บทที่ 7 ความรู้สึกที่แปลกไป
ตอนที่7 ความรู้สึกที่แปลกไป
“แล้วอาจารย์...คุณสอนที่นั่นมานานหรือยังคะ ฉันไม่เคยเห็นเลย” เพราะระหว่างเรามันเงียบเกินไปจนฉันรู้สึกอึดอัดอีกทั้งได้แอลกอฮอล์มาช่วยอีกทาง เลยทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนทำกับที่ทำกับลูกค้าคนอื่นๆ เป็นฝ่ายถามและชวนคุยด้วยตัวเองบ้าง
“ก็ได้สามปีแล้วล่ะ” แล้วคำถามของฉันก็ถูกตอบกลับมาอย่างไม่ได้ปิดบังอะไร
“อ๋อ แต่ไม่เคยเห็นอาจารย์เลยนะคะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็แทบไม่อยากเชื่อเลย
ทั้งที่ฉันก็เข้าเรียนตลอด กิจกรรมก็ไม่เคยขาด อยู่มหาวิทยาลัยเป็นว่าเล่นแต่กลับไม่เคยเห็นหน้าเขาเลยแม้แต่ผ่านๆ ก็ตาม การเจอกันในห้องเรียนเป็นครั้งแรกระหว่างเรา
“ที่ไม่เจอเพราะปกติฉันสอนแค่ปีสี่ แต่ว่าปีนี้มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยได้ลงมาสอนปีสามแล้วก็เป็นที่ปรึกษาด้วยเลย” อาจารย์พูดขยายความให้ฟังและเข้าใจถึงสถานการณ์ปกติของเขา
แต่ก็คงจะจริงนั่นแหละ เพราะเทอมนี้ฉันเห็นอาจารย์น้อยท่านมาก เห็นว่ามีงานที่พวกท่านต้องเร่งทำประเมินอะไรกันก็ไม่รู้ ถ้าต้องมาสอนก็อาจจะไม่เต็มที่เลยมีการปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย
“อาจารย์อายุเท่าไหร่เหรอคะ” แล้วฉันก็ถามต่อด้วยความอยากรู้ และคงไม่เป็นคำถามที่เสียมารยาทหรอกใช่ไหมที่ถามเรื่องอายุ
แต่ฉันก็อยากรู้นี่ เห็นหน้าตาเขาดูเด็กมากแต่กลับเป็นอาจารย์แล้ว
“ยี่สิบแปด ทำไม?” อาจารย์วินท์ตอบกลับมาเหมือนไม่ได้มีอะไรต้องปิดบังหรือตอบไม่ได้ แล้วถามกลับเหมือนกับรู้ไปแล้วได้อะไร
“อายุยังไม่มากเลย อาจารย์บรรจุแล้วเหรอคะ?” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ไม่รู้จะตกใจกับอะไรดี พูดถามด้วยความตื่นเต้นสงสัยไปหมดเพราะเขาอายุยังไม่มากจริงๆ
“ไม่ ปกติฉันเน้นงานบริหาร เลยไม่คิดจะเป็นอาจารย์จริงจัง” แล้วเขาก็ตอบกลับออกมาให้ฉันเข้าใจ
แต่มันกลับมากกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก เพราะแค่เป็นอาจารย์ในอายุขนาดนี้ฉันก็ว่าเขาเก่งแล้ว แต่นี่เขาบอกว่าทำงานบริหารด้วย นั่นหมายความว่าเขาทำงานหลายอย่างมาก
“เก่งจังเลยค่ะ” ฉันพูดออกไปอย่างชื่นชมจากใจกับความสามารถของเขาที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง
“ถ้าไม่เก่งฉันจะกล้ามาสอนใครเขาล่ะ” แล้วเขาก็ย้อนกลับมาด้วยรอยยิ้มมุมปาก
แต่ก็นั่นสินะ ถ้าไม่เก่งจะมาสอนคนเป็นร้อยเป็นพันได้ยังไง แบบนั้นคงขายหน้าแย่เลย
“นั่นนะสิคะ... อึก!” ฉันพูดขึ้นอย่างตอบรับคำพูดของเขา แต่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคฉันก็ต้องชะงักขึ้นมากับความรู้สึกที่แปลกไปอย่างไม่เข้าใจตัวเอง
“เป็นอะไร?” อาจารย์วินท์เห็นแบบนั้นก็หันมาถามฉันขึ้นอย่างสงสัยแปลกใจ
“ไม่รู้ค่ะ อยู่ๆ ก็รู้สึกคอแห้ง แล้วก็ร้อนๆ” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่ปิดบังกับความรู้สึกตัวเองอย่างเริ่มจะยากลำบากและควบคุมบางอย่างไม่ได้
“แพ้เหล้าหรือเปล่า?” อาจารย์วินท์ได้ฟังแบบนั้นก็ถามขึ้นอีกครั้งแล้วขยับมาดูอาการฉันใกล้ๆ นั่นยิ่งทำให้ฉันร้อนกว่าเดิมจนสติสตังเริ่มไม่คงที่
“ไม่นะคะ เหล้านี้ฉันเคยกินอยู่” ฉันตอบกลับอย่างมั่นใจว่าไม่ใช่อาการแพ้เหล้า เพราะว่าเหล้านี้ฉันเคยดื่มมามากกว่าหนึ่งครั้งและไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนด้วย
ฉันยกมือขึ้นปาดเหงื่อของตัวเองที่ฝุดขึ้นตามกรอบหน้าและลำคอจากความมร้อนภายในที่ขับออกมา
“คงไม่ได้ไปรับแก้วจากใครมั่วซั่วหรอกนะ” แล้วอยู่ๆ อาจารย์วินท์ก็พูดบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งติดเย็นชาเหมือนกำลังตำหนิกัน
“มะ...ไม่รู้สิคะ” แล้วคำถามนั้นก็ทำให้ฉันตอบกลับอย่างอึกอักเหมือนคนทำผิด
แต่เพราะก่อนจะมาดูแลเขาฉันก็ดูแลแขกโต๊ะอื่นมาก่อนด้วย และเรื่องรับแก้ว แม้ว่าฉันจะเป็นคนชงด้วยตัวเองซะส่วนใหญ่ แต่ก็มีที่ลูกค้าเป็นฝ่ายชงให้บ้าง
ซึ่งมันไม่ได้ผิดจากที่เขาพูด ฉันดื่มเหล้าจากแก้วที่ลูกค้าชงให้มาก่อน
“เหมือนเธอจะไม่ไหว ลางานไหมเดี๋ยวฉันไปส่ง” อาจารย์วินท์ถามอีกครั้งเมื่อเห็นสภาพของฉันที่ไม่ผิดจากที่เขาพูด
ตอนนี่มันร้อนจนลมหายใจเริ่มหอบถี่ ร้อนจนรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอยากปะทะกับน้ำเย็นจัดๆ ให้รู้สึกดีขึ้น
“เหมือนจะไม่ไหวจริงๆ ค่ะ” ฉันตอบกลับอย่างไม่ปิดบังเพราะตอนนี้มันเริ่มร้อนมากขึ้น แล้วไหนจะความรู้สึกน่าอายที่ฉันเป็นอยู่อย่างพยายามเก็บซ่อนมันไว้อย่างถึงที่สุดนั่นอีก
แต่ยิ่งได้กลิ่นกายของอาจารย์วินท์ที่มันมีเสน่ห์และความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และสัมผัสจากมือเขาที่แตะมาที่แขนฉัน มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึก...
“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่ง เรื่องงานไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันบอกไอ้เชนทร์ให้เอง” อาจารย์วินท์เห็นแบบนั้นก็พูดให้คลายกังวลอย่างเป็นเรื่องง่าย พร้อมกับลุกขึ้นและจับมือฉันให้ลุกไปกับเขา
“คุณวินท์” ฉันเรียกชื่อเขาออกมาเพื่ออยากจะบอกให้เขาปล่อยฉันเหลือเกิน ฉันกลัวว่าตัวเองจะทนไม่ไหว แล้วทำอะไรไม่ดีต่อเขา เหมือนกับน้ำเสียงของฉันที่เรียกเขาออกมาเมื่อกี้มันกลับดูกระเส่าพร่าขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“ไม่ต้องพูดอะไร รีบกลับไปจะได้หายากิน” อาจารย์วินท์กลับไม่ได้ฟังอะไรแล้วพูดสั่งขึ้นอย่างเด็ดขาดแล้วไม่สนใจอะไร ยังคงจูงมือฉันให้เดินตามเขาไปจนออกจากคลับมาถึงรถหรูคันหนึ่ง
“คุณวินท์ ฉัน...” ฉันยังคงเรียกเขาเพื่อหวังจะพูดอะไรสักอย่าง ใจจหนึ่งก็อยากปฏิเสธออกไปกับความใกล้ชิดตอนนี้ แต่อีกใจหนึ่งมันก็อยากไปกับเขา
ฉันพูดไม่ออก มันเหมือนกับด้านดีและด้านร้ายกำลังเถียงกันและหาข้อสรุปไม่ได้
“ขึ้นรถ ไม่ต้องพูดมาก” อาจารย์วินท์พูดด้วยเสียงดุกว่าปกติแล้วจับฉันยัดเข้าไปในรถอย่างไม่ให้เสียเวลาพูดอะไรไร้สาระไปมากกว่านี้
“.....” ฉันยอมเข้าไปนั่งอยู่ในรถอย่างไม่หลีกเลี่ยงด้วยอาการที่มันเริ่มจะไม่ไหวแล้ว มันเหมือนกับจะห้ามตัวเองไม่ได้แล้ว
และไม่นานอาจารย์วินท์ก็ขึ้นรถมาแล้วขับออกจากไนท์คลับ ฉันหันไปมองหน้าอาจารย์วินด้วยความรู้สึกที่ไม่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
“คุณวินท์”
