บทที่ 4 จ้างเป็นแฟน
ธาวินเดินเข้ามาในห้องครัวแล้วสายตาของเขาก็สะดุดลงที่หนังสือเล่มเล็กๆ ที่วางไว้
“ใครกันนะ วางข้าวของไม่เป็นที่เป็นทาง แล้วหนังสือนี่มันควรจะวางไว้ในครัวหรือยังไง” ชายหนุ่มบ่นพึมพำก่อนจะหยิบมันขึ้นมาดูอย่างหงุดหงิดที่เห็นสิ่งที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในห้องครัว เห็นปกเป็นรูปวาดชายหนุ่มหญิงสาวอิงซบกันอยู่ ชายหนุ่มพลิกดูหลังปกก่อนที่จะอ่านออกเสียงเบาๆ
“...เพราะหนี้ก้อนใหญ่ที่บิดาของเธอสร้างไว้จากการพนัน ทำให้หญิงสาวที่หยิ่งยโสอย่างอินทุอรจำต้องยอมจำนนรับจ้างเป็นภรรยาปลอมๆ ให้กับเศรษฐีหนุ่มที่ต้องการปฏิเสธการแต่งงานแบบคลุมถุงชนซึ่งมารดาของเขาเป็นคนเลือกให้...บ้าจริงๆ ใครมันจะปัญญาอ่อนหลับหูหลับตาจ้างผู้หญิงได้แพงขนาดนั้น...หรือว่า...บ้า คิดอะไรบ้าๆ น่ะธาวิน นี่มันก็แค่นิยาย ต่อให้คิดได้แล้วจะหาผู้หญิงที่บ้าเหมือนในนิยายนี่มาจากไหน ประสาทจริงๆ” ชายหนุ่มพลิกอ่านด้านในไปพลางพึมพำกับตัวเองไปพลางก่อนจะเอาหนังสือไปเก็บ แล้วเริ่มต้นทำงานของตน
แพรไหมเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับเสียงฮัมเพลงเบาๆ เพื่อจะกลับมาอ่านนิยายต่อให้สมใจอยาก แต่ก็ต้องชะงักที่วันนี้พ่อครัวขี้เก๊กดันขยันมาก่อนเวลาเป็นชั่วโมงซะนี่ เธอเห็นเขาก้มๆ เงยๆ ตรวจเช็คของที่อยู่ในตู้เย็นใบใหญ่
‘บ้าจริงเชียว จะขยันไปถึงไหนนี่นายจอมเนี้ยบ...ฉันก็อดอ่านนิยายล่ะสิเนี่ย เซ็งจริง’ คิดไปพลางฮัมเพลงเบาๆ ไปพลาง
“นิยาย นิยาย...อ้าว...แล้วหายไปไหนแล้วเนี่ย” เธอก้มๆ เงยๆ หาหนังสือนิยายที่วางไว้บนโต๊ะเผื่อว่ามันจะหล่นลงตรงพื้นข้างล่าง
“ร้องเพลงในครัวไม่กลัวจะมีสามีแก่รึไงคุณ” เสียงดังมาจากคนที่ก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ตู้เย็น
‘โถ พ่อคู้ณณณ สามีแก่เป็นกำไรชีวิตย่ะ ขอแค่ไม่ขี้เก๊กระเบียบจัดอย่างนายก็พอ’ เธออดคิดในใจไม่ได้
“เอ่อ ฉันส่งเสียงรบกวนคุณเหรอคะ” หญิงสาวถามกลับไปเบาๆ น้ำเสียงอ่อนหวาน พร้อมกับก้มหานิยายต่อไป
“ก็แค่เสียงเหมือนแผ่นเสียงตกร่องของคุณมันทำลายสมาธิผมนิดหน่อย แล้วคุณหาอะไร”
‘บ้าที่สุด! มีแต่คนเขาบอกว่าฉันร้องเพลงเพราะทั้งนั้นแหละย่ะ อีตาบ้านี่นอกจากขี้เก๊กแล้วยังหูไม่ถึงอีก’ ก่นด่าอยู่ในใจก่อนจะถามกลับ
“คุณเห็นหนังสือที่ฉันวางไว้มั้ยคะ” ถามเสียงอ่อยๆ ท่าทางสงบเสงี่ยม
“หนังสืออะไร” เขาถามกลับเหมือนไม่ใส่ใจ พร้อมกับเดินไปทำโน่นทำนี่ไปพลาง
“ก็หนังสือที่ฉันวางไว้ตรงนี้ คุณเอาของฉันไปใช่มั้ยคะ”
“อ้าว...ผมจะเอาของคุณไปทำไม” ถามพร้อมแอบยิ้มขำจนคนฟังคำตอบเริ่มหงุดหงิด
“ก็คุณอยู่ที่นี่คนเดียว หนังสือนะมันไม่ใช่สสารที่ระเหิดได้ ฉันวางมันไว้ตรงนี้ถ้าไม่มีใครหยิบไปมันก็ต้องอยู่ตรงนี้สิ” เป็นครั้งแรกที่เธอต่อปากต่อคำอย่างลืมตัวก่อนจะสงบปากสงบคำลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอาจจะเสียหน้าที่การงานในรอบที่สองภายในหนึ่งเดือน ‘เธอไม่อยากตกงานอีกแล้วนะยายแพร ใจเย็นไว้!’
ชายหนุ่มหันมามองก่อนจะเดินไปหยิบหนังสือจากบนชั้นวางที่เขาเอาไปเก็บไว้มาส่งให้
“เอาไป ทีหลังก็หัดวางให้มันเป็นที่เป็นทาง นี่ในครัวนะคุณไม่ใช่ห้องสมุด จะได้เอาหนังสือมาวางเพ่นพ่าน” หญิงสาวยื่นมือไปรับก่อนจะเปิดดูราวกับกลัวว่ามันจะมีอะไรชำรุดไป
“ผมไม่ได้ขโมยตัวหนังสือของคุณไปหรอกน่า มันยังอยู่ครบ เอาหนังสือไปวางแล้วมาช่วยผมเด็ดพริกก่อน ใกล้เปิดครัวแล้ว รีบๆ เข้า” พูดพลางหยิบตะกร้าพริกขี้หนูสดที่คนในไร่เพิ่งเอามาส่งให้ยื่นให้กับผู้ช่วยสาวเธอรับมาพร้อมกับวางตะกร้าพริกไว้บนโต๊ะพร้อมกับหนังสือ แล้วหันไปหยิบตะกร้าอีกใบมาใส่พริกที่เด็ดแล้ว ก่อนจะนั่งเด็ดพริกไปเงียบๆ เด็ดไปพลาง คิดโน่นคิดนี่ไปพลางแล้วถอนหายใจยาว
“คุณธาวินคะ วันนี้ฉันขอออกไปช่วยเสิร์ฟบ้างได้มั้ยคะ” เธอเอ่ยถามขึ้น
“มันหน้าที่คุณเหรอ” ชายหนุ่มถามกลับมาบ้าง
“เปล่า ฉัน ฉันถามเผื่อๆ ไปแค่นั้นเองค่ะ เผื่อว่าเด็กเสิร์ฟทำไม่ทัน ฉันออกไปช่วยบ้างได้มั้ยคะ” ชายหนุ่มหันมามองหน้า
“ทำไมคุณถึงอยากออกไปเสิร์ฟนัก งานในครัวมันยังหนักไม่พอหรือไง ถึงอยากจะออกไปเสิร์ฟเหลือเกิน”
“เอ้อ เปล่าค่ะเปล่า แค่ฉัน...ฉันอยากได้ทิป” เธอตอบกลับมาตรงๆ
“อยากได้ทิป! ที่จริงเงินเดือนกับค่าล่วงเวลาคุณมันก็ตกเดือนละหมื่นกว่าบาทแล้วนะ อาหารก็ฟรีสามมื้อ แล้วยังจะที่พักฟรีอีก คุณจะหาเงินทำไมเยอะแยะ”
“คุณไม่เข้าใจหรอก ฉันจำเป็นต้องใช้เงิน คุณแค่ตอบว่าได้หรือไม่ได้ก็พอ”
ต้องใช้เงิน! ความคิดของเขาสะดุดลงที่คำตอบนั้น ก่อนที่แววตาในดวงตาคู่คมจะไหวระริก ยิ้มมุมปากก่อนจะถามกลับไปอย่างมีความหวังระคนตื่นเต้น
“ต้องใช้เงิน!...เท่าไหร่?”
“ถามทำไมจะให้ฉันยืมหรือไง แต่ไม่ต้องหรอก ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร ฉันทำงานหาเงินใช้หนี้ของฉันเองได้” ตอบพลางยกตะกร้าพริกที่เด็ดเสร็จแล้วไปล้างน้ำแล้วเอามาวางไว้ให้สะเด็ดน้ำเตรียมไว้ให้หยิบใช้งานสะดวกอย่างที่เคยทำทุกวัน ก่อนจะกลับมานั่งเซ็งๆ อยู่ที่เดิมแล้วหยิบหนังสือที่วางไว้มาเปิดอ่าน
“มันสนุกนักรึไง นิยายน้ำเน่าๆ แบบนั้นน่ะ” ชายหนุ่มถามขึ้น
“คุณรู้ได้ไงว่ามันน้ำเน่า” ถามพลางพลิกหนังสือดูไปมา
“โถ คู้ณณณ นางเอกยอมรับจ้างเป็นภรรยาปลอมๆ ของเศรษฐีหนุ่มรูปหล่อเพื่อปฏิเสธการคลุมถุงชนที่แม่เลือกให้นี่นะ ไม่น้ำเน่า แถมไอ้เศรษฐีหนุ่มนั่นก็โง่ด้วย ยอมลดหนี้ให้สิบล้านเพื่อจ้างผู้หญิงที่ไม่รู้จักมักจี่ไปเป็นเมียปลอมๆ เป็นพระเอกได้ยังไงผมยังงง แต่ที่งงกว่านั้นคือคนอ่านที่ยอมควักเงินเก้าสิบเก้าบาทไปซื้อมันมาอ่านนั่นแหละ รู้ว่ามันเพ้อเจ้อแล้วยังจะยอมควักเงินไปซื้อมาอ่านได้อีก” ชายหนุ่มย้อนกลับมาแถมวิจารณ์เป็นฉากๆ หญิงสาวเงยหน้ามามอง
“คุณอ่านจบแล้วเหรอ” เธอถามขึ้น
“เฮ้ย! เปล่า ผมอ่านซะที่ไหนกัน แค่เปิดผ่านๆ ตา ตอนเอามันไปเก็บ”
“โห ขนาดผ่านๆ ตานะเนี่ย” หญิงสาวพึมพำ ก่อนจะเปิดอ่านหน้าต่อไป ระหว่างรอเวลาทำงานที่เหลือราวอีกครึ่งชั่วโมงถึงจะได้เวลาเริ่มงานอย่างจริงจัง
“แล้วคุณเป็นหนี้อะไรยังไง แล้วเท่าไหร่” ชายหนุ่มถามตรงๆ อีกครั้ง
“เรื่องส่วนตัวฉันน่า” ตอบกลับไปอย่างลืมตัว ‘นอกจากจอมเนี้ยบ ขี้เก๊ก แล้วยังจะชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวชาวบ้านด้วยหรือนี่!’ ก้มหน้าอ่านไปพลางก่นด่าในใจไปพลางตามเคย
“เผื่อผมมีงานพิเศษให้คุณทำไง ไม่อยากได้เหรอเงินใช้หนี้น่ะ”
งานพิเศษ! เธอหูแว่วหรือว่ามันเรื่องจริงนี่ กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าตรงๆ
“อะไรนะคะ งานอะไรนะคะ” ถามซ้ำอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“งานพิเศษ” ชายหนุ่มทวนคำ
“งานพิเศษอะไรคะ” เธอถามซ้ำสายตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง
“อ้าว ก็คุณชอบอะไรล่ะ คุณชอบอะไรน้ำเน่าๆ ผมก็จะจ้างคุณทำอะไรน้ำเน่าๆ เหมือนนิยายที่คุณอ่านไง...รับจ้างเป็นแฟนผมสักอาทิตย์นึงมั้ย” แล้วเขาก็ตัดสินใจถามขึ้นมาตรงๆ
“ห๊ะ...” หญิงสาวอ้าปากค้างอุทานออกมาแล้วเสียงก็หลุดหายเข้าไปในลำคออย่างอึ้งๆ กับงานพิเศษที่แสนประหลาดนั่น
“ก็ผมจะจ้างคุณเป็นแฟนผมสักอาทิตย์นึง คุณสนใจมั้ย” ชายหนุ่มย้ำช้าๆ ให้ได้ยินชัดเจนอีกครั้งว่าเธอไม่ได้หูฝาดไป
“ห๊ะ! แล้วคุณจะจ่ายให้ฉันสิบล้านเหรอ” หญิงสาวทำตาโตนึกถึงยอดเงินที่นางเอกในนิยายได้รับกับการไปเป็นภรรยาปลอมๆ ให้กับเศรษฐีหนุ่มแล้วอ้าปากค้าง
“บ้าแล้วคุณ! ผมไม่โง่ขนาดจ่ายเงินสิบล้านให้ผู้หญิงหน้าตาตกเกรดอย่างคุณหรอก” คนที่ทำตาโตตาอยู่เมื่อสักครู่ทำท่าอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขึ้นมาทันที
“งั้นไปหาเอาป้ายหน้าเลยคุณ แล้วฉันก็ไม่มีเวลาจะมาพูดเล่นกับคุณแล้วด้วย ฉันจะไปปอกหอมก่อน ได้เวลาทำงานแล้ว” เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปที่เข่งใบใหญ่ที่มีหอมใหญ่อยู่เต็มเข่งซึ่งคนงานในไร่เพิ่งขนมาวางไว้ให้
“เดี๋ยวก่อนสิคุณ ผมพูดเรื่องจริงนะ คุณเป็นหนี้เท่าไหร่” เสียงทุ้มนั้นนุ่มนวลลงกว่าเดิม
‘เฮ้อ! ต้องการความช่วยเหลือจากเค้าแล้วนายทำไมยังจะปากเสียออกไปได้อีกนะ’ เขาอดบ่นตัวเองไม่ได้ที่ปากไวจนเกือบเสียเรื่อง
“แสนนิดๆ” เธอตอบกลับอย่างเซ็งๆ พร้อมกับความคิดในใจ ‘ตาพ่อครัวนี่น่ะเหรอจะมีเงินมาจ่ายให้ สมบัติที่มีก็เห็นมีแต่รถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ถึงจะเงินเดือนเยอะกว่าพนักงานคนอื่นแต่มันจะมากพอที่จะเอาเงินเป็นแสนมาจ้างเชียวหรือ’
“นิดๆ น่ะเท่าไหร่” ชายหนุ่มถามซ้ำ
“แปด” เธอยกนิ้วขึ้นมาแปดนิ้ว
“แสนกับแปดร้อยเหรอ” ชายหนุ่มถาม หญิงสาวสายหน้าไปมา
“อ้อ แสนแปดพันงั้นสิ”
“เปล่า แสนแปดหมื่น” เธอตอบ คนตัวใหญ่ทำตาโต
“แสนแปดหมื่น! บ้านคุณเขาเรียกแสนนิดๆ เหรอ บ้านผมเขาเรียกเกือบสองแสน แล้วคุณเป็นหนี้ใคร”
“ก็บัตรเครดิตน่ะ หลายธนาคารรวมๆ กัน เงินต้นประมาณนั้นแหละ แต่ตอนนี้รวมดอกเป็นเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ฉันบอกว่าแสนนิดๆ มันจะได้เหมือนฉันมีหนี้น้อยไง” ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ คงเอาไปช็อปปิ้งเพลินสินะ แม่สาวน้อยเมืองกรุง เห็นภาพที่เธอมาถึงที่นี่พร้อมกับเสื้อผ้าชุดงามกับเล็บเพ้นต์ลวดลายสวยงามแล้วก็คงไม่พ้นพวก shopaholic สินะที่เสพติดการช็อปปิ้ง เจออะไรก็ช็อปแหลกจนหนี้ท่วมหัว
“งั้นผมจ่ายคุณแสนนึง คุณสนใจมั้ย อาทิตย์เดียวเอง ไปบ้านผมที่กรุงเทพพรุ่งนี้ พ่อผมอยากเห็นหน้าแฟนผม ผมก็เลยจะหาใครสักคนไปให้เขาดู” เสนอมาดื้อๆ
“แสนนึงเองเหรอ?” เธอถามย้ำทำตาเลื่อนลอย ‘โธ่! นึกว่าสิบล้าน หรือไม่ล้านนึงก็ได้ หรืออย่างน้อยก็เคลียร์หนี้ให้ทั้งหมดก็ยังดี’
“แสนนึงนี่ทำงานเจ็ดวัน แถมไม่ต้องทำอะไรด้วย แค่ไปเดินเชิดหน้าไปมาอยู่ในบ้านผมเจ็ดวัน ทำตัวเหมือนเป็นแฟนผมเท่านั้นแหละ ที่จริงผมว่าให้ห้าหมื่นก็น่าจะพอนะ อื้มมม จริงสิห้าหมื่นก็เยอะแล้วนะ คุณทำที่นี่ทั้งเดือนได้แค่หมื่นกว่าบาทเอง ผมไม่น่าตัดสินใจเสนอราคาคุณเร็วไปเลย” ทำท่าพูดไปคิดไป
“แสนนึงก็แสนนึงค่ะ แล้วฉันต้องทำอะไรมั่ง” รีบตัดสินใจทันทีกลัวค่าจ้างจากหนึ่งแสนจะเหลือแค่ห้าหมื่นถ้าผ่านวินาทีนี้ไป
‘เจ็ดวันได้แสนนึงก็หรูแล้วจริงๆ ด้วยสิ อย่างน้อยเคลียร์หนี้ไปได้ตั้งครึ่งหนึ่ง โอกาสแบบนี้มันไม่ได้เข้ามาง่ายๆ หรอกนะ จะมีผู้ชายโง่ๆ ที่ไหนมาจ้างเธอไปเดินเชิดหน้าไปมาในบ้านเจ็ดวันเพื่อแลกกับเงินหนึ่งแสน หาทั้งชาติก็ไม่น่าจะได้หรอกนะยายแพร’ คิดแล้วสายตาของเธอก็วาววับเต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง
“ก็อยู่ใกล้ๆ ผม ทำตัวเป็นแฟนผมเป็นเวลาเจ็ดวัน แค่นั้นแหละ ทำได้มั้ย ทำดีอาจมีโบนัสด้วย” หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก
‘หึ แต่ฉันคงจะต้องหมดเงินพาเธอปรับปรุงโฉมอีกเยอะสินะกว่าจะพาเข้าบ้านได้ หน้าตาเอ๋อเฟอะแบบนี้คงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นแฟนนายธาวิน ธนบดินทร์!’
