บทที่ 2 แค่ดูแลเพื่อนสนิท
Engeer part
6 ปีก่อน
“เอ็นด์เจีย พี่จะพาเอ็นด์เจียไปพบคุณหมอนะ “ พี่ออร์แกนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
แม้ผมจะแสดงออกไปราวกับตัวเองปกติดีทุกอบ่าง ทว่าในทุกคืนผมยังคงฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่น่ากลัวเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พ่อแม่ตายหรือเหตุการณ์ที่ตัวเองโดนตามฆ่า เด็กอย่างผมกลับต้องรับรู้ทุกอย่าง
“มันแปลว่าผมไม่ปกติรึเปล่า” ผมถามไปตรง ๆ ใคร ๆก็บอกว่าผมไม่ปกติ เป็นเด็กมีปัญหา เข้าสังคมไม่ได้
“คนป่วยไม่ได้แปลว่าปกติ มนุษย์ทุกคนก็ป่วยกันทั้งนั้น เวลาป่วยก็ต้องให้หมอรักษาไงคะ มันไม่แปลกเลยนะเอ็นด์เจีย”
ผมเพียงแค่…กลัว แต่ไม่ได้เกลียด ใครต่อใครก็ไม่รู้ที่จ้องจะฆ่าผมอย่างเลือดเย็นเพียงเพราะต้องการทำลายตระกูลของผม
ผมที่เกิดมาลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงสิบปี ต้องเผชิญหน้ากับความตายหลายครั้งต่อหลายครั้ง
โชคดีจัง…ที่มีพี่ออร์แกนและเฮียซีโน่ หากไม่มีพวกผม ผมคงยอมแพ้ต่อชีวิตและยอมตายแต่โดยดี
ผมยอมเข้ารักษา ไม่ดื้อดึงหรือขัดขืน ช่วงแรก ๆ ยังเกิดความระแวง ผมไม่อยากไปโรงเรียนสักวัน แผลบนใบหน้าเป็นรอยกรีดเล็ก ๆ นั้น ทำให้ผมโดนหาว่าหน้าตาอัปลักษณ์ บูลลี่นับครั้งไม่ถ้วน
รอยแผลบนหน้าเป็นหลักฐานที่ซาตานฝากเอาไว้ มันกลายเป็นแผลฝังลึกในใจ ที่คอยตอกย้ำเหตุการณ์ในอดีต
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยปีศาจพวกนั้น ฝังลึกในโสตประสาทของผมมานาน
วันนี้เป็นอีกครั้งที่อาหมอมาหาที่บ้าน แม้เรื่องราววุ่นวานที่เกิดขึ้นในครอบครัวจะจบไปแล้วแต่ผมก็ยังหวาดกลัว และไม่ชอบการไปข้างนอกพบปะผู้คนอยู่ดี
ผมเห็นพ่อแม่ค่อย ๆ ตายไปต่อหน้าด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ที่ผมรอดมาเพียงคนเดียว ผมถูกลอบฆ่าหลายครั้งต่อหลายครั้ง…และเห็นพี่ชายพี่สาวถูกทำร้ายมาตลอด
แม้จบไปแล้ว..แต่ภาะเหล่านั้นยังฉายวนซ้ำ
“สวัสดีครับเอ็นด์เจีย วันนี้อาหมอพาใครมาด้วยรู้ไหมเอ่ย” คุณอาหมอซึ่งเป็นจิตแพทย์ที่คอยรักษาดูแลอาการผมเอ่ยด้วยรอยยิ้มใจดี
กว่าผมจะไว้ใจเขาก็ใช้เวลานานเช่นกัน
“....”
“ต๊ะเอ๋!” แต่แล้วสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้แววตาของผมเบิกกว้าง เด็กผู้หญิงตัวอวบอ้วม ใบหน้ากลมแก้มป่องราวกับซาลาเปา โผล่มาจากด้านหลังของคุณอา
เธอคือเด็กผู้หญิง ที่ผมเจอที่โรงเรียนวันนั้น
‘หวัดดี ‘
‘..’
‘หว่อเจี้ยวเพ่ยหลิน’
‘...’
‘คุยกับหว่อหน่อยซี่ เราอยากเป็นเพื่อนกับหนี่’
‘ชื่อเอ็นด์เจีย เรียกลำบากก็เรียกไป๋ซิง’
‘ไป๋ซิงงงง เราเป็นเพื่อนกันนะ ๆ หนี่หล่อมาก เท่สุด ๆ’
‘ฮะ’
‘รอยตรงหน้าเท่สุด ๆ หว่อสี่ฮวนหนี่(เราชอบนายนะ)’
จู่ ๆ ก็มาขอเป็นเพื่อน…ที่แท้เป็นลูกของคุณอาหทอ สงสัยคงตั้งใจให้มาจีสนิทกับผม เอาเถอะ ใครอยากทำอะไรก็ทำ
“ต่อไปนี้อาจะให้เพ่ยหลินคอยช่วยดูแลเอ็นด์เจียด้วยนะ”
“เพ่ยหลินนนจะอยู่กับไป๋ซิงง”
นับแต่นั้น เพ่ยหลินจึงเป็นเพื่อนคนแรกของผมที่อยู่ด้วยกันมายาวนาน
จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ 6 ปีแล้วสินะ…
ความเป็นเพื่อนของเราดำเนินมาเรื่อย ๆ ไป๋ซิงและเพ่ยหลินเป็นเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันยิ่งกว่าปาท่องโก๋
และใช่ ผมคือคนดูแลเพ่ยหลิน ส่วนเพ่ยหลินคือคนที่ติดผม ผมใช้ชีวิตแบบมีเธอทุก ๆ วันอย่างเคยชิน
จากวันแรกที่รู้จักจวบจนถึงม.ปลาย เราก็ยังสนิทกันแค่สองคน
"ไป๋ซิงงงง!!!" เสียงเริงร่าจากเพื่อน'สนิท'เอ่ยทักเสียงดัง ทำให้ผมหันไปมองเธอด้วยความเอือมระอา
ร่างอวบนุ่มนิ่มเหมือนโมจิในชุดพละ เธอฉีกยิ้มกว้างสดใสพร้อมกับโบกมือไปมาให้ผมอยู่ที่หน้าตึกเรียนมัธยมปลาย
'เพ่ยหลิน' เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมตั้งแต่สิบขวบจนตอนนี้พวกเราก็อายุสิบหกแล้ว เธอยังคงรักษาความพูดมากของเธอไว้ เพิ่มเติมคือรูปร่างที่ตัวเล็กแต่จ้ำม่ำเหมือนก้อนโมจิ แก้มย้วยน่าหยิกและสิ่งสำคัญที่ไม่เคยเลือนหายไปคือรอยยิ้มที่สดใสที่เธอมักจะมอบให้ทุกคนอยู่เสมอ
"เสียงดัง" ผมดุเธอ แต่ด้วยความชินชาแล้วจึงไม่ได้ว่าอะไร
"โถ่!ไป๋ซิงอะ ก็เค้ากลัวไป๋ไม่เห็นเค้านี่ หลินหลินหิวข้าวแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ หลินหลินรู้น้าว่าตัวก็ยังไม่กิน"เธอเอ่ยชวนพร้อมกับพูดดักอย่างรู้ทันด้วยใบหน้าทะเล้น
"รู้ดี" ผมตอบแล้วผลักหัวเธอเบา ๆ ก้มลงมองที่เท้าของคนตรงหน้าก็พบว่าเธอไม่ได้ผูกเชือกรองเท้าอีกแล้ว
ขี้หลงขี้ลืมไม่ระวังตัวเองแบบนี้น่าเป็นห่วงจริง ๆ ผมคุกเข่าลงกับพื้นแล้วผูกเชือกรองเท้าให้คนตรงหน้าด้วยความเคยชิน
หลินหลินเป็นเพื่อนผม และพ่อของเธอคือจิตแพทย์ที่ผมเข้ารักษาสภาพจิตใจมาตั้งแต่เด็กจึงทำให้เราสองคนเจอกันบ่อยและสนิทกันมากจนถึงทุกวันนี้
เพ่ยหลินมักถูกมอบหมายจากคุณพ่อของเธอให้มาดูแลผม
ส่วนผมก็มีหน้าที่การดูแลเพ่ยหลินเช่นเดียวกัน
"เย้ยยย!! ไป๋!ผูกให้หลินทำไม เดี๋ยวหลินหลินทำเอง"
"ผูกเองแล้วหลุดง่ายน่ะสิ เดี๋ยวเราทำให้" ผมชินกับการทำอะไรแบบนี้ให้หลินพอสมควร
ผมรู้จักยัยก้อนโมจินี่ดี ความดื้อความซนซุ่มซ่ามของเธอทำให้ผมต้องคอยดูแลระมัดระวังให้ตลอดเวลา ผมไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นทาสและก็ไม่ได้มองว่าเสียศักดิ์ศรีอะไร
ผมแค่ทำให้'เพื่อน'สนิท ดูแล'เพื่อน'สนิทให้ดีที่สุดก็เท่านั้น
