บทที่ 9 คิดจะยัดเยียดภรรยาให้บิดานางหรือฝันไปเถอะ!!

เฟยอี้หนิงผุดลุกขึ้นนั่ง ก้าวลงจากเตียงเดินมาหน้าบ้าน พลันเห็นบิดามารดากำลังช่วยกันกำจัดวัชพืชคนละไม้ละมือ

“ท่านพ่อ ท่านแม่” เอ่ยเรียกเสียงสดใส ก้าวเข้ามาหาทั้งสองคน

“หนิงเอ๋อร์ตื่นแล้วหรือลูก” เหมยซีปล่อยหญ้าในมือ เช็ดมือกับเสื้อพลางเดินมาหาลูกน้อย “หิวหรือไม่ แม่หาอะไรให้กิน”

เฟยอี้หนิงมองมารดาส่ายหัวเล็กน้อย “ยังไม่หิวเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่กำลังจัดการเถาวัลย์พวกนี้อยู่ใช่ไหมเจ้าคะ หนิงเอ๋อร์ช่วย”

ว่าพลางเดินเข้าไปช่วยบิดาดึงเถาวัลย์ออกจากพื้น

ทั้งสองมองลูกน้อยนิ่งราวกับต้องการตรวจสอบให้มั่นใจว่าลูกน้อยของพวกเขากลับมามีจิตวิญญาณแล้วจริง ๆ ก่อนจะหันไปสนใจเถาวัลย์มากมายภายในบ้านต่อ

“มีใครอยู่หรือไม่?”

ขณะที่พวกเขากำลังช่วยกันคนละไม้ละมือ หน้าบ้านพลันเกิดเสียงเรียก ครั้นหันไปมองก็เห็นว่าเป็นสตรีชราผู้หนึ่ง อีกฝ่ายมองผ่านประตูพัง ๆ เข้ามาด้านในกวาดตามองสำรวจอย่างโจ่งแจ้ง

เฟยอี้หนิงไม่ค่อยชอบใจสายตาของหญิงชราผู้นี้นักแต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะยังไม่รู้เจตนาของอีกฝ่าย

“ท่านยายมาหาพวกข้ามีอะไรหรือ?” เหมยซีเดินออกไปรับหน้า เผยยิ้มบางเบา

สตรีสูงวัยหันกลับมาสบตายิ้มแย้ม “ข้าเห็นว่าบ้านหลังนี้มีคนมาอยู่แล้วจึงเดินมาดูน่ะ เป็นครอบครัวสามคนนี่เอง ว่าแต่พวกเจ้ามาจากไหนหรือ เหตุใดถึงได้มาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้”

“พวกข้าเป็นเพียงครอบครัวธรรมดา พอเก็บเงินได้นิดหน่อยจึงคิดลงหลักปักฐาน” เหมยซีตอบเสียงเรียบ

ครั้นได้ยินว่าเป็นเพียงครอบครัวธรรมดาสีหน้าหญิงชราพลันชะงักค้างไปชั่วขณะก่อนจะกลับมายิ้มแย้มเหมือนเคย “ครอบครัวธรรมดาอะไรกัน เมื่อวานข้านั่งอยู่หน้าบ้าน บ้านข้าอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านของพวกเจ้าพอดีน่ะ เห็นมีแสงสีทองพุ่งขึ้นฟ้า นั่นไม่ใช่ว่ามีผู้ฝึกปราณอยู่ในบ้านหลังนี้หรือ?” พูดจบก็เริ่มมองภายในบ้านอีกครั้ง เมื่อสายตามองเห็นเฟยหมิงจึงเอ่ยขึ้น

“คงจะเป็นพ่อหนุ่มคนนี้สินะที่เป็นผู้ฝึกปราณ ไม่ทราบว่าตอนนี้ระดับไหนแล้วล่ะ” ปกติแล้วคนธรรมดาจะมองไม่ออกว่าใครเป็นหรือไม่เป็นผู้ฝึกปราณหญิงชราจึงเสี่ยงคาดเดาตามลักษณะร่างกาย

เฟยหมิงยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วตอบ “ท่านยายข้าเป็นเพียงผู้ฝึกปราณระดับสามธรรมดาขอรับ”

“ธรรมดาอะไรกัน ผู้ฝึกปราณระดับสามในหมู่บ้านนี้ใช่เรื่องที่เป็นกันได้ง่ายหรือ? กระทั่งในเมืองที่หาเจริญรุ่งเรืองก็มีไม่ถึงหนึ่งพันคนเสียด้วยซ้ำ”

ครั้นได้รู้ว่าการคาดเดาของตนเองถูกต้องสีหน้าหญิงชราก็เป็นมิตรเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจแสดงความต้องการออกมาให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งหรือคิดว่าตนเองซ่อนความต้องการของตนอย่างแนบเนียนหรืออย่างไรถึงได้กล้าทำเหมือนสนใจในตัวเฟยหมิง

“เจ้ายังหนุ่มยังแน่นเช่นนี้ก็เป็นถึงผู้ฝึกปราณระดับสามแล้ว ภายภาคหน้าคงไม่พ้นกลายเป็นคนใหญ่คนโต”

ยิ่งได้ฟังคำพูดของหญิงชราเฟยอี้หนิงยิ่งรู้สึกตงิดใจนางรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีบางอย่างแอบแฝงและไม่นานจากนั้นเฟยอี้หนิงก็ได้รู้

“พ่อหนุ่ม เจ้ายังหนุ่มและเก่งกาจขนาดนี้ไม่สนใจแต่งภรรยาเพิ่มหรือ? ข้ามีหลานสาวคนหนึ่งเพิ่งจะถึงวัยแต่งงาน นิสัยใจคอไม่เลว แต่งเข้ามาย่อมช่วยเหลืองานในบ้านพวกเจ้าได้มากขึ้น”

เหมยซีถึงกับทำหน้าไม่ถูก นางเพิ่งเคยพบเคยเจอคนที่กล้าเสนอสตรีให้สามีคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้

“ท่านยายท่านพ่อข้าไม่รับอนุเจ้าค่ะ” เห็นมารดานิ่งงันเฟยอี้หนิงจึงก้าวขึ้นมาเป็นคนพูดเอง

คิดจะยัดเยียดภรรยาให้บิดานางหรือฝันไปเถอะ!!

หญิงชราได้ยินคำพูดไม่น่าฟังจากเด็กคนหนึ่งสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นไม่น่ามอง แต่เมื่อคิดว่าเด็กคนนี้คือลูกสาวของชายหนุ่มตรงหน้า จึงพยายามคงสีหน้าให้เป็นปกติแต่ในใจกลับวางแผนร้ายต่อเฟยอี้หนิง

ไว้หลานสาวข้าได้แต่งเข้าบ้านหลังนี้ก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นข้าจะบอกหลานสาวสั่งสอนเจ้านี้ให้ดี!!

หญิงชราที่คิดว่าไม่ว่าอย่างไรหลานสาวของนางก็ต้องได้แต่งเข้าบ้านหลังนี้แน่ ๆ หันมาพูดจาอ่อนหวานกับเฟยอี้หนิง “แม่หนูน้อย เจ้ายังเด็กยังไม่เข้าใจเรื่องราว ครอบครัวน่ะมีกันเยอะ ๆ ถึงจะดี หลายคนหลายมือช่วยเหลือกันและกัน”

แต่น่าเสียดายที่คำพูดอ่อนหวานของนางใช้กับเฟยอี้หนิงไม่ได้ผล เพราะนางหาใช่เด็กน้อยไม่รู้ความอยากที่อีกฝ่ายยัดเยียดให้

เด็กน้อยใช้ข้อได้เปรียบของร่างกายเงยหน้าส่งยิ้มไร้เดียงสาส่งไปให้ ดวงตากลมสดใสเป็นประกายจ้องมอง

“ครอบครัวข้ามีกันสามคนก็พอแล้วเจ้าค่ะ ส่วนหลานสาวของท่านยาย ในเมื่อท่านบอกว่านางนิสัยไม่เลวย่อมต้องมีบุรุษมากมายอยากตบแต่งด้วย ไม่เห็นจำเป็นต้องมาแต่งเป็นอนุในเรือนของท่านพ่อข้าเลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป