บทที่ 10 ข้าชื่อกงเจ๋ออยู่ข้างบ้านเจ้า
“อนุอะไรกันเรียกแม่รองสิถึงจะถูก” หญิงชราพยายามฝืนยิ้มจนถึงที่สุด ในใจรู้สึกไม่พอใจเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้อย่างมาก
เด็กอะไรกันถึงได้พูดจาอวดดีไม่น่าฟังออกมาเป็นฉาก ๆ!!
“ท่านยาย สตรีที่แต่งให้บุรุษที่มีภรรยาอยู่แล้วจะไม่เรียกอนุได้อย่างไรกันเจ้าคะ ข้าเป็นเด็กยังรู้เลยว่าต้องเรียกอนุ หรือท่านยายจะบอกให้ข้าเรียกว่าอย่างอื่น” เฟยอี้หนิงยกมือขึ้นจิ้มขมับสีหน้าครุ่นคิด
“เรียกว่าอะไร”
“อ๋อ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ ภรรยาน้อย! หากไม่เรียกว่าอนุก็ต้องเรียกว่าภรรยาน้อยหรือไม่ก็สตรีอุ่นเตียงเจ้าค่ะ!”
หญิงชราหน้าม้านขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำพูดเฟยอี้หนิง อยากจะปรี่เข้าไปฉีกปากเด็กหน้าเหม็นตรงหน้าเสียเดี๋ยวนี้ ฝ่ายเหมยซีได้ยินคำพูดลูกน้อยถึงกับตกใจรีบเข้ามาดึงเฟยอี้หนิงเข้ามากอดทันที
“หนิงเอ๋อร์ลูกไปได้ยินคำพูดนี้มาจากไหน ต่อไปอย่าพูดเช่นนี้กับคนอื่นอีกนะลูก” ยกมือลูบหน้าลูกน้อยก่อนหันมองหญิงชราด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย
“ท่านยายท่านอย่าถือสาคำพูดหนิงเอ๋อร์ของข้าเลยนะเจ้าคะ นางยังเด็กนักไม่รู้อะไรควรพูดไม่ควรพูด”
หญิงชราสีหน้าไม่พอใจนักแต่ก็พยายามฝืนพยักหน้าทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง
“เจ้าก็สั่งสอนลูกเจ้าให้ดีเล่า ดีนะที่ข้าเป็นคนใจกว้างไม่ถือสา เกิดไปพูดคำพูดไม่น่าฟังอย่างนี้กับคนอื่นคงได้เป็นเรื่องแล้ว”
เฟยอี้หนิงคิ้วกระตุก ถือดีอย่างไรมาด่าว่ามารดาตนสอนลูกไม่ได้เรื่อง!
เฟยอี้หนิงจับมือมารดามากุมไว้ เงยหน้าสบตามารดานิ่ง “ท่านแม่หนิงเอ๋อร์หาได้ไม่รู้ความ หนิงเอ๋อร์โตแล้วรู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูดท่านแม่ไม่ต้องขอโทษในสิ่งที่หนิงเอ๋อร์พูดออกมา และที่สำคัญ” เฟยอี้หนิงหันมองหญิงชราไม่ปกปิดความไม่พอใจในสายตาอีกต่อไป
“ท่านยายโตกว่าหนิงเอ๋อร์ตั้งเท่าใด เหตุใดถึงไม่เข้าใจหลักการหนึ่งภรรยาหนึ่งสามี การมีภรรยามากก็หมายความว่ามีปากเสียงมาก ในบ้านที่มีปากเสียงมากมายจะไปมีความสุขได้อย่างไร รังแต่จะเกิดความวุ่นวายเสียไม่ว่า อีกอย่างสามีคนหนึ่งไม่มีทางแบ่งปันความรักให้ภรรยาสองคนได้อย่างเท่าเทียม คนหนึ่งได้มาก คนหนึ่งได้น้อย”
“หนิงเอ๋อร์ขอถามท่านยาย ภรรยาที่ได้รับความรักจากสามีน้อยกว่าภรรยาอีกคน ท่านยายเชื่อจริง ๆ หรือว่าครอบครัวจะสงบสุขไม่มีความคิดอิจฉาริษยา”
“นะ...นี่”
“ในเมื่อท่านยายตอบไม่ได้ หนิงเอ๋อร์จะเปรียบเทียบให้เข้าใจมากขึ้น ยกตัวอย่างสามีของท่านยาย ท่านยายยินดีหาภรรยาให้สามีท่านยายหรือไม่เจ้าคะ หากท่านยายยินดีหนิงเอ๋อร์ก็จะลองพิจารณาข้อเสนอของท่านยายที่บอกจะให้พ่อของหนิงเอ๋อร์แต่งงานกับหลานสาวของท่าน”
ถูกเด็กคนหนึ่งพูดจาโต้กลับจนเจ็บแสบหญิงชราพลันพูดไม่ออกได้แต่กำมือเข้าหากันแน่น แสร้งโมโหกลบเกลื่อนใบหน้าแตกร้าวของตนเอง
“เด็กคนหนึ่งใจถึงกล้าสอดปากเรื่องของผู้ใหญ่! เพราะมีมารดะ...”
“หยุดเลยนะเจ้าคะ อย่าได้คิดจะมาต่อว่าท่านแม่หนิงเอ๋อร์ ก่อนท่านยายจะมากล่าวหาว่ามารดาข้าสั่งสอนข้าไม่ดี รบกวนท่านยายทบทวนนิสัยตนเองให้ดีเสียก่อนว่าดีพอจะมาสั่งสอนลูกหลานคนอื่นหรือไม่ ไม่ใช่เทียวไปเสนอหลานสาวของตนให้บ้านนั้นที บ้านนู้นทีแล้วมาทำเป็นพูดว่าหวังดีกับพวกเขา”
“ได้! ในเมื่อพวกเจ้าไม่รับความหวังดีจากข้า ข้าก็จะเก็บความหวังดีของข้าเอาไว้ ไม่นำมามอบให้พวกเจ้าอีก!”
“ขอบคุณนะเจ้าคะท่านยายที่หวังดี แต่ความหวังดีของท่านยายหนิงเอ๋อร์ไม่ต้องการจริง ๆ” เฟยอี้หนิงส่งยิ้มกว้างให้หญิงชรา ใบหน้าระรื่น
หญิงชราโกรธจัดขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากตบสั่งสอนเด็กตรงหน้าเสียเหลือเกิน แต่ติดที่ใจไม่กล้าพอจึงได้แต่อดกลั้นความรู้สึกเอาไว้สะบัดหน้าเดินกลับไป ทว่าหันหลังให้ไม่ทันไรเฟยหมิงกลับเรียกนางเอาไว้ก่อน
“ท่านยายอย่าเพิ่งไปขอรับ”
หญิงชราชะงักฝีเท้าเหลือบสายตามอง ยกยิ้มมุมปาก
หึ...บุรุษผู้หนึ่งจะทนต่อหญิงสาวสดใหม่ได้อย่างไร ดูสิทั้งที่ลูกสาวและภรรยาแสดงออกว่าไม่อยากให้เขารับภรรยา แต่เขากลับเรียกรั้งนางไว้เสียเอง
ทว่าท่าทางได้ใจของหญิงชรากลับอยู่ได้ไม่นานนักเมื่อเฟยหมิงเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่ความหวังดีเช่นนี้ข้าไม่ต้องการขอรับ ข้าพึงใจในตัวเหมยซีเพียงผู้เดียวไม่คิดแต่งภรรยาเพิ่ม”
เศษหน้าแห่งความมั่นใจแตกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่เหลือชิ้นดี
หญิงชราถูกครอบครัวที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ตอกกลับจนใบหน้าไม่เหลือที่ให้อาย ก้าวขาเร็ว ๆ กลับบ้านตนด้วยท่าทางโมโห
“ยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมจริง ๆ”
หญิงชราเพิ่งกลับไปได้ไม่ทันไร เสียงปรบมือชอบใจก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษท่าทางเจ้าสำราญผู้หนึ่ง
อีกฝ่ายเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าบ้านตระกูลเฟย ใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางเป็นมิตร
“พวกท่านคือครอบครัวที่เข้ามาใหม่เมื่อวานสินะ เพิ่งจะมาถึงก็สร้างเรื่องชวนให้ตกใจมากมาย เมื่อวานมีแสงสีทองพุ่งขึ้นฟ้า วันนี้ก็เอ่ยปากโต้ตอบยายเฒ่าฉินได้อย่างเจ็บแสบ”
“....”
เห็นพวกเขามองมานิ่ง ๆ กงเจ๋อถึงกับทำหน้าไม่ถูกยิ้มแห้งออกมาแล้วเอ่ยต่อ “ยายเฒ่าคนนั้นน่ะมักจะมาตีสนิทครอบครัวที่ย้ายเข้ามาใหม่ ไม่ก็ครอบครัวที่เห็นว่าชีวิตกำลังจะไปได้สวย พวกท่านก็อย่าได้ไปให้ความสนใจมากเลย ผู้คนในหมู่บ้านใช่ว่าจะมีนิสัยเหมือนกันไปหมด ทุกคนล้วนมาจากต่างถิ่นนิสัยใจคอย่อมแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน”
“เหมือนท่านน่ะหรือเจ้าคะ”
คนฟังเลิกคิ้ว “ใช่แล้วข้าเองก็นิสัยแตกต่างไม่เหมือนคนอื่น” พูดจบก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “แม่หนูน้อยเจ้าคิดว่าข้ามีนิสัยอย่างไร”
“ข้าตอบไม่ได้เจ้าค่ะพวกเราเพิ่งพบหน้ากัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าสามารถตอบได้”
“อะไรหรือ?”
“นิสัยท่านไม่เหมือนท่านยายคนนั้น”
กงเจ๋อเผยยิ้มชอบใจเล็กน้อย จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าเด็กน้อยตรงหน้าน่าสนใจขึ้นมา
“ข้าชื่อกงเจ๋ออาศัยอยู่บ้านข้าง ๆ เจ้า แม่หนูน้อยพวกเรามาจับมือทักทายกันหน่อยไหม”
เฟยอี้หนิงมองเขานิ่งอย่างพิจารณา เมื่อไม่เห็นความนัยในแววตาจึงยื่นมือออกมาจับมือเขา “ข้าชื่อเฟยอี้หนิงเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ส่วนทั้งสองท่านด้านหลังคือท่านพ่อกับท่านแม่ของข้า”
กงเจ๋อหันมองทั้งสองคนแล้วเอ่ยทักทาย หันกลับมามองแม่หนูน้อยตรงหน้า
“แม่หนูน้อยวันนี้ทักทายกันแค่นี้ก่อน ไว้ว่าง ๆ ข้าจะมาสนทนาเล่นกับเจ้า” ว่าจบก็พยักหน้าเล็กน้อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนก่อนหันหลังเดินจากไป
เฟยอี้หนิงมองตามเงียบ ๆ เป็นบุรุษที่ประหลาดคนเสียจริง
