บทที่ 1 ตัวเรียกลูกค้า

ตอนที่1 ตัวเรียกลูกค้า

“มิน แขกวีไอพีสองเรียกหาน่ะ” เสียงของพี่เปรี้ยวหัวหน้างานบอกฉันออกมาตามหน้าที่

“ค่ะ” ฉันรับคำแล้วเดินตรงขึ้นไปยังชั้นสองอย่างไม่รอช้า สถานที่ที่เป็นชั้นวีไอพีของไนท์คลับหรูแห่งนี้เพื่อไปหาลูกค้าที่ต้องการเจอฉัน

ฉัน มิน หรือ เขมมินทรา ตอนนี้เรียนอยู่ปี 3 มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งของประเทศ นิสัยฉันเป็นคนปกติทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ไม่ได้ซื่อบื้อหรือเรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้แรงอะไร

ตอนนี้ฉันทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์ที่ไนท์คลับดังย่านหนึ่งละแวกมหาวิทยาลัย แล้วถ้าถามว่าทำไมฉันถึงต้องทำงานไปด้วยทั้งที่เรียนมอเอกชนแบบนี้ ตอบเลยว่าฉันได้ทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร 4 ปี และแน่นอนว่าก็ต้องรักษาเงื่อนไขไว้อย่างสม่ำเสมอนั่นก็คือ ทำเกรดเฉลี่ยให้ได้ 3.00 ขึ้นไป แล้วก็ช่วยกิจกรรมมหาวิทยาลัยเพราะหน่วยกิจที่มากกว่าเด็กปกติ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องปกติของเด็กทุน

และที่ฉันต้องมาทำงานแบบนี้นั่นก็เพราะว่าฉันอาศัยอยู่กับป้าสองคน แต่ตอนนี้ป้าอยู่ต่างจังหวัด ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดได้ทุนก็เลยมาเรียนยังเมืองหลวงไกลบ้านเพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ค่อนข้างขึ้นชื่อมากมันจะเป็นผลดีต่อฉันในการเบิกทางต่ออนาคต

ส่วนพ่อแม่ของฉันทั้งสองแยกทางกันตั้งแต่ที่ฉันยังเล็กๆ แม่เลี้ยงฉันกับป้ามาตลอด แต่แล้วแม่ก็เสียไปก่อนตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยโรครุมเร้าทำให้ที่ผ่านมาป้าก็เลยเลี้ยงฉันแทนจนถึงทุกวันนี้ ฉันก็เลยต้องหางานที่ได้เงินเยอะๆ เพื่อจะได้ไว้ใช้จ่ายเรื่องส่วนตัวของตัวเอง และส่งไปให้ป้าบ้างเท่าที่ไหว

“มาแล้วเหรอ” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นด้วยรอยยิ้มเมื่อฉันเดินไปถึงโต๊ะ

“สวัสดีค่ะ” ฉันยกยิ้มหวานและทักเขาออกไปตามหน้าที่ของตัวเอง

ถามว่าฉันชอบไหม แน่นอนว่าก็ไม่ได้ชอบหรอก ตอนแรกก็เป็นเด็กเสิร์ฟธรรมดานั่นแหละ แต่พอเห็นเพื่อนร่วมงานบอกว่าทำแบบนี้ได้เงินเยอะกว่ามาก และเราก็เลือกได้ด้วยว่าจะแค่นั่งเอนเตอร์เทนเขาหรือว่าจะออกไปต่อข้างนอกหลังเลิกงาน ซึ่งลูกค้าก็ไม่มีสิทธิ์บังคับข่มขู่ฉันเลยเลือกทำเพื่อตัวเงิน

“ดื่มอะไรไหม สั่งเลยสิ” ชายตรงหน้ามีชื่อว่าคุณราม เขาอายุยังไม่เยอะ ประมาณยี่สิบปลายๆ หรือไม่ก็สามสิบต้นๆ เขาถือว่าเป็นลูกค้าประจำของฉันเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเขามาที่นี่เขาต้องเรียกฉันมาคอยนั่งเป็นเพื่อนตลอด

และเขาก็เป็นลูกค้าที่ฉันก็ชอบนะ เพราะว่าเขาค่อนข้างวางตัวดี ไม่ทำรุ่มร่าม มีความเป็นสุภาพบุรุษ เหมือนแค่ให้ฉันมานั่งชงเหล้าแล้วก็นั่งเป็นเพื่อนคุยกับเขาแก้เหงาแค่นั้น

“ดื่มบนโต๊ะก็ได้ค่ะ” ฉันตอบเขากลับไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่เรื่องมากจากความเคยชินและไม่ได้รู้สึกถึงความอันตรายอึดอัดเวลาอยู่กับเขา

ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์ฉันก็ดื่มเป็นอยู่แล้ว เพราะต้องฝึกไว้ไม่ให้คออ่อนโดนมอมได้ง่ายๆ แต่ถ้าเอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ชอบดื่มพวกมันนักหรอก ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ดื่มและส่วนมากฉันก็แค่นั่งจิบไปเรื่อยๆ ไม่ให้ตัวเองเมาจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ด้วยเช่นกัน

“ช่วงนี้เป็นยังไง ลูกค้าเยอะไหม” คุณรามถามฉันออกมากับเรื่องทั่วไปเหมือนทุกครั้ง ถามไถ่อย่างเป็นกันเองในเรื่องทั่วไปไม่เสียมารยาทกับเรื่องส่วนตัวลึกๆ ให้ลำบากใจ

“ก็พอสมควรค่ะ” ฉันคุยกับเขาไปอย่างไม่ปิดบัง ก็บอกแล้วว่าฉันมานั่งกับเขาตลอด ฉันทำงานตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง จนขึ้นปีสองนั่นแหละถึงได้เปลี่ยนมาทำนั่งดริ๊งก์ จนตอนนี้ก็จบปีสองเตรียมจะขึ้นปีสามแล้ว

“แล้วเจอลูกค้าลวนลามเยอะไหม” เขายังคงถามต่ออย่างแสดงความห่วงใยต่อกันออกมาให้รับรู้ได้

“มีบ้างค่ะ แต่ดีที่ส่วนใหญ่พี่เปรี้ยวจะมาส่ง และบอกข้อตกลงไว้ก่อนเลยไม่ค่อยมีปัญหาพูดยากเท่าไหร่...”

“นอกจากคนที่เมาจนไม่มีสติจริงๆ นั่นแหละ ที่จะมีเผลอบ้าง” ฉันบอกเล่าสถานการณ์ทุกอย่างออกไปให้เขารับรู้อย่างละเอียด

เพราะเวลามีลูกค้าที่นอกเหนือจากคุณรามและลูกค้าอีกสองสามคนที่เป็นลูกค้าประจำของฉันที่เขาจะรู้อยู่แล้วว่าฉันไม่รับงานนอก เขาก็จะไม่ทำรุ่มร่ามแค่ให้นั่งชงเหล้าและเป็นเพื่อนคุย

ส่วนคนอื่นๆ พี่เปรี้ยวจะตามมากำกับและบอกกับลูกค้าก่อนเสมอ ว่าฉันไม่รับงานและไม่ทำอะไรนอกเหนือจากนั่งดริ๊งก์และนั่งคุยเท่านั้น

ถามว่าทำไมพี่เปรี้ยวถึงต้องตามมาเคลียร์ให้ฉันขนาดนี้ ก็เพราะว่าเริ่มแรกคนที่ให้ฉันทำงานนี้ก็คือพี่เปรี้ยวนั่นเอง ตอนนั้นเด็กในร้านไม่พอพี่เปรี้ยวเลยมาขอให้ฉันช่วย ตอนแรกฉันก็ปฏิเสธเพราะไม่ชอบให้ใครมาล้วงหรือคลำอะไร ตอนเสิร์ฟก็มีโดนแต๊ะอั๋งบ้าง แต่มันคงไม่มากเท่าไปนั่งดริ๊งก์ที่อยู่ใกล้ตลอด พี่เปรี้ยวเลยสัญญาไว้ว่าทุกครั้งที่มีลูกค้าเรียกฉัน พี่แกจะเป็นคนมาอธิบายเหตุผลให้ลูกค้าตลอด

แล้วกลายเป็นว่าพอฉันทำ ก็ทำให้ลูกค้ายิ่งต้องการมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ เหมือนเป็นตัวเรียกลูกค้าเลย จากปกติคนมาคลับนี้ก็เยอะแล้ว แต่พอฉันทำก็ยิ่งเยอะมากกว่าเดิม อันนี้ไม่ได้อวยตัวเองนะ แต่พูดจากสิ่งที่เห็น ไม่งั้นพี่เปรี้ยวคงไม่ดูแลฉันพิเศษกว่าใครๆ

“ยังไงก็ระวังตัวหน่อยนะ ฉันคงมาทุกวันไม่ได้” คุณรามได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นเหมือนเป็นการบอกกล่าวอย่างหวังดี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าวันที่เขามาฉันก็ต้องมาอยู่กับเขาและมันก็จะปลอดภัย แต่ถ้าวันไหนที่เขาไม่ได้มา ฉันก็ต้องไปเจอลูกค้าคนอื่นที่อาจไม่ได้เหมือนเขา

“ขอบคุณนะคะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มรับความหวังดีให้คุณราม ก่อนจะนั่งคุยกันต่อเรื่อยเปื่อย

บทถัดไป