงเคราะห์ตอนยังเป็นทารก ไม่มีจดหมาย ไม่มีของติดตัว มีแค่ผ้าห่อตัวสีขาวเก่า ๆ ผืนหนึ่ง” เพียงใจเล่าอย่างช้า ๆ ดวงตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“แล้วคุณไม่เคยตามหาพ่อแม่เลยเหรอ” ศรัณย์ถามพลางมองใบหน้าด้านข้างของเธอที่สะท้อนกับกระจกเปียกฝน
“เคยค่ะ ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยคิดว่าบางทีเขาอาจมีเหตุผล บางทีเขาอาจจนมาก บางทีเขาอาจป่วย บางทีเขาอาจกลับมารับฉันในวันหนึ่ง” เพียงใจพูดด้วยรอยยิ้มเศร้า ก่อนค่อย ๆ ก้มหน้าลง
“แล้วเขากลับมาไหม” ศรัณย์ถามเสียงแผ่ว ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วจากดวงตาของเธอ
“ไม่เคยค่ะ” เพียงใจตอบสั้น ๆ แต่ในความสั้นนั้นมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ลึกมาก
ศรัณย์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ ผู้หญิงตรงหน้าดูอ่อนโยนต่อทุกคน แต่แท้จริงแล้วเธอผ่านความโดดเดี่ยวมามากกว่าที่เขาคิด
“ตอนวันเกิดทุกปี ฉันจะนั่งรอหน้าประตูสถานสงเคราะห์” เพียงใจเล่าต่อหลังเงียบไปนาน คล้ายคืนนี้ทำให้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว
“คุณรอพวกเขาเหรอ” ศรัณย์ถามเบา ๆ พลางมองมือเล็กที่กำแก้วน้ำแน่น
“ค่ะ ฉันรอทั้งที่ไม่รู้หน้าตาเขา ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ไหม แต่เด็กคนหนึ่งก็ยังโง่พอจะหวังว่าพ่อแม่จะจำวันเกิดลูกได้” เพียงใจพูดพลางหัวเราะเบา ๆ แต่ขอบตากลับแดงขึ้น
“คุณไม่ได้โง่ คุณแค่เป็นเด็กที่อยากมีครอบครัว” ศรัณย์พูดทันที น้ำเสียงจริงจังจนเพียงใจเงยหน้าขึ้นมอง
เพียงใจสบตาเขา แล้วน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้” เพียงใจพูดอย่างตกใจ รีบยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา
“ไม่ต้องขอโทษ” ศรัณย์เอ่ยเสียงต่ำ ก่อนยื่นกล่องทิชชูให้เธออย่างอ่อนโยน
“ฉันไม่ชอบให้ใครเห็นตัวเองอ่อนแอ” เพียงใจบอกพลางพยายามยิ้ม แต่ยิ่งยิ้มก็ยิ่งดูน่าสงสาร
“ผมชอบที่คุณเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ต้องยิ้มตลอดเวลา” ศรัณย์ตอบนิ่ง ๆ ดวงตาคมเต็มไปด้วยความเข้าใจ
เพียงใจมองเขาอยู่นาน เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าใครบางคนไม่ได้ต้องการให้เธอเข้มแข็งเพื่อความสบายใจของเขา แต่ยอมให้เธออ่อนแอได้จริง ๆ
“แล้วคุณล่ะคะ” เพียงใจถามกลับหลังจากเช็ดน้ำตาจนแห้ง
“ผมเหรอ” ศรัณย์ทวนคำถามเบา ๆ ราวกับไม่คุ้นกับการถูกถามเรื่องหัวใจ
“คุณเคยบอกว่าโตมากับพี่เลี้ยง พ่อแม่ไม่มีเวลา คุณคงเหงามากเหมือนกันใช่ไหมคะ” เพียงใจพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาเต็มไปด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความสงสาร
ศรัณย์เงียบไปนาน ความทรงจำบางอย่างที่เขาปิดตายไว้เริ่มเคลื่อนไหวอยู่ในอก
“แม่ผมเสียตอนผมยังเด็ก” ศรัณย์พูดในที่สุด น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ดวงตากลับหม่นลง
“ฉันเสียใจด้วยนะคะ” เพียงใจกล่าวเบา ๆ มือที่ถือแก้วน้ำนิ่งลง
“ผมจำหน้าแม่ได้ไม่ชัดแล้ว จำได้แค่ว่าเธอมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และชอบร้องเพลงกล่อมผมก่อนนอน” ศรัณย์เล่าพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง คล้ายกำลังมองย้อนกลับไปยังวันที่ไม่มีวันหวนคืน
“แล้วคุณพ่อของคุณล่ะคะ” เพียงใจถามต่ออย่างระมัดระวัง
“พ่อยังอยู่ แต่เหมือนไม่อยู่” ศรัณย์ตอบพร้อมรอยยิ้มขื่น
