บทที่ 3 หนังสือนิยาย
หญิงสาวร่างบอบบางในชุดผู้ช่วยพ่อครัวเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีออกมาจากบ้านพักของเจ้าของรีสอร์ท เมื่อวานตอนเย็นเธอเพิ่งย้ายจากบ้านพักอีกหลังหนึ่งที่พักกับมัทนพรหรือใบหม่อนเพื่อนสาวของเธอในรีสอร์ทแห่งนี้ มาพักในบ้านของพ่อเลี้ยงกาวินเจ้าของรีสอร์ทซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ที่เขาพักร่วมกับภรรยา หนูส่องหล้าที่เป็นลูกสาว และคุณยายใจดีที่ทุกคนเรียกกันเป็นภาษาคำเมืองว่า ‘แม่อุ้ย’ อ้อ...มีน้ำอ้อยพี่เลี้ยงของหนูส่องหล้าที่พักอยู่ในห้องเล็กถัดจากห้องนอนของเธอด้วยอีกคน ห้องนอนของเธอสวยงามน่าอยู่กว่าที่คิดมาก แถมยังได้เป็นห้องส่วนตัวที่พักคนเดียวอีก มันยิ่งทำให้เธอมีความสุข
เนื่องจากเจ้านายของเธอเห็นว่าห้องพักที่เธอพักอยู่เดิมมันคับแคบเกินไปสำหรับการพักรวมกันสามคน จึงให้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นห้องของพิมพ์แขเพื่อนสาวคนสนิทของภรรยาเจ้านาย ซึ่งเธอเพิ่งแต่งงานและย้ายออกไปอยู่กับพ่อเลี้ยงอินทรซึ่งเป็นสามีที่ไร่ภูฟ้าเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงได้ครอบครองห้องใหม่แสนสวยอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน จึงทำให้อารมณ์ดีขึ้นเป็นพิเศษ วันนี้จึงออกมาจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อเริ่มทำงานให้สมกับความเมตตากรุณาของเจ้าของรีสอร์ท
ในมือของเธอถือหนังสือนิยายมาด้วยเล่มหนึ่ง ที่เธอแวะซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อสองสามเล่มก่อนที่จะมาทำงานที่นี่ และที่สำคัญเธอยังไม่เคยเปิดอ่านมันสักเล่มเพราะวุ่นวายอยู่กับงานใหม่ พอกลับถึงห้องก็เหนื่อยจนสลบทุกที เมื่อวานได้โอกาสเอาข้าวของมาจัดในห้องใหม่ จึงถือโอกาสเอามานั่งอ่านเล่นฆ่าเวลาระหว่างรอพ่อครัวใหญ่
‘ป่านนี้นายขี้เก๊กนั่นคงยังมาไม่ถึงหรอกมั้ง...ก็ยังไม่ถึงเวลาเข้างานเลยนี่เหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมง’
หญิงสาวมองนาฬิกาข้อมือแล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องครัว ด้านหน้าของเธอเป็นโต๊ะสีขาวสะอาดสะอ้าน ใช้สำหรับวางผักและเตรียมของสำหรับปรุงอาหารแต่ตอนนี้บนโต๊ะว่างเปล่าเพราะทุกคนยังไม่เริ่มเข้ามาทำงาน เธอกางหนังสือออกอ่าน สายตายังไม่ได้สัมผัสกับอักษรตัวแรกเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาววางหนังสือลงบนโต๊ะ แล้วออกไปหาสัญญาณที่มันชัดเจนกว่านี้
“น้าเบญ มีอะไรรึเปล่าคะ โทรมาแต่เช้าเลย” เธอทักทายกลับไปเมื่อดูนาฬิกาแล้วยังไม่ถึงหกโมงเช้าด้วยซ้ำ
“อ้อ เปล่าหรอก น้าแค่ตื่นเช้าแล้วนึกห่วงเราขึ้นมา เลยโทรมาถามดูว่าเป็นยังไงมั่ง เห็นเงียบไปสี่ห้าวันแล้ว” เสียงน้าสาวของเธอตอบกลับมา
“แพรสบายดีค่ะ แต่ช่วงนี้งานยุ่งนิดหน่อยลูกค้าเยอะกลางวันแทบไม่ว่างเลยค่ะ กว่าจะเลิกก็ดึก แพรเลยไม่ได้โทรไปหา แต่เสียงน้าเบญดูไม่ค่อยดีเลยนะคะ ไม่สบายอีกรึเปล่าคะ” แพรไหมถามกลับไปอย่างอดห่วงไม่ได้ น้าสาวของเธอคือทั้งหมดของชีวิตเธอในเวลานี้ เบญจาเป็นหญิงวัยสามสิบเก้าปี ที่ถือว่ายังสาวยังสวยถ้าไม่พูดถึงจำนวนตัวเลขของอายุ เธอก็คือหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังโสดเพราะทุ่มเทชีวิตทั้งหมดในการเลี้ยงหลานสาวให้เติบโตแทนที่จะแต่งงานแต่งการออกไปเหมือนหญิงสาวในวัยเดียวกัน
“แค่เป็นไข้นิดหน่อยน่ะจ้ะ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ถ้าแพรสบายดีน้าก็จะได้สบายใจ” เสียงคนเป็นน้าสาวที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เธอคลอดออกมาจากท้องแม่มาจนถึงทุกวันนี้ตอบกลับมา เบญจาเป็นหญิงสาวที่ทุ่มเททุกอย่างให้กับหลานสาวคนเดียวยิ่งกว่าคนที่เป็นแม่ของเธอจะทำให้เธอได้เป็นร้อยเท่าพันเท่า
“น้าเบญเหงาเหรอคะ แพรคงทำงานที่นี่สักพักพอใช้หนี้หมด แพรก็จะกลับไปอยู่กับน้าเบญเหมือนเดิมแล้วนะคะ ตอนนี้แพรเร่งหาเงินอยู่ค่ะ แพรอยากได้เงินไปใช้หนี้ให้หมดเร็วๆ แพรจะได้กลับไปอยู่กับน้าเบญ”
“แต่เงินเดือนแค่นั้น กว่าจะใช้หนี้ได้หมดคงหลายปี” น้าสาวของเธอพึมพำออกมาพร้อมเสียงถอนหายใจยาว
“ที่นี่มีทิปด้วยค่ะน้าเบญ บางทีแพรก็แอบไปเสิร์ฟด้วย และที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก อาหารฟรีทุกมื้อ เสื้อผ้าก็ไม่ต้องซื้อใหม่เพราะต้องใส่ยูนิฟอร์มทุกวัน ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ แพรแทบไม่ได้ใช้เงินสักบาท ดีกว่าทำงานเดือนละหลายหมื่นที่กรุงเทพเยอะเลยค่ะ ถ้าแพรขยันๆ ก็ไม่น่าเกินสองปีนะคะน้าเบญ”
“น้าทำให้แพรลำบากจริงๆ เลย” เธอนึกถึงค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าไปรักษาตัวแค่ไม่กี่คืน แต่กลับทำให้หลานสาวต้องเป็นหนี้ไปอีกหลายปีแล้วอดเศร้าใจไม่ได้
“น้าเบญไม่ต้องคิดมากนะคะ เดี๋ยวก็ความดันขึ้นอีก คราวนี้แพรไม่รู้จะหาเงินจากไหนแล้วนะคะ บัตรเครดิตแพรก็ใช้จนเต็มวงเงินหมดแล้วทุกใบ น้าเบญห้ามคิดมากเด็ดขาด แล้วงานก็ไม่ต้องทำเยอะด้วยนะคะ น้าเบญก้มเย็บจักรนานๆ เดี๋ยวก็หน้ามืดอีก น้าเบญทำอย่างเดียวคือทำตัวเองให้มีความสุขรอแพรอยู่ที่บ้านนะคะ แพรจะได้สบายใจ มีแรงทำงาน แล้วแพรจะโทรหาบ่อยๆ ค่ะ ถ้าลางานได้หลายวันเมื่อไหร่แล้วแพรจะรีบกลับไปหา” เธอสั่งน้าสาว ก่อนจะพูดต่ออีกสองสามประโยคแล้ววางสายลงก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องครัว
