บทที่ 5 นึกว่าโดนแกล้ง
แพรไหมเดินมาจากห้องทำงานของกาวินซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ต ก่อนจะแวะหามัทนพรที่โต๊ะทำงานของเพื่อนสาว แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้าฉันกลับมานะยายหม่อน กลับไปทำธุระที่บ้านก่อน จะไปดูน้าเบญด้วย เมื่อวานโทร. มาเสียงไม่ค่อยดีเลย ฉันใจคอไม่ค่อยดี มันกังวลยังไงก็ไม่รู้ แล้วก็จะแวะทำธุระหาเงินมาใช้หนี้ด้วย คุณกาวินบอกว่าถ้าฉันกลับมา เขาจะให้ฉันมาฝึกงานกับแก ไม่ต้องไปเป็นผู้ช่วยในครัวแล้ว เขาคงคิดว่าอีกหน่อยแกก็แต่งงานแล้วมั้ง เพราะแฟนแกน่ะดูเหมือนอยากจะแต่งงานวันนี้พรุ่งนี้ซะด้วยซ้ำ ” แพรไหมพูดกับเพื่อน
“อือ แกก็อย่ากลับไปนานนักละ พี่กาวินเขาไม่ว่าอะไรหรือ ที่แกเพิ่งมาทำงานไม่นานแล้วก็ลายาวไปเป็นอาทิตย์แบบนี้” มัทนพรอดห่วงแทนเพื่อนไม่ได้
“ฉันก็บอกเขาไปตรง ๆ นี่แหละ ว่าขอใช้เวลาเจ็ดวันนี้ไปทำธุระส่วนตัวที่คั่งค้างไว้ให้เสร็จจะได้กลับมาตั้งใจทำงานเต็มที่ เขาก็ไม่ว่าอะไรนี่ ไม่ถามอะไรสักคำ บอกแค่ว่าถ้ากลับมาจะให้มาเริ่มทำงานในออฟฟิศกับแก เออ มีถามหน่อยนึงว่าถ้าเงินเดือนยังเท่ากับที่ทำงานในครัว เพราะเขายังไม่อยากเพิ่มค่าใช้จ่ายในไร่มากขึ้นกว่าเดิม แค่อยากเอาฉันมาสำรองไว้ก่อน แต่ที่นี่มีคอมมิชชั่น กับค่าน้ำมันรถด้วย ฉันจะโอเคไหม ฉันก็รีบตกลงอย่างไว ก็แค่นั้นแหละ” เล่าเสร็จก็ยิ้มกว้าง อย่างน้อยจ่ายหนี้ไปแสนนึง ส่วนที่เหลือได้กลับมาทำงานในออฟฟิศยังจะได้คอมมิชชั่นอีก ต้องได้กลับไปอยู่ที่บ้านเร็วกว่าที่คิดแน่
“อือ ก็ดีแล้ว งั้นแกก็ขับรถกลับดี ๆ นะ รถแกก็ยิ่งเก่า ๆ อยู่ด้วย แล้วมีตังค์รึเปล่าเงินเดือนแกยังไม่ออกเลยนี่ เอาของฉันไปก่อนไหม” มัทนพรถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ ไม่ ไม่ต้อง ฉันพอมีเงินที่ได้ทิปกับเงินเก่าอยู่หลายพันเลย ตั้งแต่มาถึงที่นี่เงินสามพันที่ฉันมีอยู่ยังไม่ได้ใช้สักบาทเลยแก และฉันก็ไม่เอารถไปหรอก จะไปพร้อมตาพ่อครัวใหญ่ สงสัยคงต้องขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปต่อรถทัวร์ละมั้ง เห็นเขาลากลับกรุงเทพเหมือนกัน ฉันก็เลยถือโอกาสติดรถมอเตอร์ไซค์เขาไปด้วยเลย ตอนแรกก็ว่าจะเอารถฉันไปหรอก แต่ตอนขามาลุ้นแทบแย่ว่าจะขับมาถึงไหม แถมน้ำมันก็แพง ไม่คุ้ม” เล่าแผนการเป็นฉาก ๆ ยกเว้นเรื่องที่จะต้องไปรับจ้างเป็นแฟน
เพราะมันไม่น่าเล่าเลยสักนิด เพื่อนของเธอต้องว่าเธอสิ้นคิดแน่ ๆ ที่ทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้ แต่ตอนนี้เธอห่วงชีวิตของน้าสาวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แค่ไปรับจ้างเป็นแฟนเจ็ดวันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร
‘แค่เป็นแฟนไม่ใช่ภรรยาสักหน่อย’ หญิงสาวคิดในใจ มัทนพรพยักหน้ารับ
“งั้นก็เดินทางปลอดภัยนะแก ถึงบ้านแล้วโทร. หาฉันด้วย”
“จ้า จะโทร. ตั้งแต่ขึ้นรถทัวร์เลยเชียว” ตอบพลางยิ้มกว้าง หิ้วกระเป๋าถือสะพายไหล่แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันหลังเดินออกไปนอกออฟฟิศ มัทนพรมองตามร่างบอบบางของเพื่อนที่วันนี้นุ่งกางเกงยีนส์ใส่เสื้อยืดสีขาว ไม่ได้อยู่ในชุดผู้ช่วยพ่อครัวเหมือนอย่างเคย
แพรไหมเดินไปยังปากทางออกของไร่ส่องหล้ารีสอร์ตพลางคิดหาเหตุผลที่ตาพ่อครัวของเธอบอกว่าจะไปรอที่นั่น
‘สงสัยคงไม่อยากเป็นขี้ปากคนในครัวล่ะมั้ง’ หญิงสาวคิดในใจเพราะถึงคนในครัวจะเป็นผู้ชายแทบทั้งหมดแต่ปากคอร้ายกาจยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
แพรไหมออกไปยืนอยู่หน้าปากทางเข้าไร่ส่องหล้า เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์สักคัน มีแต่รถยนต์ของใครก็ไม่รู้คันใหญ่เบ้อเริ่มจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้อง ทางเข้าไร่
‘อีตาบ้านี่หลอกให้ฉันมายืนรอรึยังไง ทุเรศที่สุดเลย นายแค่จะแกล้งฉันใช่ไหมนี่ นั่นสิใครมันจะเอาเงินมาจ้างผู้หญิงเป็นแสนให้ไปเดินเชิดหน้าในบ้านเขาแค่เจ็ดวันมั่ง แกนี่เชื่อคนง่ายจริง ๆ เลย ยายแพรนะยายแพร! ลางานออกมาแล้วด้วย ทำไงล่ะเนี่ย’ คิดพลางกวาดสายตามองหารถมอเตอร์ไซค์อย่างกระสับกระส่าย
“นี่แน่ะ โง่นัก นี่แน่ะ” ยกเท้าขึ้นเตะกอหญ้าที่ขึ้นอยู่ริมถนนสองสามทีอย่างฉุนเฉียว รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกตัวว่าโดนหลอก อารมณ์นี้อยากเอาหัวโขกกำแพงให้มันสาสมกับความโง่ที่เชื่อคนง่ายเสียจริง ๆ
“ปี๊นนนนน” เสียงบีบแตรดังลั่น คนที่ทำท่าทางฉุนเฉียวอยู่สะดุ้งโหยงหัวใจแทบวายก่อนจะหันไปมอง
“จะไปไหมคุณ ทำบ้าอะไรอยู่” เสียงคนที่อยู่ในรถยนต์คันหรูตะโกนข้ามถนนมากึ่งขำกึ่งหงุดหงิด แพรไหมอ้าปากหวอเมื่อเห็นชายหนุ่มที่อยู่ในรถ ก่อนจะเดินข้ามถนนไปยังรถที่จอดอยู่
“เป็นบ้าอะไรของคุณน่ะ ผมอุตส่าห์ลดกระจกลงแล้ว ทำไมไม่มอง มัวไปเตะกอหญ้าอยู่ได้ ผมไม่เข้าใจ นี่ผมสติดีรึเปล่าเนี่ยที่จ้างคุณมาตั้งแสนนึง” ชายหนุ่มบ่นจบก็ถอนหายใจยาวพร้อมส่ายหน้าไปมา
“ก็ฉันนึกว่าคุณจอดมอเตอร์ไซค์รออยู่นี่ พอมาไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ฉันนึกว่าคุณแกล้งฉันสิ ใครจะไปคิดละว่าคุณจะไปเช่ารถยนต์คันเบ้อเริ่มมาขับ แถมยังเช่าสูทมาใส่ซะหรูเชียว คุณจะกลับไปงานแต่งงานหรือถึงต้องใส่สูทไปด้วย” ถามพลางเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา
‘นี่นายธาวิน ธนบดินทร์มันดูแย่ขนาดนี้เลยหรือ?’ ถามตัวเองในใจก่อนกระตุกยิ้มมุมปากอย่างขบขันกับชะตาชีวิตของตัวเองแล้วขับรถเคลื่อนออกไปโดยไม่พูดอะไรต่อ
“ไปถึงกรุงเทพ ฉันขอแวะไปที่บ้านฉันก่อนได้ไหมคะ” เธอหันมาถามเมื่อเขาขับรถมาได้ระยะหนึ่ง
“นานไหม ผมต้องไปให้ทันงานเลี้ยงตอนค่ำ นี่ก็จะเก้าโมงเช้าเข้าไปแล้ว”
ชายหนุ่มชำเลืองมองนาฬิกาหน้ารถ
