บทที่ 2 จะหามาจากไหน

ชายหนุ่มจับดอกไม้แห้งเหี่ยวนั่นแล้วยิ้มบางๆ ที่เห็นรอยดอกซึ่งถูกเด็ดออกไป แล้วภาพมือเรียวบางของคนเด็ดดอกไม้นั้นก็โผล่เข้ามาในความคิด

“โอ๊ย คุณจะตีมือฉันทำไมนี่” หญิงสาวหดมือที่โดนตีจนดอกกล้วยไม้ร่วงจากมือ

“คุณจะเอาไปทำอะไร” ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอกำลังจะทำอะไร ก็ท่าทางที่เธอมองจานอาหารที่เขายกมาไว้รอเสิร์ฟแล้วหันมามองช่อดอกกล้วยไม้ที่เขาวางมันไว้บนโต๊ะมันไม่ได้เดายากอะไรเลย

“ฉันก็แค่จะเอามันไปประดับจานอาหาร มันจะได้สวยน่ากินไง” เธอตอบมาหน้าตายังมีรอยตื่นตกใจ

“ใครใช้ให้คุณทำอะไรบ้าๆ แบบนั้น ของที่จะประดับในจานอาหารควรเป็นของที่กินได้เท่านั้น เพราะมันคืออาหาร ไม่ใช่เอาอะไรก็ได้ไปใส่ซี้ซั้ว” พ่อครัวหนุ่มขึ้นเสียงเข้ม เขารู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่มีใครคิดอะไรแผลงๆ กับอาหารที่เขาทำ

“ก็ฉันเห็นเขาก็เอาดอกกล้วยไม้ประดับจานอาหารเยอะแยะไป มันก็สวยออกจะตาย” คนที่โดนดุบ่นอุบอิบ

“ที่อื่นผมไม่สนใจ ผมสนใจแต่ที่นี่ ที่ๆ ผมต้องรับผิดชอบกับอาหารทุกจานที่ทำออกไปให้ลูกค้ากิน คุณรู้มั้ยว่าดอกกล้วยไม้มันอันตรายมากแค่ไหน มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำไปใส่ในจานอาหารโดยเด็ดขาด เพราะมันเต็มไปด้วยสารเคมีทุกกระบวนการผลิต ทั้งยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าแมลง และอีกสารพัดยา ที่เขาต้องใช้เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดโรคระบาดในฟาร์ม ถ้าจะเอามาใช้ประดับจานอาหารเราต้องรู้แน่นอนแล้วว่ามันถูกเพาะเลี้ยงโดยวิธีชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันมันหาได้ยากมากเพราะมันทำยาก ถ้าดอกไม้ที่มาเป็นช่อเป็นกำอย่างที่คุณเห็น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่ามันเต็มไปด้วยสารเคมี แล้วเลิกทำอะไรแบบไม่ปรึกษาผมซะที ผมเหนื่อยกับความคิดของคุณจริงๆ...เอาไปเสิร์ฟโต๊ะ 7 ด่วนเลย” ดุเสียงเข้ม คนโดนดุหน้าจ๋อยเพียงแป๊บเดียวแต่พอบอกให้เอาอาหารไปเสิร์ฟเธอกระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันที การได้อยู่ห่างจากพ่อครัวที่แสนจะเข้มงวดอย่างเขา มันคงเป็นความสุขขั้นสุดยอดของชีวิตเธอล่ะสินะ ชายหนุ่มยิ้มมุมปากก่อนจะสะดุ้งจนภาพในความคิดหายวับไปเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังอยู่บนโต๊ะ เขาหยิบมาดูหน้าจอ แล้วส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมถอนหายใจก่อนจะกดปุ่มรับสายอย่างเสียไม่ได้

“ครับ คุณพ่อ”

“ตกลงแกจะกลับมาถึงวันไหน พ่อให้แม่เมี่ยงเขาทำความสะอาดห้องของแกไว้ให้แล้ว แม่เมี่ยงเขาดีใจใหญ่พอรู้ว่าแกจะกลับ ลุกลี้ลุกลนจัดห้องไว้รอแก” ชายหนุ่มคิดถึงหญิงร่างอวบวัยกลางคนที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่อายุย่างเข้าแปดขวบ ซึ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนั้นครั้งแรก ตอนนั้นเขาเพิ่งจะเข้าเรียน ป.2 เท่านั้น

“ก็คิดว่าจะออกจากที่นี่พรุ่งนี้ครับ แต่จะออกตอนไหนถึงตอนไหนผมก็ไม่ทราบ” ชายหนุ่มตอบกลับไป ใจก็ห่วงงานที่ทำ แต่โชคดีที่ก่อนหน้างานแต่งงานเพื่อนเจ้านายที่ไร่ภูฟ้าเจ้านายของเขาได้หาพ่อครัวคนใหม่มาเพิ่มอีก 2 คน และหลังจากทำงานกันหลายวันก็ทำงานประสานกันดีแล้วเขาถึงสามารถลากลับไปบ้านได้หลายวัน

“หนูชนม์นิภาเขาคงดีใจ” คนเป็นพ่อตอบกลับมา

“ผมมีแฟนแล้วครับพ่อ” ชายหนุ่มย้ำ ก่อนจะถอนใจยาว เฮ้อ! เพิ่งโดนปฏิเสธรักไปเมื่อไม่กี่วันก่อนจะหาแฟนมาจากไหน เอาเรื่องนี้มาอ้างเพียงเพื่ออยากให้บิดาเลิกเอาผู้หญิงคนนี้มาเสนอให้เขาเสียทีเท่านั้น

“ตราบใดที่ฉันยังไม่เห็นหน้าแฟนแก ฉันไม่มีวันเชื่อหรอก และฉันก็เลือกหนูชนม์นิภาไว้ให้แกแล้ว เขามาจากตระกูลที่ดี เรื่องคราวก่อนมันเป็นความเข้าใจผิดของแกเอง” ผู้เป็นบิดาพูดจบก็วางสายไป

หึ เข้าใจผิดเหรอ?..ชายหนุ่มย้ำความคิดของตัวเองก่อนจะทบทวนภาพและคำพูดในอดีตที่เขาได้ยินเต็มสองรูหู

“ค่ะ น้องภาจะเลือกพี่วาทิน” คำสุดท้ายก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกมาจากชีวิตของเธออย่างเจ็บปวดที่สุด มันมีคำไหนอีกหรือที่จะบอกว่าเขาเข้าใจผิด ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะเดินออกจากประตูบ้านแล้วขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ ขับออกไปจากบ้านเพื่อเริ่มทำงานอีกวัน พร้อมกับคำพูดของบิดาที่มันยังก้องไปมาอยู่ในหัว

‘ตราบใดที่ฉันยังไม่เห็นหน้าแฟนแก ฉันไม่มีวันเชื่อหรอก’

‘เฮ้อ! จะหามาจากไหนกัน แต่ยังไงมันก็ต้องกลับไป ค่อยหาข้ออ้างปฏิเสธอีกทีตอนไปถึงที่โน่นก็แล้วกัน’ ชายหนุ่มปัดความคิดรกสมองออกไป ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถไปยังไร่ส่องหล้า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป